ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
12 กันยายน 2559 เวลา 07:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/453869

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
ภายหลังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้นัดประชุมเมื่อวันที่ 7 ก.ย. เพื่อพิจารณากรณีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ส่งร่างรัฐธรรมนูญซึ่งแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติ ในประเด็นเพิ่มเติมว่าเป็นการชอบด้วยกับผลการออกเสียงประชามติแล้วหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่หนึ่ง 2558 มาตรา 37/1 ไว้พิจารณา
โดยศาลเห็นสมควรมีหนังสือขอความเห็นและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผลการออกเสียงประชามติในประเด็นเพิ่มเติม จากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) รวมทั้งเอกสารอื่นใดที่เห็นว่าเกี่ยวข้อง โดยกำหนดให้ส่งต่อศาลภายในวันที่ 12 ก.ย.นี้
อย่างไรก็ดี รายงานการประชุม สนช. เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2559 ได้พิจารณาประเด็นคำถาม สนช.ที่จะเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ตามมาตรา 39/1 วรรคเจ็ด ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) 2559 ซึ่งมี พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม
กล้านรงค์ จันทิก รองประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ด้านการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง ชี้แจงว่า กมธ.ได้ดําเนินการส่งหนังสือแจ้งไปยัง กมธ.สามัญประจํา สนช.ทั้ง 16 คณะ โดยมี กมธ.สามัญประจํา สนช. 9 คณะ ส่งคําถามมา และไม่ส่งคําถามมา 7 คณะ
ทั้งนี้ ได้ประมวลประเด็นคําถามซึ่งรับมาส่วนใหญ่มีหลักการและเหตุผลที่คล้ายคลึงกัน คือ ในช่วงระยะเวลา 4 ปี หรือ 5 ปี ควรกําหนดให้มีบทเฉพาะกาลในรัฐสภา เพื่อให้ความเห็นชอบผู้ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ โดยมีผู้เสนอ อาทิ กมธ.การกฎหมาย และมีสมาชิก สนช.เสนออีก 5 คน อาทิ พล.ต.อจักรทิพย์ ชัยจินดา, พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ, ตวง อันทะไชย, พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ และสมชาย แสวงการ
อย่างไรก็ตาม ได้มีสมาชิกอภิปรายสนับสนุนเรื่องดังกล่าว โดย วัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิก สนช. ชี้แจงว่า ส่วนตัวอยากให้มีการตั้งคำถามสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ร่างไว้ โดยเฉพาะในเรื่องของการปราบโกงและทุจริตคอร์รัปชั่น
ขณะที่ นิพนธ์ นราพิทักษ์กุล สมาชิก สนช. กล่าวว่า ในเรื่องเกี่ยวกับการตั้งคําถามจะมีหรือไม่มี มีแล้วจะเป็นแนวทางอย่างไร คือถ้าดูตามเจตนาของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็เปิดโอกาสให้สมาชิก สนช.สามารถที่จะตั้งคําถามได้อีก 1 คําถาม ประกอบกับคําถามหลักๆ
ก็คือเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วกระผมมีความคิดเห็นว่าสมควรที่จะให้สมาชิก สนช.ใช้โอกาสนี้ถามประชาชนทั้งประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี
ด้าน ตวง อันทะไชย สมาชิก สนช. ระบุว่า วันนี้ประเทศอยู่ในสถานะที่ไม่ปกติ เป็นสถานะพิเศษที่กําลังยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อนําไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
ทั้งนี้ กระบวนการเปลี่ยนผ่านที่ให้รัฐสภาเป็นผู้เห็นสมควรที่จะต้องพิจารณาว่าใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญบอกว่า จะปฏิรูปประเทศนั้นจะต้องมีแผนและขั้นตอน รวมทั้งต้องทําให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปี
“เวลามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นความชอบธรรมที่เขาจะต้องกําหนดนโยบาย เขามีนโยบายที่เขาต้องไปหาเสียงกับประชาชน เขาก็กําหนดนโยบาย เขามีนโยบายที่เป็นของกลุ่มของพรรคพวกก็ต้องกําหนดนโยบายที่เราเรียกว่ามีนโยบายของพรรค มีนโยบายของกลุ่ม และมีนโยบายของชาติ แต่นโยบายของชาติที่เราพูดถึงตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาปฏิรูปประเทศได้เลย ถ้ารัฐสภาไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับผู้นํา ก็คือ นายกรัฐมนตรี รัฐสภา”
ทั้งนี้ จะไม่สามารถไปตรวจสอบ ไปติดตาม ควบคุม กํากับให้ผู้นําประเทศได้เอาใจใส่ต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้เลย การที่ให้รัฐสภามีส่วนในการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้สมควรเป็นนายกฯ ได้นั้น จึงเป็นการกระทําการในช่วงเปลี่ยนผ่านของประเทศ ซึ่งส่วนตัวเห็นด้วย
สมชาย แสวงการ สมาชิก สนช. กล่าวชี้แจงว่า ประเทศไทยนั้นมีปัญหามามากมายที่เรียกว่าวิกฤตรัฐธรรมนูญ หากลองย้อนกลับไปนับตั้งแต่ปี 2475 เรื่อยมาถึงปัจจุบัน จนกลับมาร่มเย็นเป็นสุข สร้างความสามัคคีปรองดอง และขับเคลื่อนประเทศไปได้ ส่วนตัวให้การสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งฉบับ
ทั้งนี้ กมธ.จึงได้ปรับถ้อยคําให้เกิดความชัดเจน และนํามาเสนอต่อที่ประชุม “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าเพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกําหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่าในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามร่างรัฐธรรมนูญนี้” ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ สิ่งเหล่านี้ต้องถามไปที่ประชาชน
“ถ้าประชาชนให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยเรียบร้อยแล้ว มีส่วนที่ขาดไปเล็กน้อย และเป็นส่วนสําคัญ จะเดินไปไหนไม่ได้เลย ถ้าส่งร่างรัฐธรรมนูญไปเฉยๆ ก็คือส่งออกไปเสร็จแล้วก็ไม่สามารถทํางานได้ เพราะฉะนั้น จึงต้องมีระยะ 5 ปีแรก เป็นระยะเปลี่ยนผ่านและให้เกิดการปฏิรูปประเทศต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการได้ดําเนินการสรุป แล้วก็เสนอต่อที่ประชุมนี้ด้วยความรอบคอบ รัดกุม ไม่ต้องการสร้างความสับสน และผมเชื่อว่าประชาชนผ่านความเห็นชอบในประชามติร่างรัฐธรรมนูญก็จะผ่านความเห็นชอบ”