กรธ.คิกออฟกฎหมายลูก รักษาสมดุล-ไม่เพิ่มอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2559 เวลา 07:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/456603

กรธ.คิกออฟกฎหมายลูก รักษาสมดุล-ไม่เพิ่มอำนาจ

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย, สริตา นาคใจเสือ

แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติยังไม่มีการประกาศใช้ เพราะอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญว่าการนำคำถามพ่วงที่ให้รัฐสภาเลือกนายกรัฐมนตรีสอดคล้องกับผลการออกเสียงหรือไม่ แต่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เริ่มทำงานในส่วนที่เกี่ยวกับการนำพาประเทศไปสู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

การทำงานที่ว่านั้นคือ การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ฉบับ โดยมีระยะเวลา 240 วัน นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ก่อนส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา ซึ่งกฎหมาย 4 ใน 10 ฉบับที่ถูกจับตามากที่สุดคงหนีไม่พ้น การเลือกตั้ง สส. พรรคการเมือง การได้มาซึ่ง สว. และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ทั้งนี้ ในวันที่ 28 คณะ กรธ. เตรียมจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างเป็นทางการโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกฎหมายเลือกตั้ง สส. และพรรคการเมือง เพื่อนำไปเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์และสำรวจความเห็นของประชาชนของคณะ กรธ.ให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์ถึงแนวทางการทำงานในเรื่องดังกล่าวไว้อย่างน่าติดตาม

ชาติชาย เกริ่นนำว่า สาเหตุที่ต้องจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่ายเฉพาะกฎหมายเลือกตั้งและพรรคการเมืองก่อน เพราะเป็นกฎหมายที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งมาให้ กรธ.พิจารณาชัดเจน ดังนั้น หาก กรธ.ไปจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในส่วนที่เป็นกฎหมายลูกฉบับที่องค์กรที่เกี่ยวข้องยังไม่มีตัวร่าง พ.ร.บ.ส่งมายังให้ กรธ.อาจเกิดความไม่เหมาะสม กรธ. จึงเห็นว่าควรทำเฉพาะร่างกฎหมายที่มีการเสนอมาให้ กรธ.ก่อน

“เราคงรับฟังทีเดียวทั้ง 10 ฉบับไม่ได้ เนื่องจาก 1.มันเยอะ 2.ร่างความคิดเห็นที่มันเป็นลายลักษณ์อักษรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หน่วยปฏิบัติ
เนี่ยมันก็ยังมาไม่พร้อมกัน อย่างตอนนี้ กกต. เสนอมาก่อน ส่วนกฎหมายเกี่ยวกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ การตรวจเงินแผ่นดิน ยังไม่ได้มีการส่งมาจากหน่วยงานดังกล่าว”

“ดังนั้น โดยมารยาทเราจะรอให้หน่วยงานที่เขาเป็นผู้ใช้กฎหมายนั้นๆ เสนอมาให้เราทราบก่อน ถ้าหากเราชิงไปฟังอะไรก่อนแล้ว ถ้าเกิดคนเสนออะไรมาที่ไปอีกทิศทางหนึ่งเนี่ยมันอาจทำให้เกิดความคิดจากหน่วยงานที่ต้องใช้กฎหมายได้ว่าทำไมไม่ฟังเขาก่อนได้”

ชาติชาย ระบุว่า กรธ.มีความตั้งใจว่าจะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญให้ครบทั้ง 10 ฉบับ เพราะเราถือว่าในเมื่อร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ซึ่งเป็นการตัดสินใจของประชาชนมาแล้ว ก็ต้องสมควรรับฟังความคิดเห็นของประชาชนให้มากที่สุด

“เราตั้งใจว่าเราจะจัดเวทีรับฟังให้ครบทั้ง 10 ฉบับ จะพยายามจริงๆ เพราะว่าตั้งแต่ตอนร่างรัฐธรรมนูญมาแล้ว หลักของเราในการทำงานก็คือว่าเราจะฟังประชาชนเป็นหลัก เรามีหน้าที่ประมวลความคิดต่างๆ แล้วก็เอามันมาเขียนแล้วก็ต้องอธิบายได้ทั้งหลักวิชาการ ทั้งหลักปฏิบัติต่างๆ แแก้ปัญหาข้อบกพร่องจะดีขึ้นอย่างไร เมื่อเรายึดประชาชนเป็นหลัก รัฐธรรมนูญเองก็ร่างเองก็ผ่านประชามติแล้วก็แสดงว่าเราได้รับความไว้วางใจมาครึ่งหนึ่งแล้ว การทำกฎหมาย 10 ฉบับ ต่อไปนี้ต้องฟังประชาชน”

ในเมื่อ กรธ.กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง สส. แต่ปัจจุบันมีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ห้ามประชุมพรรคการเมือง กรธ.จะได้รับความคิดเห็นที่เป็นที่สุดของพรรคการเมืองได้อย่างไร? ชาติชาย ตอบว่า “เรารู้ดีว่า คสช.มีคำสั่งห้ามไม่ให้ประชุมพรรค ดังนั้นเมื่อท่านประชุมกันไม่ได้ท่านก็จะเอามติพรรคมาเสนอเราไม่ได้ แต่ท่านมาแสดงความคิดเห็นในฐานะตัวบุคคลได้”

“ถ้าเป็นประชาชนคนหนึ่ง คสช.ไม่ได้ห้ามนี้และการจัดงานในวันที่  28 ก.ย. เราได้ส่งหนังสือไปยัง คสช. เพื่อขอให้ท่านแจ้งให้ท่านทราบว่าจะมีกิจกรรมลักษณะนี้ คสช.จะได้รับทราบเพราะว่าจะได้ไม่ไปขัดคำสั่งเขา แม้ว่าทำในรั้วร่มเงาของสภาก็ตาม แต่ละคนอาจพูดและแสดงความคิดเห็นไม่เหมือนกันไม่เป็นไร เพราะในชั้นนี้สิ่งที่พวกผมต้องการคือ ความหลากหลายของความคิด ยิ่งหลากหลายเท่าไหร่ และมีเหตุผลรองรับยิ่งดี มันจะทำให้เรามีความคิดกว้างขึ้น”

ขณะเดียวกัน การสนทนาได้มีการสอบไปถึงทัศนะส่วนตัวของชาติชายว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และพรรคการเมืองจะสามารถแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงได้มากหรือน้อยอย่างไร

“ในสิ่งที่ กกต.เขียนมาในภาพรวม พยายามทำให้พรรคการเมืองมีฐานจากประชาชนอย่างกว้างพรรคมีระบบระเบียบวิธีการคัดหาในการสรรหาการคิดนโยบายมันก็ดีนะ แต่ว่าการซื้อเสียงในบ้านเราพัฒนาไปเยอะมาก ไอ้ประเภทไปแจกกลางคืนหมาหอนมันแทบไม่มีแล้ว มันมีวิธีอะไรของมันซับซ้อน อันนี้ต้องคิดอยู่ว่าจะทำอย่างไร จริงอยู่เขียนในกฎหมายได้ไม่หมด แต่การวางกรอบให้เจ้าพนักงานให้ เจ้าหน้าที่ของ กกต. หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจอะไรที่เกี่ยวข้องจะต้องทำให้มีบทบาทมีอำนาจต้องออกแบบให้ดีว่าจะควรมีรูปแบบอย่างไร”

การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจะถือว่าเป็นการเพิ่มอำนาจให้กับองค์กรอิสระหรือไม่? ชาติชาย ยืนยันว่า “ไม่ได้เป็นการเพิ่มอำนาจให้มากเกินไป เราต้องดูว่าองค์กรอิสระบางองค์กรอย่าง กกต.ที่ผ่านมามีจุดอ่อนนะ เช่น เขาไม่ใช่เจ้าพนักงาน เวลาไปรู้ไปเห็นอะไรมา ถ้าจะจับต้องไปขอให้ตำรวจมาจับถ้าเกิดตำรวจมาช้า ตำรวจมาถึงตำรวจมาเอาหลักฐานอะไร เหมือนกับผมเห็นรถฝ่าไฟแดง ผมทำอะไรไม่ได้ผมต้องไปตามตำรวจมาบอกว่ามันฝ่าไฟแดง แต่ปรากฏว่ามันหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้”

“เราต้องระมัดระวังอยู่แล้วว่าเขามีหน้าที่ถ่วงดุลตรวจสอบ เพราะฉะนั้นเราต้องระวังว่าฝ่ายที่มาจากการเมืองฝ่ายที่เขาใช้อำนาจรัฐเขาต้องมีพื้นที่ของเขาเหมือนกัน ไม่ใช่ไปคร่อมไว้หมดทีนี้ก็ทำงานกันไม่ได้แกล้งกันสิ มาร้องกันทั้งวันก็ตายกันพอดี เราจึงต้องรักษาดุลนะเรื่องนี้และระมัดระวังเป็นอย่างดีอยู่แล้ว”ชาติชาย สรุป

 

Leave a comment