ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
18 ตุลาคม 2559 เวลา 15:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/460835

เรื่องโดย…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…หนังสือ “ราชันย์ผู้สร้างสรรค์ ดนตรี กีฬา ศิลปะ ของพระเจ้าแผ่นดิน”
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่๙ ทรงฉายแสงแห่งศิลปินมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์
ระหว่างปีพุทธศักราช ๒๔๘๐-๒๔๘๔ เมื่อครั้งพระองค์ยังประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงสนพระราชหฤทัยในงานจิตรกรรมอย่างลึกซึ้ง และได้ทรงฝึกด้วยพระองค์เอง ด้วยการทรงศึกษาจากตำราต่างๆ รวมทั้งทรงศึกษาจากผลงานภาพเขียนของศิลปินชั้นนำของโลกและของไทย เห็นได้จากการที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เหล่าบรรดาจิตรกรผู้มีชื่อเสียงของเมืองไทยเข้าเฝ้าฯ เพื่อร่วมปฏิสันถารและถวายคำปรึกษาทางด้านศิลปะ

ไม่ว่าจะเป็น เขียน ยิ้มศิริ จำรัส เกียรติก้อง เหม เวชกร เฟื้อ หริพิทักษ์ ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ จุลทัศน์พยาฆรานนท์ อวบ สาณะเสน พิริยะ ไกรฤกษ์ เฉลิม นาคีรักษ์ เป็นอาทิ ซึ่งจากคำให้สัมภาษณ์ของศิลปินเหล่านี้จึงได้ทราบว่าเป็นการถวายคำปรึกษาด้านเทคนิคในการเขียนภาพเท่านั้น หากเมื่อทรงจรดปลายพระพู่กัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเขียนภาพด้วยพระองค์เองตามพระราชดำริ ซึ่งพระองค์มักจะมีรับสั่งถามเพียงสั้นๆต่อบรรดาศิลปินใหญ่ว่า “พอไปได้ไหม”

หม่อมเจ้าการวิก จักรพันธุ์ ศิลปินชั้นแนวหน้าของไทยเคยตรัสว่า งานจิตรกรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแบ่งงานเป็น ๓ ลักษณะใหญ่ๆ ได้แก่ ลักษณะภาพเหมือนจริง (Realistic) ลักษณะทางคตินิยมแบบเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ (Expressionism) และศิลปะลักษณะแบบนามธรรม (Abstractionism) ส่วนเทคนิคที่ทรงใช้มากในการเขียนภาพของพระองค์คือเทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ
ภายหลังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ในปีพุทธศักราช ๒๕o๒ พระองค์ทรงเขียนภาพอย่างจริงจัง ผลงานภาพเหมือนในระยะแรกนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นภาพพระฉายาสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอทุกพระองค์ ตลอดจนภาพจากหุ่นนิ่ง ภาพวิวทิวทัศน์ทั่วไป และภาพที่ทรงใช้จินตนาการส่วนพระองค์สร้างสรรค์ขึ้น อย่างไรก็ตามโดยสรุปแล้ว เนื้อหาจากภาพคนจะเป็นแนวเรื่องหลักของการทรงงานจิตรกรรมของพระองค์
ภาพเหมือนฝีพระหัตถ์สีน้ำมัน โดยเฉพาะพระรูปเขียนสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ส่วนใหญ่เป็นภาพเหมือนแนวเรียลิสม์ (Realism) ที่มุ่งเน้นแสดงความเหมือนอย่างศิลปะสัจนิยมเป็นด้านหลัก พระองค์ทรงใช้สีตามธรรมชาติ สีออกน้ำตาลหรือเอิร์ทโทน ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ เช่น พระรูปเขียนสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ (พุทธศักราช ๒๕๐๖)


นอกจากนั้น ยังมีภาพเหมือนแนวอิมเพรสชันนิสม์(Impressionism) ทรงแสดงรอยพู่กันเพื่อแสดงความประทับพระราชหฤทัยในบรรยากาศและสภาพแวดล้อมหรือภาพเหมือนแนวโฟวิสม์ (Fauvism) ที่ทรงใช้สีเป็นสื่อแสดงออกอย่างที่พระองค์ทรงพระราชปรารถนา สีคือเสรีภาพ สีแสดงมิติในตัวของมันเอง เช่น พระรูปเขียนสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ (พุทธศักราช๒๕o๗)
ระยะเวลาต่อมาพระองค์ทรงมีเทคนิคในการเขียนภาพที่เคยใช้ฝีแปรงนุ่มนวลเปลี่ยนแปลงไป ทรงเขียนสีน้ำมันทับซ้อนหนาเป็นก้อน ทรงใช้ฝีแปรงที่มีการเคลื่อนไหวฉับพลันมากขึ้น สีที่ออกมาเปลี่ยนแปลงไปจากความเป็นจริง มีลักษณะส่วนพระองค์มากขึ้น แต่ละภาพจะมีเนื้อหาตามพระราชดำริของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบของรูปทรง เส้น และสีสัน ที่ทรงใช้สอดคล้องไปตามแนวคิดของภาพนั้นๆ โดยพระองค์จะทรงอาศัยใช้ทั้งแสงไฟฟ้าและแสงจากธรรมชาติในการทรงเขียนภาพ

ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งเกี่ยวกับการเขียนภาพของพระองค์เองว่า ทรงวาดเอง มิได้ปล่อยให้แบบหรือแนวทางของผู้ใดเข้ามามีอิทธิพลกับงานเขียนภาพ และในการวาดภาพนั้นก็ทรงวาดอย่างนักวาดภาพสมัครเล่นคือทรงวาดตามพระราชหฤทัยจะนึกวาด มิได้ทรงคำนึงถึงทฤษฎีหรือหลักเกณฑ์อันใด ผลงานของพระองค์ท่านออกมาจากจินตนาการของพระองค์เอง ฉะนั้นเมื่อได้เห็นภาพเขียนฝีพระหัตถ์ก็จะเห็นชัดแจ้งถึงลักษณะที่เป็นอิสระเฉพาะตัว
“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเริ่มเขียนภาพเหมือน ซึ่งเหมือนจริงและละเอียดมาก แต่ต่อมาได้ทรงวิวัฒน์เข้ากับภาพของจิตรกรสมัยใหม่ และทรงค้นคว้าหาทางแปลกๆ ใหม่ๆ ที่จะแสดงออกซึ่งความรู้สึกของพระองค์โดยไม่ต้องกังวลกับความเหมือน อันจะมีอิทธิพลบีบบังคับไม่ให้ปล่อยความรู้สึกออกมาได้อย่างอิสระ”
เป็นข้อสังเกตเกี่ยวกับภาพเขียนฝีพระหัตถ์ที่หม่อมเจ้าการวิก จักรพันธุ์ทรงกล่าวเอาไว้

สำหรับผลงานจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในระยะแรกๆ ไม่เป็นที่ทราบกันโดยแพร่หลาย จะมีโอกาสได้ชมก็แต่ในวงแคบๆ เท่านั้น จนกระทั่งเริ่มปรากฏให้ประชาชนทั่วไปได้เห็น เมื่อปีพุทธศักราช๒๕o๖ เมื่อพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานภาพจิตรกรรมเข้าร่วมแสดงในงานศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่๑๔ ซึ่งลักษณะผลงานที่พระองค์ทรงสร้างสรรค์ขึ้นมา มีทั้งภาพคน ภาพทิวทัศน์ ภาพหุ่นนิ่ง รวมไปถึงภาพที่ทรงจินตนาการตามแนวพระราชดำริของพระองค์ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำไปร่วมแสดงในครั้งต่อๆ มาอีกหลายครั้ง พระองค์ทรงมีผลงานใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องจนมหาวิทยาลัยศิลปากรได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาจิตรกรรม แด่พระองค์ ในปีพุทธศักราช ๒๕o๘
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงงานจิตรกรรมตั้งแต่พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ จวบจนปีพุทธศักราช ๒๕๑o พระองค์ก็มิได้ทรงเขียนภาพอีก เพราะมีพระราชภารกิจน้อยใหญ่ในด้านอื่นๆ มากมายที่ต้องเอาพระราชหฤทัยใส่มากกว่าเดิมที่เกี่ยวข้องกับประเทศชาติ และเพื่ออุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้แก่พสกนิกรได้อยู่ดีมีสุขขึ้นกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม ภาพวาดฝีพระหัตถ์ของพระองค์ก็ทรงปรากฏเผยแพร่ และมีส่วนที่ยังไม่ได้เผยแพร่อีกรวมกันกว่า ๑๖๗ ภาพ แสดงถึงพระอัจฉริยภาพในด้านจิตรกรรมโดยแท้จริง

ผลงานอันงดงามเหล่านี้ของพระองค์ได้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาปวงประชาชนชาวไทยอย่างแจ่มชัดแล้ว ทรงฝากผลงานทางศิลปะไว้ให้ชื่นชม เป็นตัวอย่างอันดีที่เราคนไทยทุกคนควรนำไปปฏิบัติ ในการสร้างสรรค์ผลงานอันใดก็ตามที่ตนเองถนัด มีความสนใจใฝ่ศึกษา และใจรักใจชอบฝากไว้กับคนรุ่นหลัง อย่างที่พระองค์ได้ฝากภาพเขียนอันล้ำค่าไว้ให้กับแผ่นดิน
ดังพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๒๙ ที่ทรงแสดงถึงงานศิลปะไว้ว่า
“คนที่ทำงานศิลปะก็ต้องรู้เรื่องวิชาการและรู้หลักวิทยาศาสตร์ เพื่อจะได้เป็นแบบแผนต่างๆ ต่อไป งานวิชาการก็ทำนองเดียวกัน จะต้องรู้หลักวิทยาศาสตร์ ในขณะเดียวกันก็ต้องมีใจทางศิลปะจึงจะสามารถพัฒนางานนั้นให้ดีไปได้และในทางวิทยาศาสตร์ก็ทำนองเดียวกัน ต้องมีความรู้ด้านวิชาการและต้องมีใจรัก ตั้งใจทำอะไรให้ดีขึ้น สรุปว่าทั้งสามส่วนเป็นความสำคัญซึ่งต้องเกี่ยวเนื่องกัน งานศิลปะมีความสำคัญต่องานทั้งปวง ศิลปินเป็นบุคคลที่มีความสำคัญสมควรจะยกย่องเชิดชูเกียรติต่อไป”
หมายเหตุ-ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ “ราชันย์ผู้สร้างสรรค์ ดนตรี กีฬา ศิลปะ ของพระเจ้าแผ่นดิน” เรียบเรียงโดย กิตติ โล่ห์เพชรัตน์ สำนักพิมพ์ก้าวแรก และหอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
