ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
07 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/463851

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์
หลังๆ กระแสชาวจีนรวมกลุ่มปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์พฤติกรรมและปรากฏการณ์ที่สากลไม่เสน่หาเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ
ทำให้คิดไปถึงครั้งหนึ่ง ที่ผมเคยพูดคุยปัญหานี้กับเพื่อนชาวจีน ซึ่งเพื่อนชาวจีนก็ไม่ได้โกรธ ตรงกันข้ามกลับหงุดหงิดใจและเห็นพ้องกับความเห็นสากล และมีไม่น้อยที่พูดสรุปขึ้นมาว่า ที่เกิดปัญหาแบบนี้ “เพราะคนจีนมีวิกฤตศรัทธา”
นมใส่เมลามีน เปลือกแคปซูลยาที่ทำจากรองเท้าฟองน้ำใช้แล้วมารีไซเคิล เนื้อวัวปลอมจากเนื้อหมู เพื่อนมนุษย์ถูกทำร้ายโดยไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วย หนุ่มสาวไม่ลุกให้คนแก่นั่ง หรือแม้กระทั่งทิ้งขยะไม่เลือกที่ แซงคิวกันอย่างเพลิดเพลิน
ทั้งหมดก็เพราะ “วิกฤตศรัทธา”
ควรอธิบายในที่นี้ว่าคำว่า “วิกฤตศรัทธา” ของชาวจีนออกจะต่างกับ “วิกฤตศรัทธา” ของชาวไทย
สำหรับไทย “วิกฤตศรัทธา” เกิดขึ้นกับบุคคลการเมือง และมีความหมายว่า “ถึงจะทำดีแต่ไม่มีใครเชื่อถือ” (คำแปลจากพจนานุกรม อ.เปลื้อง ณ นคร)
แต่ “วิกฤตศรัทธา” ของจีนเป็นคุณสมบัติของใครก็ได้ หมายถึงอาการ “ไม่มีอะไรเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจไม่ว่าศาสนาหรืออุดมการณ์ใดๆ ใช้ชีวิตโดยเห็นแต่ผลประโยชน์และความสุขส่วนตน” (หนึ่งในคำตอบที่สั้นที่สุดจาก Baidu)
วิกฤตศรัทธาของจีนถูกโยงกับเหตุการณ์ปฏิวัติวัฒนธรรมมากที่สุด เพราะเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ตัดขาดรากวัฒนธรรมจีนและศาสนาออกจากผู้คนทุกชนชั้นอย่างยาวนานและรุนแรง
ปฏิวัติวัฒนธรรมกินเวลาถึง 10 ปี เป็นการรณรงค์ทางการเมืองที่ยัดเยียดความคิดวิพากษ์วัฒนธรรมเดิมว่าเลวร้าย ความเคยชินเดิมว่าเป็นตัวถ่วง ศาสนาเป็นยาพิษมอมเมา ทั้งหมดต้องถูกชำระและชำแหละด้วยความสุดโต่ง
จีนแทบล่มสลายในทุกภาคส่วน โชคดีที่การเมืองพลิกผันไปอีกด้านได้ทัน
แต่พลิกไปอีกด้านโดยยังไม่ทันได้เยียวยาบาดแผลจากแนวคิดปฏิวัติวัฒนธรรม จีนเปิดกว้างต่อโลกทุนนิยม จิตใจที่ขาดศรัทธายึดเหนี่ยวจึงก้าวเข้าสู่สภาวะ มือใครยาว สาวได้สาวเอา อุดมการณ์กินไม่ได้ ศรัทธาคือความหลอกลวง
ในยุคนี้ เมื่อถามคนจีนว่านับถือศาสนาอะไรไหม จะได้รับคำตอบกลุ่มคนที่ไม่นับถือศาสนาใดๆ ด้วยหน้าชื่นตาบานเต็มปากเต็มคำว่า เขา “ไม่ได้นับถือศาสนาใดๆ เพราะเขานับถือตัวเอง” นั่นไม่แปลก
แต่แปลกที่ในทางตรงกันข้าม เท่าที่ผมสัมผัสมา กลุ่มคนที่นับถือศาสนาในจีนกลับพูดจาว่าตัวเองนับถือศาสนา ด้วยท่าทีเหมือนหวาดระแวง หลบๆ ซ่อนๆ ไม่ค่อยภาคภูมิใจ (อย่างไรก็ตาม นี่เป็นประสบการณ์ส่วนตัวเท่านั้น)
แล้วที่เห็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ตามวัดวาอาราม นั่นใช่ศรัทธาหรือไม่? ชาวจีนอธิบายว่าส่วนใหญ่คือการต่อรองเจรจา “เมื่อฉันไหว้บูชาท่านแล้ว ขออะไรตอบแทนด้วย” นั่นเป็นการค้ามากกว่าศรัทธานับถือ
เจ็บแสบลามถึงคนไทยอยู่เหมือนกัน
ถามต่อไปว่าแล้วช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ก็เกิดจากการ “ศรัทธา” อุดมการณ์ทางการเมืองมิใช่หรือ?
ชาวจีนหลายคนที่เชื่อในคำ “วิกฤตศรัทธา” ก็ว่า ศรัทธาอย่างมืดบอดก็เป็นวิกฤตศรัทธาเช่นกัน ส่วนบางคนว่า “ใช่… ศรัทธาแบบนั้น อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไร้ศรัทธาแบบทุกวันนี้ คนหลงผิดก็ยังดีกว่ารู้ว่าผิดแล้วยังจะทำ”
“วิกฤตศรัทธา” จึงดูเป็นคำอธิบายสารพัดประโยชน์ ซึ่งยังต้องสงสัยในการนำไปใช้แก้ปัญหา
แม้เป็นคำอธิบายที่แพร่หลาย แต่ก็มีคนที่ไม่เห็นด้วยอยู่พอควร
ชาวจีนที่ไม่เห็นด้วยมักเริ่มจากนิยามศรัทธาว่า คือการเชื่อในสิ่งลี้ลับที่อยู่นอกเหนือการชั่งตวงวัด และสัมผัสไม่ได้ด้วยประสบการณ์ สิ่งนั้นย่อมไม่มีความน่าเชื่อถือใดๆ
พ่อค้าต้องการเอากำไรเป็นเรื่องปกติ คนรักสบายเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ที่คนจีนขาด น่าจะเป็น “บันยะบันยัง”
หากจะพึ่งพาศรัทธาในการแก้ปัญหา ก็ขอให้ลองดูจากประเทศที่ศรัทธาในศาสนามากๆ ประชาชนในประเทศนั้นย่อมต้องมีพฤติกรรมศิวิไลซ์กว่าประเทศที่มีจำนวนผู้นับถือศาสนาน้อย…ซึ่งไม่จริงเสมอไป
ส่วนจิตใจที่ดีและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นล้วนเป็นเรื่องธรรมชาติที่ต้องบ่มเพาะ ไม่ใช่เรื่องของศรัทธาในสิ่งเหนือธรรมชาติ เหนือประสบการณ์
คนที่ไม่กล้าทำร้ายแม้กระทั่งหนูสกปรกเพราะเขาสัมผัสได้ว่าหนูมันก็มีความเจ็บ ความทรมานเหมือนเราเมื่อโดนตีโดนทำร้าย แล้วจิตใจของเขาก็พลอยเจ็บปวดไปด้วย ย่อมมีโอกาสขยับขยายความเห็นใจไปสู่สิ่งมีชีวิตอื่นๆ และแน่นอนย่อมต้องเผื่อแผ่มาถึงผู้คนและสังคม
คนแบบนี้น่าไว้ใจให้อยู่ร่วมในสังคมมากกว่าคนที่ไม่ฆ่าไม่ทำร้ายเพราะแค่ศรัทธาในหลักการบางอย่าง
เพราะถ้าสิ่งที่เขาศรัทธาบอกให้เขาทำลายทำร้ายคนรอบข้างเมื่อไร เมื่อนั้นเขาก็จะลงมือได้ในนามของศรัทธา
การเพิ่มเติมศรัทธาเพื่อแก้ปัญหาจึงไม่ยั่งยืน… แถมอาจจะกลับไปอันตรายกว่าเดิมด้วยซ้ำ หากหลงศรัทธาผิดทิศผิดทาง
สรุปคือ ศรัทธาที่ดีก็มี ที่ไม่ดีก็มี ไม่มีศรัทธาสังคมก็สามารถดีขึ้นได้ ศรัทธาจึงไม่ใช่ทางออก
ความเห็นทั้งสองด้านยังคงเป็นวิวาทะอยู่ตามสื่อและบทสนทนาของชาวจีนอยู่ต่อไป ที่จริงก็แสดงให้เห็นว่าชาวจีนด้วยกันก็กังวลปัญหาอย่างที่สากลมองเห็น เขาไม่ได้นิ่งเฉยกับวัฒนธรรมที่ชาวโลกเห็นว่าชาวจีนต้องปรับปรุง
บางครั้งถกเถียงก็ไม่ได้ออกผลเป็นคำตอบ แต่กลับเป็นหนทางสร้างความตระหนักร่วมกันในปัญหา และนั่นคือการสร้างบรรยากาศการลงมือแก้ไขจากทุกฝ่ายที่การถกเถียงแพร่หลายออกไป