ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
07 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/463911

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
กลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่น่าสนใจไม่น้อยเมื่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เตรียมกำหนดโทษประหารชีวิตไว้ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อเป็นบทลงโทษสูงสุดสำหรับบุคคลที่ซื้อขายตำแหน่งในทางการเมือง
“หลักการที่ กรธ.วางไว้คือ จะมีโทษเหมือนการทุจริตที่มีโทษถึงประหารชีวิต และเรากำลังคิดว่าจะมีโทษที่เบาว่า อาทิ จำคุกตลอดชีวิตหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่การประหารชีวิตทางการเมือง เพราะเรื่องนี้เป็นคดีอาญา ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับเหตุผลและพฤติการณ์ที่เป็นความผิด เพราะโทษการประหารชีวิตถือเป็นบทลงโทษที่มีอยู่ในกฎหมายอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดยังไม่ใช่ข้อสรุป หากคิดว่าแรงไปก็อาจมีการปรับได้” เป็นท่าทีของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.
ทั้งนี้ หากพลิกไปดูกฎหมายที่เกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันจะพบว่ามีการกำหนดโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตเช่นกัน
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558 มาตรา 123/2 บัญญัติว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสําหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทําการหรือไม่กระทําการอย่างใดในตําแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจําคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท หรือประหารชีวิต”
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต”
มาตรา 149 “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต”
แม้โทษประหารชีวิตสำหรับการทุจริตจะมีการบัญญัติไว้ในกฎหมายอยู่แล้วทั้ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประมวลกฎหมายอาญา แต่บทกำหนดโทษที่จะลงโทษได้นั้นจำกัดเฉพาะกรณีการรับสินบนเท่านั้น โดยไม่ได้ระบุเป็นการเฉพาะเกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่งแต่อย่างใด
สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มองว่า ตลอด 20 ปีผ่านมาประเทศไทยมีค่าดัชนีความโปร่งใสไม่ดีมากนัก แม้ว่าประเทศจะมีองค์กรปราบปรามการทุจริตมากมาย เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หรือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ดังนั้น การที่ กรธ.พยายามดำเนินการในเรื่องการกำหนดโทษประหารชีวิต เข้าใจว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความโปร่งใสด้วย
“การซื้อขายตำแหน่งถือเป็นพฤติการณ์ที่ชัดเจนแล้วว่ามีเจตนาที่ต้องการเข้ามาโกงและสร้างความเสียหาย เป็นการแสวงหาอำนาจเพื่อมากระทำทุจริตและประพฤติมิชอบ จึงเป็นเรื่องสมควรที่จะกำหนดโทษประหารชีวิตไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการซื้อขายตำแหน่งและป้องกันการทุจริตตั้งแต่ต้น” สมบัติ เสนอความคิดเห็น
นอกจากนี้ อดีตอธิการบดีนิด้า ยังเสนออีกว่า อย่างไรก็ตาม การกำหนดโทษประหารชีวิตเกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่งควรครอบคลุมไปถึงตำแหน่งในทางราชการระดับสูงด้วยนอกเหนือไปจากตำแหน่งในทางการเมือง เพราะตำแหน่งทางราชการถือเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจหน้าที่ที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน
ด้าน วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. วิเคราะห์ว่า โทษประหารชีวิตเพื่อการปราบทุจริตเป็นมาตรการที่มีในกฎหมายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายของ ป.ป.ช. หรือประมวลกฎหมายอาญา เพียงแต่จะครอบคลุมแค่การเรียกหรือรับสินบนเท่านั้น ไม่ได้บัญญัติเรื่องการซื้อขายตำแหน่งในทางการเมืองเป็นกรณีเฉพาะ
วิชา กล่าวว่า ถ้านับเฉพาะกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน การซื้อขายตำแหน่งจะดำเนินการเอาผิดนั้นก็ต้องกระทำผ่านบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ที่ระบุว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” โดยเป็นบทกฎหมายทั่วไปที่สามารถดำเนินการกับการทุจริตในทุกกรณี
“ที่ผ่านมา ป.ป.ช.ก็เคยดำเนินการไต่สวนเกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่งเช่นกัน แต่ในทางปฏิบัติก็ยังมีปัญหาอยู่พอสมควร เช่น การหาพยานหลักฐานทั้งเอกสารและบุคคล เป็นต้น ดังนั้น หากจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จคงต้องอาศัยการสร้างกลไกคุ้มครองพยานเพื่อให้มีหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอต่อการเอาผิดในระยะยาว”วิชา สรุป