ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
08 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/464070

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
ศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับสมาคม อเมริกันศึกษาแห่งประเทศไทย ได้จัดเสวนาการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 2016 หัวข้อ “โค้งสุดท้ายสู่ทำเนียบขาว : ผลกระทบต่ออาเซียนและไทย” ณ ห้องประชุมบุญชู โรจนเสถียร ชั้น 3 อาคารอเนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ประภัสสร์ เทพชาตรี ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้มุมมองว่า ถ้าใครมาทั้ง ฮิลลารี คลินตัน หรือโดนัลด์ ทรัมป์ ก็กีดกันการค้ามากขึ้น ซึ่งนโยบายต่ออาเซียนและไทยของคลินตันวิเคราะห์ได้ไม่ยาก คือ สานต่อนโยบายของ บารัก โอบามา และให้ความสำคัญอาเซียนเพื่อสกัดกั้นจีนมากขึ้น จึงไม่น่าตกใจต่อโลกและอาเซียน
สำหรับทรัมป์ น่าสนใจมากและน่าคิดต่อผลกระทบของนโยบาย เนื่องด้วยนโยบายอนุรักษนิยม ขวาจัด ชาตินิยมสุดโต่ง ซึ่งนโยบายนี้ไม่น่าจะมีในการเลือกตั้งสหรัฐ ถามว่าเคยเกิดขึ้นหรือไม่ ก็คงเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาติในแถบยุโรปรับ Neo-Nazi, Neo-Fascist แต่ไม่ใช่เรื่องแปลก
การกำหนดนโยบายตามแนวความคิดของทรัมป์ เริ่มจากมองความตกต่าของสหรัฐหลายเรื่อง ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ คนตกงาน การศึกษา ประกันสุขภาพ สังคม อาชญากรรม สังคม และปัญหาต่างๆ มากมาย ต่างจากอดีต สหรัฐมีอเมริกันดรีม คือ ใครไปแล้วขยันรวยแน่ โอกาสเปิดให้ทุกคน ถามว่าตอนนี้ไม่มีอยู่แล้ว
“คนยุคใหม่ย่อมต้องดีกว่ารุ่นเก่า ลูกต้องดีกว่าพ่อ แต่ตอนนี้ลูกไม่ดีกว่าพ่อแล้ว คนอเมริกันตอนนี้กำลังโกรธ บทบาทโลกก็ตก ล้มเหลว แก้ปัญหาก่อการร้ายไม่ได้ จีนเอาไม่อยู่ รัสเซียก้าวร้าว ทรัมป์ให้สาเหตุความเสื่อมอเมริกา คือ ข้างนอก มาจากการเปิดประตูประเทศ เอฟทีเอ บริษัทต่างๆ ย้ายฐานการผลิตจนคนตกงาน”
ทั้งนี้ ทรัมป์มองจีนเป็นสาเหตุสำคัญทำให้สินค้าสหรัฐตกต่ำ เพราะราคาสินค้าถูก ค่าเงินหยวนต่ำกว่า 40% อีกทั้งสหรัฐใช้งบประมาณจ่ายค่าทหาร นาโต้ ญี่ปุ่น เกาหลี เพื่อป้องกันประเทศเกินตัว เพราะพันธมิตรเอาเปรียบให้สหรัฐจ่ายฝ่ายเดียว จึงเป็นสาเหตุสำคัญ
นอกจากนี้ ยังมีแรงงานเถื่อนเข้าประเทศมาแย่งงานคนอเมริกัน นโยบายนี้จึงโดนใจคนส่วนใหญ่ เพราะเชื่อว่าเรื่องนี้ คือสาเหตุและจะแก้ก็ต้องทำ แบบทรัมป์ ดังนั้น ถ้าเป็นประธานาธิบดี จึงต้องมาดูว่ามีนโยบายกับอาเซียนอย่างไร แต่โดยรวมนโยบายยังมีความขัดแย้งกันอยู่หลายเรื่อง
ขณะที่ วิบูลพงศ์ พูนประสิทธิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องสนใจการเลือกตั้งสหรัฐเพราะถ้าดูสถิติสหรัฐเป็นตลาดส่งออกของไทย และบริษัทสหรัฐมาลงทุนในไทยอันดับสาม และถ้ามีการเปลี่ยนผู้นำ นโยบายย่อมมีการเปลี่ยน และกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
แต่ไม่ว่าใครจะชนะเลือกตั้งครั้งนี้ โลกไม่เหมือนเดิม อย่างไรก็ตามส่วนตัวคิดว่าทรัมป์ได้มาเปลี่ยนบางอย่างในสหรัฐ เนื่องด้วยระบบดำเนินการปัจจุบันไม่สะท้อนผลประโยชน์ต่อคนอเมริกันชั้นกลาง เพราะคนระดับบน 20% มีทรัพย์สินมาก ส่วนคนชั้นกลางมีมหาศาล แต่กลับยังตกงาน ไม่ได้รับเงินเดือนเพิ่ม รวมถึงประกันสังคม
“คนถามว่าทำไมทรัมป์พูดจาประหลาดสร้างกำแพง แต่ทำไมคนสนับสนุน เพราะสะท้อนความเป็นจริงบางอย่างในสหรัฐ แต่ไม่ว่าฮิลลารีจะสนับสนุนการค้าเสรี แต่เขาก็เปลี่ยนทิศทาง ซึ่งข้อดี ฮิลลารี เปลี่ยนทิศทางแต่ไม่ยกเลิก แต่ถ้าทรัมป์จะกลับไปก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ ไม่อยากยุ่งกับโลกเท่าไหร่”
อย่างไรก็ดี วันที่ 8 พ.ย. จะเป็นการเลือกตั้งสหรัฐ ซึ่งคะแนนตอนนี้ฮิลลารียังมีคะแนนนำทรัมป์ หลังเอฟบีไอออกมาให้ข่าวเรื่องอีเมล ดังนั้น เหตุการณ์จะเปลี่ยนไป กรณีทรัมป์จะชนะเลือกตั้งได้ต้องเปลี่ยน 2 รัฐสวิงสเตจ และฐานเสียงที่ไม่เปลี่ยนใน 8 มลรัฐ จึงจะเป็นประธานาธิบดีได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องยาก
อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า การเลือกตั้งสหรัฐจะมีผลอย่างไรกับเศรษฐกิจนั้น คนชนะมีหนึ่งเดียวระหว่างทรัมป์กับฮิลลารี แต่คนอเมริกันพ่ายแพ้ทั้งชาติ เนื่องด้วยผลสำรวจคนเลือกทรัมป์เพราะไม่ชอบฮิลลารี ส่วนคนเลือกฮิลลารีเพราะไม่ชอบทรัมป์ แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าฟันธงชัดแม้ใน อเมริกาเอง
สำหรับนโยบายเศรษฐกิจทั้งสองคนมีความแตกต่างและความเหมือน นโยบายการคลังสองคนมีความแตกต่างความเหลื่อมล้ำ ทรัมป์ต้องการให้ภาษีบุคคลธรรมดาต่ำลงทุกระดับชั้น ประการที่สอง ภาษีนิติบุคคล ลดจากสูงที่สุด 35% เหลือ 15% ซึ่งมีนัยสำคัญ เพราะถ้าคงเดิมเป็นการผลักภาระให้ผู้ประกอบการ แต่ถ้าลด การจ้างงานมากขึ้น รวมถึงขึ้นค่าจ้าง จึงเป็นนโยบายให้คนเทคะแนน
สำหรับฮิลลารีคนรวยจ่ายภาษีสูงขึ้นเพื่อนำเงินไปดูแลนโยบายการ คลัง แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เหมือนกัน ทรัมป์กับฮิลลารี คือ เพิ่มหนี้สาธารณะต่อประเทศ และอีกมิติการค้าระหว่างประเทศทั้งคู่พยายามใช้ในประเทศ ไม่ดูต่างประเทศ แต่ฮิลลารีอาจทบทวนในเรื่อง TPP ซึ่งไทยไม่ได้ร่วม
“มิติตรงนั้นจะมีการเจรจาเพิ่มประโยชน์สหรัฐมากขึ้นหรือไม่ แต่ทรัมป์สุดโต่งไม่เอา TPP และโจมตีนโยบายการค้าของจีน ทำให้การค้าระหว่างโลกมีความเสี่ยง แต่มองกลับมาบ้านเรา ไทยพึ่งสหรัฐมากและจีนมีบทบาท มากขึ้น ดังนั้น ไม่ใช่แค่มองสหรัฐ ทางตรงการส่งออกไทย สหรัฐมีผล กระทบบ้างแต่ไม่มาก เราห่วงโซ่อุปทานเท่านั้น”
แต่ที่ห่วงทางอ้อมมีลักษณะกีดกันการค้า และทางอ้อมถ้าอาเซียนชะลอตัว การส่งออกปีหน้าอาจติดลบ อาจฆ่าตัวตายได้ เพราะสหรัฐพึ่งเราและจีนมากในการนำเข้า ถ้ากีดกันการค้า สินค้าในประเทศพุ่งสูง และกระทบการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐ แต่ที่กระทบแน่ๆ คงเป็นประเทศที่แข่งกับสหรัฐ
ด้าน วิวัฒน์ มุ่งการดี อดีตอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า โอกาสที่ ฮิลลารีจะชนะมีมาก 80% เพราะถ้านับคะแนนแล้ววันนี้มี 268 เสียง ส่วนทรัมป์ 204 เสียง ทรัมป์มีนโยบายเรียกบริษัทสหรัฐที่ไปลงทุนต่างชาติให้กลับมาลงทุนในสหรัฐ เพื่อให้คนมีงานทำ พร้อมลดภาษีให้กับบริษัท เพื่อดึงเงินกลับด้วยขึ้นดอกเบี้ย
อย่างไรก็ตาม ฮิลลารีอาจขึ้นไม่มากเพราะเมื่อดอกเบี้ยสูงคนไหลเข้าสหรัฐ โดยเฉพาะผู้อพยพมาแย่งงานคนอเมริกัน ขณะที่เรื่องการทหารทรัมป์ต้องการให้มิตรประเทศออกค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งทรัมป์ไม่เข้าใจเรื่องนี้เพราะนั่นคือผลประโยชน์สหรัฐ เพื่อไม่ให้ประเทศมหาอำนาจขยายตัว และที่มีฐานทัพข้างนอก เวลาเกิดการปะทะก็ไกลบ้าน