“พระบารมีคุ้มเกล้าฯ” ธานินทร์ กรัยวิเชียร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/465057

"พระบารมีคุ้มเกล้าฯ" ธานินทร์ กรัยวิเชียร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จากหนังสือเรื่อง “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับคณะองคมนตรี” ซึ่งจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธ.ค. 2554 ธานินทร์ กรัยวิเชียร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 14 ได้ถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์ในฐานะองคมนตรี นับตั้งแต่เมื่อครั้งที่ สัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี ได้นำเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่องคมนตรี ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2520 มีเนื้อหาที่น่าสนใจดังนี้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2489 และเสด็จเข้าการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ โดยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2493 ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในการนี้ พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการ ความว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

นับแต่นั้นมา เป็นเวลากว่า 6 ทศวรรษแล้ว ที่พระองค์ทรงทุ่มเทตรากตรำพระวรกาย ปฏิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ โดยมิได้ทรงอยู่อย่างพระเกษมสำราญดังที่พระมหากษัตริย์ควรจะทรงได้รับ ทั้งนี้ เพื่อความมั่นคงของประเทศชาติและเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทย สมดังพระปฐมบรมราชโองการที่ได้พระราชทานไว้ทุกประการ

เมื่อผมพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในปี 2520 ช่วงนั้นลังเลใจอยู่เหมือนกันว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี ผมไม่ได้คิดจะกลับไปเป็นผู้พิพากษาอีก แม้จะผูกพันกับวงการนี้มาช้านาน เหตุเพราะได้ตัดสินใจลาออกมาเพื่อทำงานทางการเมืองแล้ว จึงปรึกษาหารือกับสมัครพรรคพวกว่าจะตั้งสำนักงานทนายความดีหรือไม่ แต่ยังไม่ทันได้ลงมือทำอะไรให้เป็นรูปเป็นร่าง ผมก็ได้รับทราบข่าวอันเป็นมงคลสูงสุดแก่ชีวิตและวงศ์ตระกูล คือ ผมได้รับพระราชทานพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2520

พระอัจฉริยภาพของพระบาทมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

การได้สนองพระมหากรุณาธิคุณเบื้องพระยุคลบาทมาช้านาน ทำให้ผมตระหนักในพระอัจฉริยภาพของพระองค์ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการปกครอง การพัฒนา การเกษตร ศิลปวัฒนธรรม ดนตรี การกีฬา ภาษาไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระอัจฉริยภาพด้านกฎหมาย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงเป็นนักกฎหมายโดยวิชาชีพ แต่ทรงเข้าถึงแก่นแท้และจิตวิญญาณของกฎหมายอย่างแท้จริง พระอัจฉริยภาพของพระองค์เป็นที่ประจักษ์แจ้งแก่ผมอยู่เสมอ จากพระบรมราชวินิจฉัยฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษในคดีต่างๆ หรือจากพระราชกระแสเกี่ยวกับปัญหาทางด้านกฎหมายที่พระราชทานให้คณะองคมนตรีพิจารณา

นอกจากนี้ พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทที่ได้พระราชทานในหลายโอกาส ยังแสดงให้เป็นที่ประจักษ์แก่นักกฎหมายและบุคคลทั่วไปถึงพระอัจฉริยภาพทางกฎหมายอันลึกซึ้งยิ่งนัก ซึ่งเราอาจเรียนรู้อุดมการณ์ เจตนารมณ์ และหลักการของกฎหมาย ตลอดจนข้อบกพร่องของกฎหมาย หรือแม้กระทั่งข้อจำกัดของผู้ใช้กฎหมาย จากพระองค์ได้เป็นอย่างดี บ่อยครั้งที่พระองค์ทรงชี้ทางสว่างให้นักกฎหมายได้เห็นช่องทางที่จะแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ที่มีอยู่ทั้งในตัวบทกฎหมายและในตัวนักกฎหมายเอง

ประสบการณ์ในฐานะนายกรัฐมนตรี(8 ต.ค. 2519-20 ต.ค. 2520)

ช่วงเวลาที่ผมเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภัยคอมมิวนิสต์ ทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ ในขณะเดียวกันการบริหารราชการแผ่นดินด้านอื่นๆ ก็ต้องดำเนินไปพร้อมกันนับเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับประเทศไทย ผมจึงขอนำประสบการณ์ในครั้งนั้นมาเล่าสู่กันฟังถึงการนำพาบ้านเมืองให้ผ่านพ้นภัยด้วยพระบารมีและแนวพระราชดำริอันทรงคุณค่า ซึ่งเป็นที่มาของโครงการพัฒนาที่หลากหลายเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวไทย

ก่อนอื่นผมต้องขอเล่าถึงความประทับใจในวันแรกที่ผมได้รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระราชวังบางปะอิน เพื่อเข้ากราบบังคมทูลรายงานสถานการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนั้น ผมรู้สึกพิศวงมากที่พระองค์ไม่ทรงถือพระองค์เลย พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ผมเข้าเฝ้าฯ ในห้องทรงงานซึ่งจัดอย่างเรียบง่าย ไม่มีเครื่องเรือนหรือเครื่องตกแต่งอย่างใดทั้งสิ้น นอกจากโต๊ะทรงพระอักษรเตี้ยๆ เพื่อประทับทรงงานกับพื้นเท่านั้น โต๊ะทรงพระอักษรตัวนั้นมีขนาดประมาณ 1.20×1.20 เมตร มีเครื่องทรงพระอักษรที่จำเป็นวางอยู่บนโต๊ะทรงพระอักษรเพียงไม่กี่ชิ้น ดินสอส่วนมากสั้นกุด บางแท่งมีด้ามต่อเพื่อให้เหลาได้จนเกือบหมดไส้ รอบๆ ห้องทรงงานเรียงรายไปด้วยม้วนแผนที่ พระองค์ทรงมัธยัสถ์จริงๆ และพระตำหนักแห่งอื่นๆ ที่ผมมีโอกาสไปเข้าเฝ้าฯ อาทิ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระตำหนักภูพิงคราช นิเวศน์ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ก็ตกแต่งอย่างเรียบง่ายเช่นเดียวกัน

ธานินทร์ กรัยวิเชียร

จอมกษัตริย์ จอมทัพไทย

ช่วงเวลาที่ประเทศไทยต้องเผชิญศึกหนักจากภัยคอมมิวนิสต์ทั้งภายในและภายนอกประเทศนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีบทบาทสำคัญที่สุดในการตัดสินใจของชาติ เพราะพสกนิกรทั้งหลายต่างเฝ้ามองว่า พระประมุขของชาติจะมีพระบรมราชวินิจฉัยหรือมีพระราชปรารถนาอย่างไร ในครั้งนั้นพระองค์ทรงแสดงออกด้วยน้ำพระราชหฤทัยอันเด็ดเดี่ยวและแจ่มแจ้ง ดังที่ปรากฏในเพลงพระราชนิพนธ์ 2 เพลง ที่เริ่มบรรเลงทั่วประเทศไทยในระยะนั้น คือ เพลง “ความฝันอันสูงสุด” อันมีเนื้อเพลงตอนหนึ่งว่า “…ขอสู้ศึกทุกเมื่อไม่หวั่นไหว ขอทนทุกข์รุกโรมโหมกายใจ ขอฝ่าฟันผองภัยด้วยใจทะนง…”

และเพลง “เราสู้” ซึ่งมีเนื้อหาเพลงมาจากพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี ประกอบด้วย ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และพลเรือน ซึ่งมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในยามบ้านเมืองกำลังเผชิญหน้าสิ่วหน้าขวานนั่นเอง

การที่ทรงประกาศศึกเพื่อปกป้องแผ่นดินไทยในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชโอรสและพระราชธิดาทุกพระองค์มิได้ทรงหวั่นเกรงภยันตรายใดๆ จากอริราชศัตรูเลยแม้แต่น้อย หากแต่ทรงแสดงให้เป็น ที่ประจักษ์แก่ทุกฝ่ายในน้ำพระราชหฤทัยอันเด็ดเดี่ยวและหาญกล้า ดังเช่น ทรงสร้างและประทับ ณ พระตำหนักกลางดงผู้ก่อการร้าย มีพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ และพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ เป็นต้น

พระผู้ทรงมุ่งมั่นเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวไทย

“…ความสุขความสวัสดีของข้าพเจ้า จะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยบ้านเมืองของเรา มีความเจริญมั่นคงเป็นปกติสุข…”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนอกจากจะมีพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญแล้ว ยังมีพระราชอำนาจตามนิติราชประเพณี แห่งการบริหารราชการแผ่นดินต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลอีก 3 ประการ คือ พระราชอำนาจในการที่จะทรงรับการปรึกษาหารือและพระราชทานพระราชดำรัสแนะนำ (THE RIGHT TO BE CONSULTED) พระราชอำนาจในการที่จะพระราชทานขวัญและกำลังใจ (THE RIGHT TO ENCOURAGE) และพระราชอำนาจในการที่จะพระราชทานพระราชดำรัสเตือน (THE RIGHT TO WARN)

แม้ว่าพระองค์จะมีพระราชอำนาจดังกล่าว พระองค์ก็มิเคยทรงใช้พระราชอำนาจเหล่านั้นเพื่อประโยชน์ส่วนพระองค์เลย หากแต่ทรงใช้ไปในทางที่จะเกิดประโยชน์สุขแก่บ้านเมืองเท่านั้น ดังนั้น แม้ตามนิติราชประเพณีนายกรัฐมนตรีไม่จำต้องปฏิบัติตามพระราชกระแส หรือพระราชดำรัสแนะนำหรือตักเตือนก็ตาม แต่ในความเป็นจริง นายกรัฐมนตรีแต่ละคนก็ล้วนกระตือรือร้นที่จะรับใส่เกล้าใส่กระหม่อมและสนองพระราชกระแสและพระราชดำรัสเสมอมา อัน
นำมาซึ่งความวัฒนาสถาพรของบ้านเมืองนานัปการ

เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวกรุงเทพฯ

“…ขอเถิดอนุสาวรีย์อย่าเพิ่งสร้าง สร้างถนนดีกว่า สร้างถนน เรียกว่าวงแหวน เพราะมันเป็นความฝัน เป็นความฝันมาตั้งนานแล้ว เกือบ 40 ปี อยากสร้างถนนวงแหวน…”

นี่คือพระราชดำรัสตอบอดีตผู้บัญชาการทหารบกและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า รัฐบาลจะขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตสร้างพระบรมราชานุสรณ์ น้อมเกล้าฯ ถวายเนื่องในมหามงคลสมัยพระราชพิธีรัชดาภิเษก ที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 25 ปี

เรื่องที่น่าใคร่ครวญ

นอกเหนือจากเรื่องงานในหน้าที่แล้ว ผมยังพิศวงใจในสิ่งหนึ่งซึ่งเฝ้าสังเกตมานานปีด้วยว่า ไม่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะวิกฤตสักปานใด พระองค์ไม่เคยทรงหวั่นไหว และมีพระบรมราชวินิจฉัยแก้ไขวิกฤตการณ์ของบ้านเมืองตามกรอบแห่งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ให้คลี่คลายและผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

เสมอมา อีกทั้งเมื่อมีผู้ใดจาบจ้วงล่วงละเมิดพระองค์ ไม่ว่าจะโดยการบิดเบือนสถานการณ์ หรือข้อเท็จจริงต่างๆ หรือโครงการปั้นน้ำเป็นตัว จะเห็นที่ประจักษ์แจ้งทั่วกันว่าไม่เคยทรงตอบโต้หรือทรงมีปฏิกิริยาในทางใดๆ ทั้งสิ้น

ตลอดระยะเวลากว่า 65 ปี แห่งการครองสิริราชสมบัติ พระองค์ทรงดำรงคงมั่นอยู่ในทศพิธราชธรรม และทรงแน่วแน่ในอันที่จะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ สมดังพระราชปณิธานในพระปฐมบรมราชโองการอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ด้วยพระพลังแห่งพระจิตอันหนักแน่นเด็ดเดี่ยว มั่นคง และด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการส่งเสริมพระบารมีในพระองค์ ซึ่งสูงส่งและสดใสอยู่แล้วให้ยั่งยืนต่อไปชั่วกาลนาน

การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรผู้ยากไร้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นการณ์ไกลในอนาคตว่า ยิ่งนานวันชาวไร่ชาวนาจะยิ่งไม่มีที่ดินทำกิน เพราะความยากจนของเขาเหล่านี้ พวกที่เคยมีที่ดินต้องยอมสูญเสียกรรมสิทธิ์ให้แก่นายทุน และกลายมาเป็นผู้เช่าหรือไร้ที่ดินทำกินในที่สุด จึงมีพระราชดำริที่จะปฏิรูปที่ดินทำกินเพื่อช่วยราษฎรที่ยากจนให้มีที่ดินทำกินตลอดไปชั่วลูกชั่วหลาน โดยทรงดำเนินโครงการเป็นแบบอย่าง เริ่มจาก “โครงการจัดสรรและพัฒนาที่ดินตามพระราชประสงค์หุบกะพง”

รัฐบาลแต่ละชุดได้ดำเนินตามรอยพระยุคลบาทในเรื่องปฏิรูปที่ดินตามพระราชดำริของพระองค์มาเป็นลำดับ ตั้งแต่รัฐบาลชุดศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ เสนอ และได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาให้ตรา พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ขึ้น ช่วงที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ใช้บังคับ พระองค์ทรงพระกรุณารับโครงการไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ด้วยการพระราชทานที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จำนวน 51,967 ไร่ 95 ตารางวา ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคกลาง แก่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นประเดิมเริ่มต้น โดยมีพระราชประสงค์ให้ผู้เช่าที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อยู่แต่เดิม ได้ทำกินในที่ดินนั้นต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน ตราบที่ยังยึดถืออาชีพเกษตรกรรมอยู่ แต่จะไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น

นอกจากนี้ ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชดำรัสแนะนำให้การส่งเสริมระบบสหกรณ์การเกษตร เพื่อให้เกษตรกรช่วยเหลือกันเองและเป็น การยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของเกษตรกรให้ดีขึ้น จึงเป็นที่มาของการตั้งสหกรณ์การเกษตรเพิ่มขึ้นอีก 102 แห่ง ในปี 2520 เมื่อรวมกับสหกรณ์การเกษตรเดิมที่มีอยู่แล้ว ทำให้ทั่วประเทศมีสหกรณ์การเกษตรรวมจำนวนทั้งสิ้น 664 แห่ง

ทรงพระราชดำริต่อไปด้วยว่าเพื่อช่วยเกษตรกรในด้านพยุงราคาข้าวและพืชผลอื่นๆ และช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกร ควรจัดให้มีการสร้างฉางข้าวและพืชผล เกษตรกรจะได้ไม่ต้องเร่งรัดขายข้าวและพืชผลในทันที เมื่อมีฉางแล้ว เกษตรกรสามารถเก็บกักข้าวและพืชผลไว้ได้นานเพียงใดก็ได้ เพื่อรอขายในยามที่ได้ราคาสูง รัฐบาลได้สนองพระราชดำริดังกล่าว ด้วยการดำเนินโครงการจัดสร้างฉางข้าวและพืชผลขึ้นในสหกรณ์การเกษตรทั่วราชอาณาจักร โดยรัฐบาลออกค่าวัสดุให้ ส่วนการก่อสร้างนั้นสมาชิกสหกรณ์ลงแรงร่วมกันสร้างเอง ภายในเวลาหนึ่งปี มีฉางข้าวและพืชผลเพิ่มขึ้นใหม่อีก 500 ฉาง จากเดิมที่มีอยู่เพียง 300 ฉาง เพิ่มพื้นที่เก็บข้าวและพืชผลการเกษตร และเพิ่มรอยยิ้มให้กับเกษตรกรไทยได้อีกเป็นจำนวนมาก

เรื่องสำคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่งที่มีพระราชดำริเตือนรัฐบาลชุดของผม คือ ต้องช่วยบรรเทาความทุกข์ยากของพสกนิกรในชนบทและยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกร โดยมีพระราชดำรัสเตือนว่า มีความจำเป็นและเร่งด่วนที่จะต้อง “หาทางให้ชาวไร่ชาวนามีฐานะพอกินพออยู่” แต่สภาวะเศรษฐกิจขณะนั้นไม่เอื้ออำนวยให้รัฐบาลทำได้ทันทีอย่างเต็มที่ รัฐบาลจึงได้ดำเนินการเพื่อสนองพระราชดำริ 2 ทางด้วยกัน คือ

ทางแรก เจรจาขอกู้เงินจากรัฐบาลญี่ปุ่นมาพัฒนาชนบทและช่วยเหลือเกษตรกรเป็นพิเศษ รวม 5 โครงการ คือ โครงการสร้างถนนเข้าหมู่บ้าน สร้างชลประทานขนาดเล็ก สร้างสถานีอนามัย สร้างระบบไฟฟ้า และสร้างโรงเรียนในชนบท เป็นเงิน 4,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นได้อนุมัติตามที่ขอและยังเพิ่มให้อีก 350 ล้านบาท

ทางที่สอง รัฐบาลได้ชักชวนให้ประชาชนร่วมในโครงการ “อาสาพัฒนาท้องถิ่นของตนเองในฤดูแล้ง พ.ศ. 2520” โดยจะมีการสร้างและซ่อมแซมสะพาน ก่อสร้างงานชลประทานขนาดเล็ก และพัฒนาท้องถิ่นด้านอื่นไปพร้อมกันทั่วราชอาณาจักร โครงการนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี มีมูลค่า 600 ล้านบาทเศษ

ข้อประทับใจผมอย่างยิ่งในเรื่องนี้ก็คือ มีน้ำพระราชหฤทัยเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เมื่อพระราชทานพระราชดำรัสแนะนำแล้ว ก็ทรงมอบให้เป็นภารกิจของรัฐบาลที่จะตัดสินใจดำเนินการต่อไป แต่ส่วนตัวผมเองตระหนักดีว่า ยังขาดประสบการณ์ในด้านต่างๆ จึงต้องอาศัยทั้งพระอัจฉริยภาพและความรอบรู้ที่ลุ่มลึกของพระองค์เป็นที่พึ่ง โดยกราบบังคมทูลรายงานถึงแผนงานของรัฐบาล รวมทั้งแนวทางการดำเนินงาน ความคืบหน้า และอุปสรรค ซึ่งผมก็ได้รับพระราชทานพระราชดำรัสแนะนำและพระมหากรุณา อันเป็นขวัญและกำลังใจจากพระองค์เสมอมา

 

Leave a comment