ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
15 ธันวาคม 2559 เวลา 16:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/470439

โดย…ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
ก่อนเริ่มเรื่อง ผมขอน้อมนำพระราชดำรัสในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธ.ค. 2521 ว่าพระองค์ทรงมีแนวคิดเรื่องการพัฒนาอย่างไร
…ข้อสำคัญเราต้องรู้จักใช้ทรัพยากรนั้นอย่างฉลาด คือไม่นำมาทุ่มเทใช้ให้สิ้นเปลืองไปโดยไร้ประโยชน์ หรือได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า หากแต่ระมัดระวังใช้ด้วยความประหยัดรอบคอบ ประกอบด้วยความคิดพิจารณาตามหลักวิชา เหตุผล และความถูกต้องเหมาะสม โดยมุ่งถึงประโยชน์แท้จริงที่จะเกิดแก่ประเทศชาติ ทั้งในปัจจุบันและอนาคตอันยืนยาว…
คราวนี้ผมจะพูดถึงโครงการ “ท่าเรือโดยสารเพื่อการท่องเที่ยวบริเวณสนามบินภูเก็ต” มูลค่าหลายพันล้านบาทของกระทรวงคมนาคม โดยมีจุดประสงค์เพื่อขนนักท่องเที่ยวจากสนามบินมาสู่แหล่งท่องเที่ยว และเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางที่รัฐบาลให้ไว้ว่าจะน้อมนำแนวทางของพระองค์มาใช้ ผมจึงขอน้อมนำพระราชดำรัสมาใช้ประกอบการวิเคราะห์
พระองค์ทรงชี้ชัดว่าการพัฒนาไม่ควรนำทรัพยากรมาใช้ “หากได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า” หากคิดนำมาใช้ต้องระวังและฉลาดโดยดูตาม “หลักวิชาการ” มุ่งถึงประโยชน์แท้จริงต่อ “ประเทศชาติ” คราวนี้เรามาลองดูสิว่าโครงการดังกล่าวเป็นอย่างไร
โครงการท่าเทียบเรือมุ่งหวังขนส่งนักท่องเที่ยวจากสนามบิน ปัจจุบัน 4 หมื่นคน/วัน โดยบอกว่าการจราจรทางถนนเข้าเมืองติดขัด ซึ่งแน่นอนมันต้องติด เนื่องจากปัจจุบันกำลังทำถนนทำอุโมงค์บนเส้นทางจากสนามบินเข้าภูเก็ต แต่ถ้าทำเสร็จหมดแล้ว มันจะติดเหมือนเดิมไหม? ถ้ามันติดเหมือนเดิม แล้วเราจะขยายถนนสร้างอุโมงค์ไปทำไม?
นอกจากนี้ ยังมีโครงการ “รถไฟฟ้าโมโนเรล ภูเก็ต” ที่ข่าวล่าสุดบอกว่าจะเริ่มสร้างปี 2560 เสร็จในปี 2563
คำถามคือนักท่องเที่ยว 4 หมื่นคน/วัน มีทั้งถนนที่ทำเสร็จใหม่ มีทั้งรถไฟฟ้าที่ลงทุนเกือบ 3 หมื่นล้านบาท (ตัวเลขจากกระทรวงคมนาคม) จะรองรับพอไหม? ยังจะต้องใช้เรือขนอีกหรือ?
หากคิดว่าเผื่ออนาคต ปัจจุบันสนามบินที่เดิมขยายเต็มศักยภาพพื้นที่ หากมีการขยายอีกต้องเป็นการขยายรันเวย์ ที่ยังไม่มีความแน่ชัดว่าจะสร้างที่ไหน แต่มีแรงต้านว่าไม่ควรขยายรันเวย์ยาว 1 กิโลเมตรลงทะเลเด็ดขาด หมายความว่าหากมีสนามบินใหม่เกิดขึ้น อาจไม่ใช่อยู่ที่เดิม อาจเป็นพื้นที่ใหม่ จึงไม่จำเป็นต้องเผื่อศักยภาพในอนาคต
นอกจากนี้ การเดินทางโดยเรือยังประสบปัญหาที่ทางถนนและทางรางไม่เจอ นั่นคือคลื่นลม สนามบินภูเก็ตอยู่ทางฝั่งตะวันตก คนทะเลรู้ดีว่าช่วงมรสุมคลื่นในอันดามันสูงแค่ไหน จะเดินเรือได้ตลอดเวลาหรือไม่ เรือวิ่งได้แต่คนอ้วกทั้งลำ คนจะลงเรือกันหรือเปล่า?
หากได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า ถ้อยคำนี้เราพิจารณากันดีแล้วหรือยัง?
หากเราประเมินหมดแล้วคิดว่าคุ้มค่า ลองมาดูในรายละเอียด โครงการวางแผนจะเลือกที่สร้าง 3 จุด ได้แก่ พื้นที่ 1 บริเวณสนามบินภูเก็ต (ศักยภาพสูงมาก) พื้นที่ 2 มัสยิดดารุสลาม (ศักยภาพต่ำ) พื้นที่ 3 อบต.ไม้ขาว (ศักยภาพสูง)
ผมสนใจในเรื่องการประเมินศักยภาพเป็นอย่างมากว่าเราประเมินกันด้านไหนบ้าง? เคราะห์ดีที่มีรายละเอียดในเอกสารโครงการบอกว่าจะประเมินอย่างละเอียดรอบคอบ ไม่ส่งผลกระทบข้างเคียง โดยดูทั้งวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อม
เมื่อเขาบอกเช่นนั้น ผมก็สงสัยว่าแล้วทำไมผลประเมินจึงออกมาว่า “พื้นที่ 1 ศักยภาพสูงมาก” เพราะพื้นที่ 1 หมายถึงตรงสนามบินเป๊ะเลย แน่นอนว่ามีศักยภาพสูงมากทางด้านการขนส่ง เพราะเดินจากสนามบินก็ขึ้นเรือได้เลย แต่เราประเมินกัน 3 ด้านไม่ใช่หรือ? และเป็นการประเมินเพื่อ “ไม่ส่งผลกระทบข้างเคียง” แล้วเรื่องสิ่งแวดล้อมได้รับการประเมินหรือเปล่า?
ผมขออ้างอิงเอกสารของทางราชการไทย เอกสารดังกล่าวเป็นของกรมอุทยานฯ ลงวันที่ 25 ส.ค.ปีนี้ หมายถึงส่งไปให้ที่ปรึกษาโครงการตั้งแต่ก่อนมีการสัมมนา ครั้งที่ 2 (เพิ่งจัดในวันที่ 9 ธ.ค.) เอกสารระบุชัดเจน โดยให้รายละเอียดเกี่ยวกับ “พื้นที่ 1” ผมขอสรุปไว้
– พื้นที่ 1 อยู่ในเขตทับซ้อนของอุทยานแห่งชาติ
– เป็นพื้นที่มีแนวปะการังขนาดใหญ่ ตัวอ่อนปะการังลงเกาะในพื้นที่มาก (เพิ่มเติมว่าตามข้อมูลของกรมทะเล นี่คือแนวปะการังใหญ่สุดของเกาะภูเก็ต-เน้นย้ำคำว่าเกาะภูเก็ต)
– หาดไม้ขาวเป็นที่วางไข่ของเต่ามะเฟือง สัตว์สงวนของไทย และสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งของ IUCN
– หากมีการก่อสร้างจะส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลอย่างมาก รวมถึงการสร้างสิ่งก่อสร้างที่ยื่นล้ำลงทะเลจะทำให้เกิดการกัดเซาะชายหาดที่รุนแรงขึ้น
ข้อความทั้งหมด ชัดเจนจนไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร “เป็นหลักวิชาการของหน่วยงานราชการและเป็นเจ้าของพื้นที่” มีเหตุผลและถูกต้องเหมาะสมตามระบบราชการไทยทุกประการ ผมจึงสะเทือนใจเมื่อโครงการที่บอกว่าจะพิจารณา “อย่างรอบคอบ” ไม่ให้เกิด “ผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียง” และ “ประเมินด้านสิ่งแวดล้อม” แต่กลับละเลยเอกสารของทางราชการ จากกรมอุทยานฯ ที่เป็นหน่วยงานหลักด้านสิ่งแวดล้อมของไทย และเป็นเจ้าของพื้นที่ และประเมินศักยภาพพื้นที่ 1 = สูงมาก?