ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
25 ธันวาคม 2559 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/472099

โดย…วราภรณ์
12 ปีล่วงมาแล้วที่ประเทศไทยเคยเกิดเหตุการณ์สึนามิ หนึ่งในผู้ที่ประสบเหตุสึนามิที่ทำให้ชีวิตของ บุญสรวง เทวอักษร ที่ปรึกษาผู้ป่วยด้านโรคมะเร็งอิสระ และเป็นที่ปรึกษาปัญหาชีวิตให้กับคนทุกรูปแบบ ได้ใกล้กับความตายอีกครั้งหนึ่ง เป็นเหตุการณ์ที่เธอจดจำไม่ลืม หลังจากที่บุญสรวงรักษาตนเองหายจากการเป็นโรคมะเร็งถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นมะเร็งเต้านม ครั้งหลังเธอเป็นมะเร็งที่ปอด หลังจากรักษาตนเองจนมีอาการที่ดีขึ้น ช่วงปลายปีเธออยากไปพักผ่อนกับครอบครัวที่เขาหลัก จ.พังงา แต่วันพักผ่อนกลับกลายเป็นเหตุการณ์ที่เธอเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่เคราะห์ดีที่เหตุการณ์สึนามิไม่ได้คร่าชีวิต 3 สมาชิกในครอบครัวไป อาจมาจากเหตุผลหนึ่งที่เธอเชื่อมาตลอดก็คือ สติ และปาฏิหาริย์
ผ่านการเป็นมะเร็งถึง 2 ครั้ง
บุญสรวงในวัยใกล้ 60 เคยเผชิญกับโรคมะเร็งเต้านมเมื่อปี 2540 และรักษาหายแล้ว แต่เมื่อปี 2547 บุญสรวงพบว่าเธอกลับมาเป็นมะเร็งอีกหลังจากรักษาหายไปแล้วนาน 5 ปี ครั้งนี้เธอกลับมาเป็นมะเร็งที่ปอด รักษาตัวอยู่นานเกือบปีและต้องทนความทุกข์ทรมานจากการรับยาเคมีบำบัดนาน 5 เดือน หลังจากพักฟื้นแข็งแรงดี เธอจึงชวนสามีไปพักผ่อนช่วงวันหยุดคริสต์มาส ไม่คิดเลยว่าจะต้องไปเผชิญชะตากรรมจนเกือบจะเอาชีวิตกันไม่รอดทั้งครอบครัว
“ดิฉันต้องเผชิญกับการรักษามะเร็งมานานหลายปี พอร่างกายส่งสัญญาณว่าเป็นมะเร็งครั้งที่ 2 ครั้งแรกเมื่อปี 2540 ที่เกิดขึ้นที่ปอดเริ่มมีอาการดีขึ้น จากการรักษาจิตใจออกกำลังกาย บริหารลมหายใจทุกวันร่างกายรู้สึกว่าแข็งแรงขึ้น ซึ่งช่วงนั้นใกล้ปลายปีของปี 2547 ดิฉันจึงบอกกับสามีและลูกชายว่า เราไปพักผ่อนกันเถอะ แม้ร่างกายจะไออยู่ แต่ดิฉันเริ่มเดินได้ปกติ เพราะดิฉันออกกำลังกายทุกวัน เราอยากไปทะเลจึงขับรถลงใต้จากกรุงเทพฯ เอารถฮอนด้าซีอาร์วีไป ซึ่งอายุใช้งาน 4 ปีแล้ว ขับรถไปดื่มด่ำกับธรรมชาติ ตอนนั้นลูกชายชื่อโปโล (ด.ช.ภรินทร์ เพียรประสาธน์ศิริ) อายุ 9 ขวบ เราไปเขาหลักกัน จริงๆ เราตั้งใจจะไปกระบี่ แต่ดิฉันคิดว่าเราคงกรรมหนัก เราเลยเปลี่ยนแผนพอขับรถผ่านเขาหลัก พังงา เราตัดสินใจอยู่เขาหลักนี่แหละ สึนามิเกิดวันที่ 26 ธ.ค. แต่เราไปถึงพังงาวันที่ 24 ธ.ค. พอเราไปถึงก็ได้ฉลองคริสต์มาส เราเลือกเช่าโรงแรมตั้งอยู่ริมชายหาดเลย เราเลือกอยู่รีสอร์ทที่เป็นเหมือนกระท่อมชั้นเดียว โดยเลือกตำแหน่งแนวสุดกระท่อมหลังสุดท้ายของรีสอร์ท ซึ่งอยู่ห่างจากชายหาดราวๆ 100 เมตร ข้างหน้าเรามีกระท่อมอยู่ด้านหน้า 2 หลังกว่าจะถึงหาด”

วันที่ 26 ธันวา ผจญกับสึนามิ
เช้าวันที่ 26 ธ.ค. บุญสรวง เล่าว่า ครอบครัวเธอตื่นเช้าขึ้นมาปกติไม่มีสัญญาณบอกเหตุอะไร เธอตื่นราวๆ 8 โมง แต่ลูกชายกับสามีตื่นเร็ว ก็ชวนกันไปว่ายน้ำในสระน้ำของโรงแรม สามีและลูกเล่าให้ฟังว่า น้ำในสระกระฉอกเพราะแผ่นดินไหว แต่ไม่ได้เอะใจอะไร พอกินข้าวพร้อมหน้าครอบครัวเสร็จตอน 10 โมงเช้า เธอบอกสามีว่า อยากนวดขอกลับไปอาบน้ำที่ห้องก่อน อาบน้ำเพื่อรอหมอนวดมานวดในห้องพัก ส่วนสามีกับลูกไปเล่นน้ำต่อที่ชายหาด ขณะที่บุญสรวงอาบน้ำสระผมแชมพูเต็มศีรษะ เธอได้ยินเสียงคนเยอะแยะพูดกันดังฟังไม่รู้เรื่อง สักพักน้ำฝักบัวหยุดไหล ไฟฟ้าดับหมด เธอเอะใจคิดว่าไฟคงไหม้ จึงห่มผ้าเช็ดตัว สามีกับลูกวิ่งมาที่หน้าห้องเปิดประตูแต่ยังไม่เข้าห้อง แล้วสามีก็บอกเธอว่า หม่าม้า วิ่งหนีเร็ว คลื่นยักษ์กำลังมา
“ความที่ลูกเป็นเด็กชอบดูสารคดีทางช่องดิสคัฟเวอรี่ พอเขาเห็นคลื่นเป็นฟองขาวๆ อยู่สุดขอบฟ้าไกลหลายสิบกิโล ลูกจึงบอกป่าป๊าว่า คลื่นยักษ์กำลังมา สักพักหันไปอีกทีเห็นเรืออารักขาอยู่ชายหาดห่างไป 2 กิโล ถูกพัดขึ้นมาเกยอยู่หน้ารีสอร์ททางด้านขวาที่พวกเรายืนอยู่ พอคลื่นพัดเข้ามาอีกลูกจึงรู้ว่าคลื่นใหญ่แค่ไหน ในขณะนั้นก็มีชาวบ้านตะโกนบอก หนีเร็วๆ ให้ทุกคนหนีให้ทัน แต่สามีกับลูกห่วงดิฉันรีบมาตามให้หนีไปด้วยกัน แต่ก็ไม่ทัน
สามีชวนให้รีบหนีขึ้นที่สูงเร็วๆ ขณะนั้นดิฉันไม่ได้ใส่เสื้อผ้าก็บอกสามีว่า เดี๋ยวซิ ใส่เสื้อผ้าก่อน สามีตะโกนบอกไม่ทันแล้ว หนีขึ้นที่สูงเร็ว พอพูดจบ น้ำขึ้นมาถึงในห้องมันมาแบบเป็นโคลน ดิฉันลื่นไถลหงายท้องเข้าไปในบ้าน ขวามือเป็นตู้เสื้อผ้า ส่วนสามีและลูกล้มหงายท้องอยู่ข้างนอก พอดิฉันหงายท้องก็ปีนขึ้นเตียง แล้วได้ยินเสียงตูม คลื่นสองสามเมตรมาแล้ว คลื่นลูกสองซัดลูกกับสามีเข้ามาในห้องด้วย 1-5 วินาที น้ำมิดเพดานเลย ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วและแรงมาก ดิฉันติดอยู่ในห้องหมุนไปหมุนมาราวกับอยู่ในเครื่องซักผ้าเลย หมุนอยู่ไม่กี่วินาที เรารู้สึกน้ำมิดเพดานแล้ว ด้วยสัญชาตญาณดิฉันกินอากาศไว้แล้วหลับตา ตัวรู้สึกว่าถูกเหวี่ยงไป ความรู้สึกตอนนั้นรู้เลยว่า เรากำลังจะตายแล้วเหรอ สักพักเหมือนเสียงระเบิดลง ตัวดิฉันรู้สึกเหมือนลูกปืนถูกยิงออกจากปลายกระบอกปืน ดิฉันเข้าใจว่า คลื่นลูกที่สามตีบ้านแตก ทำให้เราหลุดออกมาจากบ้าน”

จากนั้นสมาชิกของครอบครัวก็ลอยละล่องไร้ทิศทาง ทุกอย่างราบเป็นหน้ากลองเห็นแต่เพียงเศษซากบ้านพัง บุญสรวงจำได้ว่าเธอลอยอยู่ข้างใต้ซากบ้านออกไม่ได้จมอยู่แบบนั้น แต่ที่เธอรอดตายมาได้ เพราะเธอผ่านการฝึกบริหารลมหายใจมาแล้ว เธอหุบอากาศไว้แล้วก่อนจม เธอมีสติตลอดจึงจำเหตุการณ์ได้ทั้งหมด
“คลื่นพาดิฉันไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แต่เฮือกหนึ่งคิดว่าเราไม่ยอมตายง่ายๆ จึงตั้งจิตสวดมนต์คิดถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยลูกด้วย สักพักเศษขยะหลุดออกไปจากตัวเรา ทำให้เราขึ้นมาเหนือน้ำและหายใจได้ แล้วคลื่นก็พาดิฉันลอยไปเรื่อยๆ ไม่มีแรงจับยึดอะไรทั้งนั้น ดิฉันต้องคอยพยุงตัวเหนือน้ำ ลอยไปอีกประมาณ 50 เมตร ก็ได้ยินเสียงมีคนบอกว่า พี่ให้หาอะไรจับ ถ้าจับไม่ได้เธอตายแน่ พอได้ยินเสียง ดิฉันชูมือเลย ไขว่คว้า ใช้ขาถีบตัวให้พ้นน้ำ สุดท้ายก็จับกิ่งไม้ได้ และจับคอยอยู่แบบนั้นจนคลื่นหยุด ตอนนั้นตัวไปติดอยู่ในป่าโกงกาง ซึ่งเดือน เม.ย.ปีถัดไป ดิฉันกลับไปสำรวจใหม่ที่เราผ่านเหตุการณ์ ไปวัดระยะทางทุกๆ ที่จนได้รู้ว่า บ้านที่เราอยู่จนลอยไปติดกิ่งไม้ห่างกันประมาณ 200 เมตร ตอนนั้นรถซีอาร์วีหายไป เสื้อผ้ายังไม่มีใส่เลย หลังจากสึนามิผ่านไป 5 ปี ฮิสตอรี แชนแนล เอาภาพเหตุการณ์สึนามิไปออก พบดิฉันกับสามีและลูกอยู่ในภาพประวัติศาสตร์นั้นด้วย”
เห็นภาพมีแต่ซากปรักหักพัง
พอคลื่นสงบหลังจากถูกพัดไป 1 ชั่วโมง ครอบครัวพลัดหลงกัน เธอเริ่มเป็นห่วงสามีและลูก สักพักเธอเจอสามีที่ลอยไปติดต้นไม้อีกต้นซึ่งอยู่ห่างจากเธอราว 50 เมตร ครั้งแรกยังไม่เห็นกัน ใช้วิธีตะโกนเรียก

“คลื่นหยุดตอน 11 โมงกว่า ดิฉันเกาะต้นไม้จนรู้สึกหมดแรง บรรยากาศเงียบมากๆ มองออกไปเห็นแต่ซากปรักหักพัง ดิฉันค่อยๆ ปีนขึ้นมาเกาะอยู่บนซากปรักหักพัง มองดูตัวเองมีเลือดจากรอยขีดข่วนเต็มตัว มีบาดแผลใหญ่ๆ คือที่ขามีรูใหญ่ๆ มีเลือดไหลออกมา พอพักหายเหนื่อยแล้วทีแรกคิดว่ารอให้คนมาช่วยดีกว่า แต่คิดไปคิดมาทุกคนน่าจะประสบชะตากรรมเดียวกัน ช่วยตัวเองดีกว่า จากนั้นเลยปีนมายืนบนซาก มองไปเห็นภาพรีสอร์ทข้างๆ และของเราหายไปหมดเลย มีแต่ซากต้นไม้ยังไปหมด พอก้มมองตัวเองไม่มีเสื้อผ้าใส่ ต้องรีบหาพอดีเห็นกระเป๋าเดินทางลอยมาติดตรงต้นไม้ห่างจากดิฉันอยู่ไป 1 เมตร ก็ตะกายไปเอาเสื้อผ้ามาใส่ซึ่งตัวใหญ่มาก คาดว่าน่าจะเป็นของชาวต่างชาติ หยิบเสื้อกับกางเกงได้ก็รีบใส่”
พอร่างกายพร้อมเสื้อผ้าพร้อมก็ร้องตะโกนหาลูกก่อน สักพักก็ได้ยินเสียงสามีตะโกนหาลูกเหมือนกัน ก็เลยมองเห็นกันไกลๆ วินาทีแรกที่มองเห็นกันและกัน บุญสรวงรู้สึกดีใจมาก สามียังไม่ตาย พวกเขาตะโกนหาลูก แล้วค่อยๆ ได้ยินเสียงคนตะโกนหากัน ส่วนใหญ่เป็นเสียงชาวต่างชาติตะโกนหากัน เป็นชื่อฝรั่งทั้งหมดเลย
เริ่มตามหาลูก
“เราตะโกนเรียกหาลูกนานครึ่งชั่วโมง เริ่มเห็นคนรอดชีวิต พวกเขาเดินขึ้นเขากัน และไม่มีใครอยู่ตรงนั้นแล้ว ขณะที่ตะโกนเรียกลูก ไม่ได้ยินเสียงลูกตอบเลย เราก็ยืนร้องไห้อยู่ตรงนั้น คิดว่าลูกตายแล้ว เรารู้สึกเสียใจมากๆ เราเป็นพ่อแม่คนแล้วลูกตายตอน 9 ขวบเอง มันเศร้ามากๆ ตอนนั้นมันเงียบมาก ดิฉันจึงตะโกนบอกสามีว่า ให้เดินย้อนไปที่โรงแรมไปหาลูกซึ่งไกลจากที่เราอยู่ราว 200 เมตร ค่อยๆ เดินบนซากปรักหักพัง พอเจอกันสามีภรรยาก็กอดกันร้องไห้ เริ่มเดินหาลูกเดินเท่าไหร่ก็ไม่เจอ จึงยืนกอดกันร้องไห้หนักมาก สักพักมีลูกชายเจ้าของรีสอร์ทเดินมาหาเรามาเรียกบอกว่า พี่ๆ ครับ รีบหนีขึ้นเร็วๆ ตอนนี้ผมเห็นคนหนีขึ้นเขาหมดแล้ว ผมเดินมาสำรวจรอบสุดท้ายแล้ว เราเลยถามเขาว่า เห็นเด็กผู้ชายตัวเท่านี้อายุ 9 ขวบไหม เขาบอกว่าลูกชายพี่รอดแล้ว พนักงานพาลูกพี่หนีขึ้นเขาไปแล้ว ตอนนั้นพอได้ยินว่า ลูกรอดแล้ว ดีใจสุดๆ ดีใจกับไม่แน่ใจว่า จริงเหรอ แน่เหรอ” พอลูกชายเจ้าของโรงแรมบอกว่า พี่รีบหนี พวกเธอจึงเดินตามไปขึ้นถนนเพชรเกษม แล้วเดินขึ้นเขาอย่างช้าๆ เพราะเธอรู้สึกเจ็บขาและเท้ามาก

วินาทีเจอลูก
บุญสรวงเล่าวินาทีแรกเจอลูก พอเห็นลูกโผกอดกันแล้วยืนร้องไห้ 3 คนพ่อแม่ลูก
“เห็นลูกด้านบนเขา เราเรียกลูกว่า โปโล ฝรั่งที่อยู่รอบๆ ถามว่า นี่ลูกยูเหรอ เขาสมาร์ทมาก เขามีสติมาก เขาดูเป็นผู้ใหญ่มาก พอกลับมาถึงกรุงเทพฯ เราก็ถามลูกว่า ตอนที่คนพาลูกหนีขึ้นเขา ไม่เจอพ่อแม่ลูกรู้สึกอย่างไร คิดอะไรเพราะลูกเราไม่ร้องไห้ ขณะที่เด็กฝรั่งยังร้องไห้ ลูกบอกว่า โปโลคิดแค่ว่า โปโลคงไม่เจอพ่อกับแม่อีกต่อไปแล้ว เพราะฝรั่งเขาคุยกันบนเขา ลูกรู้เรื่องเพราะเขาเรียนโรงเรียนนานาชาติ ลูกเห็นคนร้องไห้ ลูกได้ยินคนนู้นคนนี้หากันไม่เจอ โปโลคิดต่อว่า เขาจะทำอย่างไรดี ลูกตั้งใจว่าจะต้องกลับไปกรุงเทพฯ ไปหาคุณตาคุณยายที่กรุงเทพฯ โปโลเลยวางแผนเลยว่าจะกลับกรุงเทพฯ อย่างไร ถ้าไม่เจอพ่อแม่ แล้วเขายังคิดต่อว่า แล้วใครจะเลี้ยงโปโล โปโลจะไปอยู่กับใครดี ขณะที่อยู่บนเขาฝรั่งมาคุยกับดิฉันมาชมลูกว่า ลูกสมาร์ท เขาคุยรู้เรื่องเขาวางแผนชีวิตไว้หมด ซึ่งวินาทีแรกที่เราเจอลูกบนเขามีคนบันทึกภาพเอาไปออกในช่องฮิสตอรี่ แชนแนล เป็นภาพ 3 คนเจอกันแล้วร้องไห้ใหญ่เลย ฝรั่งเป็นคนถ่ายวินาทีนั้นไว้ เรียกว่าวินาทีนั้นดีใจที่สุดในชีวิต บรรยายไม่ถูกเลย”
เหตุการณ์สึนามิสอนเธอเรื่อง กฎแห่งกรรม ที่เห็นกันในชาตินี้ พอเธอกลับมารักษาตัวที่กรุงเทพฯ ได้ 13 วัน ลูกชายก็เล่าช่วงเวลาที่เขาต้องเผชิญเหตุการณ์ไร้พ่อแม่ว่า เขาโดนคลื่นซัดลอยไปติดต้นไม้ต้นนั้นทีต้นนี้ที พอเขาลอยไปติดต้นไม้ใกล้ๆ แท็งก์น้ำของโรงแรม มีพนักงานอยู่บนชั้น 2 ตะโกนบอกว่า ให้ลูกเกาะด้านหน้าของต้นไม้อย่าเกาะด้านหลัง ตัวจะได้ไม่ลอยไป ลูกทำตามพอคลื่นหยุดพนักงานจึงมาช่วยอุ้มลูกขี่หลังและพาขึ้นไปบนเขา ลูกจึงไม่บาดเจ็บมาก
พวกเขานั่งรอบนเขาสักพักเพื่อสังเกตการณ์ จาก 11.00 น. จนถึงเที่ยงกว่าๆ แผลที่น่องด้านซ้ายของบุญสรวงเริ่มอักเสบจากตอนแรกที่เจ็บแค่ชาๆ จนกระทั่งรู้สึกเจ็บมากเพราะโดนไม้ทิ่มเป็นแผลลึก เธอบอกตัวเองว่าต้องรีบไปโรงพยาบาลเพราะเธอรู้สึกว่า ไม่ไหวแล้ว แม้ชาวบ้านจะห้ามว่าอย่าลงไปเลย ขาบาดเจ็บอยู่ หากเกิดสึนามิอีกจะหนีไม่ทัน แต่เธอใจเด็ดขอไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า เธอจะไม่ยอมตายอยู่บนเขา เพราะเธอคิดว่าหากอยู่บนเขาอีกหนึ่งคืน แผลจะติดเชื้อในกระแสเลือดต้องตัดแขนขาเหมือนอีกหลายๆ คนที่รออยู่บนเขาแน่นอน

เดินทางไปโรงพยาบาลยากลำบาก
กว่าจะหารถไปโรงพยาบาลได้ก็ช่างทุลักทุเลมาก ต้องหาพาหนะคันแรกคือ รถซาเล้งที่พาพวกเธอไปสมทบกับผู้บาดเจ็บมากกว่า 20 รายที่รออยู่ข้างล่าง และต้องรอตรงจุดนี้นานมากเพราะหารถไปโรงพยาบาลท้ายเหมืองซึ่งอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุไม่ได้ แต่เดชะบุญโชคดีที่พบรถกระบะจอดอยู่คันหนึ่ง มีกุญแจรถคาไว้และไม่ได้ล็อกประตู เธอจึงถามสามีว่า พอขับรถไหวไหม สามีบอกไหว จึงช่วยกันพาคนเจ็บหนักซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติราว 7 คน ขึ้นหลังรถกระบะไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด
“ขณะนั้นเครือข่ายโทรศัพท์ล่มใช้ไม่ได้เลย ติดต่อใครก็ไม่ได้ พอถึงโรงพยาบาลท้ายเหมืองก็เป็นโรงพยาบาลเล็กๆ ซึ่งมีคนไข้นอนรอรักษาเต็มไปหมด พอเวลาบ่ายกว่าๆ สัญญาณโทรศัพท์เริ่มใช้ได้ ดิฉันจึงขอยืมโทรศัพท์เจ้าหน้าที่โทรแจ้งญาติที่กรุงเทพฯ พอดีเราทำธุรกิจที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ จึงช่วยกันประสานงานให้เอเยนต์ของเราที่สุราษฎร์หารถที่บรรจุคนได้เยอะๆ เพื่อนำคนเจ็บอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต่างชาติไปรักษาในโรงพยาบาลที่ใหญ่กว่านี้ ขณะนั้นยาชาหมดดิฉันต้องโดนเย็บแผลสดๆ ลำบากมาก ในที่สุดเอเยนต์ที่สุราษฎร์ก็นำรถตู้มารับพวกเราราวเที่ยงคืน
“เราเอาฝรั่งนั่งรถตู้อัดไปสิบกว่าคนไปรักษาโรงพยาบาลที่สุราษฎร์ พอถึงโรงพยาบาลหมอเริ่มฉีดยาชา เอกซเรย์และล้างแผลใหม่ ปรากฏคืนนั้นทั้งคืนดิฉันนอนไม่หลับ พยายามคิดว่าทำอย่างไรเราจะเข้าไปรักษาตัวในกรุงเทพฯ ให้เร็วที่สุด พอถึงตอนเช้าก็ประสานงานกับการบินไทยช่วยหาซื้อตั๋วเพื่อเข้ากรุงเทพฯ ให้เร็วที่สุด และก็ได้เข้ามารักษาตัวในกรุงเทพฯ เป็นคนไข้ชุดแรกมาถึงดอนเมืองวันที่ 27 ราวๆ 8 โมงเช้า แล้วดิฉันก็ถูกเคลื่อนย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลสมิติเวชอย่างเร่งด่วนเพราะดิฉันเพิ่งหายจากมะเร็งปอด จมน้ำแบบนั้นอันตรายกับปอดมาก พอถึงโรงพยาบาลหมอหลายท่านเตรียมตรวจร่างกายยกใหญ่ หมอบอกว่าเชื้อโรคพวกนี้ไม่ห่วงหรอก แต่เขากลัวมะเร็งปอดมากที่สุด ปรากฏปอดดิฉันไม่เป็นอะไรเลย ซึ่งหมอก็ให้คำตอบไม่ได้ว่า ทำไมปอดดิฉันแข็งแรงมากหลังจากหยุดให้เคมีบำบัดเพียงเดือนเดียว
ยาแก้อักเสบรักษาไม่ได้ผล
นอกจากตรวจร่างกายอย่างละเอียดแล้ว คุณหมอยังนำเนื้อที่บาดแผลที่ขาไปเพาะเชื้อด้วย ปรากฏผลแล็บออกมาเชื้อที่ตรวจพบยาแก้อักเสบที่ฉีดให้เธอ 3 วันที่ผ่านมา ช่วยป้องกันเชื้อโรคไม่ได้เพราะเชื้อโรคมาจากทะเลน้ำลึก ยาแก้อักเสบทุกโรงพยาบาลที่รักษาคนไข้ประสบภัยสึนามิใช้ไม่ได้ผลทั้งหมด
“คุณหมอบอกว่า คุณเป็นคนไข้รายแรกที่เพาะเชื้อ ถึงได้รู้เรื่อง เพราะมันเป็นเชื้อจากทะเลน้ำลึกต้องใช้ยาแก้อักเสบอีกชนิดหนึ่ง ตอนนี้หมอได้กระจายยาฆ่าเชื้ออีกตัวไปให้คนไข้ทางภาคใต้แล้ว หมอบอกว่าเหตุการณ์ครั้งนี้คุณได้ช่วยชีวิตอีกหลายคน เพราะเราเป็นคนไข้ชุดแรกที่ได้เข้ากรุงเทพฯ หมอจึงได้ข้อมูลกระจายออกไป พอเหตุการณ์ผ่านไป 1 เดือน คนที่เปลี่ยนยาแก้อักเสบไม่ทัน ต้องโดนตัดแขนตัดขาตายกันอีกเยอะ ดิฉันพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีก 13 วัน จึงสามารถกลับบ้านได้”