ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
24 ธันวาคม 2559 เวลา 10:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/471984

โดย…วราภรณ์
ศิลปินเลือดใหม่ผู้มีพรสวรรค์ด้านการร้องเพลง วิตดิวัต พันธุรักษ์ นักแสดง นักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ คือลูกไม้ที่หล่นใต้ต้น เพราะเขาได้รับการถ่ายทอดเลือดศิลปินมาจากผู้เป็นพ่อ วินัย พันธุรักษ์ นักร้องชื่อก้องอดีตสมาชิกวงดิอิมพอสซิเบิ้ลอย่างเต็มเปี่ยม เมื่อคุณพ่อมีอาการป่วยก็ได้พิสูจน์ถึงความรักระหว่างคุณพ่อคุณลูกได้เป็นอย่างดี จากเหตุการณ์ป่วยของคุณพ่อทำให้ ลูกชายคนโต วิตดิวัต อยากทำงานเพลงสักครั้งหนึ่งร่วมกับคุณพ่อ จึงออกมาเป็นซิงเกิ้ลล่าสุดของคู่พ่อลูก “(อย่าทำให้ฉัน) ฝันเก้อ” ที่ได้มีโอกาสได้ร้องร่วมกับคุณพ่อเป็นครั้งแรก
(อย่าทำให้ฉัน) ฝันเก้อ เป็นผลงานที่วิตดิวัตแต่งและร้องเอง โดยเขาดีไซน์ให้คุณพ่อได้มาร่วมร้องด้วยให้ออกมาเป็นเพลงที่มีสไตล์ดนตรีแนวป๊อป ผสมกับแนวดิสโก้ และมีกลิ่นอายของดนตรียุค 70’s ฟังง่าย สบายๆ และติดหู จึงเป็นเพลงที่สามารถฟังได้ทั้งคนที่อยู่ในรุ่นคุณพ่อและคุณลูก
คนเริ่มโปรเจกต์กล่าวว่า การที่ชวนคุณพ่อมาร่วมร้องเพลงนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความที่เป็นเด็กดื้อของคุณพ่อ ย้อนกลับไปคุณพ่อพาเขาไปร้องเพลงตั้งแต่เด็กๆ พ่อสนับสนุนอยากให้เขาเป็นศิลปินเด็ก ให้ไปรู้จักกับค่ายเพลงเพื่อทำงานเพลงตั้งแต่อายุ 11 ขวบ แต่เขากลับตอบปฏิเสธ การตอบปฏิเสธครั้งนั้นเขารู้ว่าทำให้คุณพ่อรู้สึกเสียใจมาก จากนั้นคุณพ่อก็ปล่อยให้ลูกชายเลือกทางที่เขารักด้วยตัวเอง ในขณะเดียวกันพ่อก็สนับสนุนให้ลูกชายได้ร่ำเรียนในมหาวิทยาลัยดีๆ จนวิตดิวัตจบทั้งปริญญาตรีและปริญญาโทในวิชาเศรษฐศาสตร์ คุณพ่ออยากให้เขาทำงานที่มั่นคงมากกว่าทำงานในวงการบันเทิง แต่เมื่อวิตดิวัตโตขึ้น เขาจึงรู้ว่างานเพลงเป็นสิ่งที่เขาหลงรักและอยากทำเพียงสิ่งเดียว เขาจึงตามหาความฝันด้านดนตรีมาเรื่อยๆ และได้ร้องเพลงประกอบละคร และได้เล่นละคร จนในที่สุดก็ได้มีโอกาสมีผลงานเพลงเป็นของตัวเองซิงเกิ้ลแรกกับค่ายวอนเนอร์มิวสิค ซึ่งถือเป็นความฝันตั้งแต่เด็กว่าอยากร่วมงานกับพ่อ

‘พ่อเป็นโรลโมเดล’ วิตดิวัต พันธุรักษ์
หลายคนบอกว่า ทำงานกับพ่อแล้วมีความสุข เพราะพ่อยิ้มเก่ง ใจดี สำหรับเพลงที่แต่ง (อย่าทำให้ฉัน) ฝันเก้อ พอแต่งเสร็จต้องรวบรวมความกล้าอยู่นานมาก ทำไงนะพ่อจึงจะยอมร้องเพลงนี้กับเขา มันเป็นเรื่องยากและเต็มไปด้วยความกดดัน
“ตั้งแต่ผมเด็กๆ พ่อเป็นคนที่จะไม่ชื่นชมผมง่ายๆ และพ่อก็ไม่ค่อยตามใจผม พอผมแต่งเพลงนี้เสร็จ ผมก็เอาหูฟังที่ดีที่สุด และบอกกับพ่อว่า พ่อ ผมมีเพลงให้พ่อฟัง ฟังให้จบนะ พ่อก็ฟัง ขึ้นท่อนเอหนึ่ง เอสอง พ่อก็ยังไม่ว่าอะไร พอพ่อฟังจบ พ่อก็วิจารณ์งานของผม เพราะพ่ออยากให้ผมพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ซึ่งคำชมจากพ่อจึงได้มายากมากๆ เพราะพ่อเป็นคนอีกเจเนอเรชั่นหนึ่ง ซึ่งสมัยก่อนทำงานกันหนักมาก กว่าจะอัดเสียงได้แต่ละเพลงนาน แต่สิ่งที่เราทำคิดว่าหนักแล้ว แต่พ่อคิดว่ามันสบาย เวลาทำอะไรพ่อจึงอยากให้ผมทำด้วยความตั้งใจ จริงๆ พ่อถือเป็นไอดอลของผม แม้ผมอยู่บ้านเดียวกัน แต่ผมไม่เคยทำงานกับพ่อเลย แต่ในที่สุดเราก็ได้ทำงานด้วยกัน เพลงนี้จึงเป็นเพลงที่ผมถ่ายทอดบทเพลงคนละจินตนาการ คือพ่อถ่ายทอดอารมณ์ในเจเนอเรชั่นของพ่อคือยุค 70 ส่วนผมก็ถ่ายทอดให้คนในยุคผมฟัง
วินาทีที่พ่อยอมทำงานร่วมกับผมหรือครับ มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษมาก อย่างที่เกริ่นว่าพ่อไม่เคยจะชมผมเท่าไหร่ ซึ่งมันเป็นปมในจิตใจของผม แม้พ่อไม่ค่อยชมผม แต่พ่อจะมีศิลปะในแนวทางของคุณพ่อ และผมก็มีแนวทางของผม พอเราทำเพลงร่วมกัน ผมก็ถามพ่อว่าอะไรคือทางของพ่อ และอะไรคือทางของผม ผมจึงหาแนวเพลงที่เราจะทำงานร่วมกันได้โดยไม่สับสน จนเป็นเพลงที่โอเค ซึ่งขั้นตอนการอัดเสียงเป็นอะไรที่น่าอัศจรรย์มาก พ่อทำการบ้านมาอย่างดี และร้องออกมาได้ดีสมเป็นมืออาชีพจริงๆ กว่าจะเสร็จเป็นเพลงนี้ใช้เวลาประมาณ 4 เดือน จนได้เพลงที่ผมมีความเชื่อว่าพ่อฟังแล้วจะไม่บ่น (หัวเราะ)”
อย่างที่บอกว่าคุณพ่อของเขาถือเป็นไอดอลทุกอย่างในชีวิตของเขาทั้งการทำงานเพลง และแง่มุมการใช้ชีวิต ตั้งแต่เด็กจนโตพ่อเป็นพ่อที่ทำหน้าที่ครบที่สุด พ่อทำงานด้วย แต่ก็มีเวลาดูแลครอบครัวอย่างเต็มที่
“ตั้งแต่เด็กผมไม่เคยมีความรู้สึกว่าผมไม่ได้เจอพ่อ เพราะผมเจอพ่อทุกวัน พ่อมีเวลาให้ผมทุกวันจนผมไม่รู้สึกว่าขาด ทำงานก็พาผมไปด้วย แล้วก็เป็นครูสอนผมอีกทั้งร้องเพลงและเล่นดนตรี ทุกๆ อย่างถ้าไม่มีพ่อผมก็ทำแบบนี้ไม่ได้ พ่อสอนพื้นฐานและให้ผมไปต่อยอด พ่อจึงถือเป็นครูคนที่หนึ่งของผม ตั้งแต่เด็กผมไม่เคยคิดจะทำงานอย่างอื่นนอกจากงานเพลง แต่พ่อมักบอกว่า ทำอาชีพดนตรีมันลำบาก แต่ผมก็ยอมลำบาก เลือกทำในสิ่งที่ผมอยากทำ พ่อผมเป็นคนใจดีมาก แต่ถ้าเรื่องงานพ่อจะเป็นคนสตริกมาก พ่อเป็นคนมีรายละเอียดในการทำงาน และเป็นคนจริงจังในการทำงาน พ่อฟังเพลงละเอียดมากๆ เวลาผมทำงานเพลงผมจึงได้ความละเอียดมาจากคุณพ่อ”
มีอยู่ช่วงหนึ่งคุณพ่อไม่สบายหนักมาก ถือเป็นข้อพิสูจน์ถึงกำลังใจและความเข้มแข็งเหมือนกัน
“ช่วงหนึ่งที่คุณพ่อไม่สบาย ถือเป็นเหตุการณ์ที่หนักมากในครอบครัวของเรา ผมว่าด้วยความรักของพ่อที่มีให้กับครอบครัว ทำให้เรากลับมาเป็นอย่างนี้ได้ หากพ่อไม่อดทนและไม่มีกำลังใจที่มากพอ พ่อคงผ่านการรักษาแบบนั้นไม่ได้ คนที่นอนโรงพยาบาล 3 เดือนครึ่งมันหนักมาก ถ้าเป็นผม ผมคิดว่าผมคงบ้า แต่ความที่พ่อรักครอบครัว คุณพ่ออยากมีชีวิตกลับมาร้องเพลง อยากอยู่กับลูกๆ นี่คือกำลังใจที่ทำให้พ่อกลับมาแข็งแรง มาเป็นหนุ่มขี่มอเตอร์ไซค์ได้แล้ว ตอนที่พ่อป่วยคำว่าพ่อสู้ๆ แค่นั้นไม่เพียงพอ แต่ผมทำด้วยการกระทำ เราดูแลอย่างดี เราไปเฝ้าที่โรงพยาบาลตลอด สนับสนุนกำลังใจกันทุกอย่าง ทุกคนอยู่โรงพยาบาลกันหมด มีเวรผลัดกัน วันนี้น้องนอน วันนี้ผมนอน อยากทำเหมือนพ่อไม่ได้อยู่คนเดียว แม้ว่ามันจะหนักแค่ไหนแต่เราไม่ทิ้งกัน เราก็เป็นพ่อลูกกัน การป่วยของพ่อเป็นตัวพิสูจน์ว่าพ่อเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผม คือผมไม่เคยจินตนาการว่า ถ้าวันหนึ่งพ่อไม่อยู่กับผม ผมจะทำอย่างไร ถ้ามาถึงวันนั้นจริงๆ ผมก็รับไม่ได้ วันที่พ่อป่วยผมก็คิดทุกวันว่าพ่อเมื่อไหร่จะหาย มันทำให้ผมได้คิดว่า ผมอยากทำอะไรให้กับพ่อสักอย่างหนึ่ง ก็คือเราต้องเร่งทำเพลงให้เสร็จ ผมอยากร้องเพลงกับพ่อ สมมติถ้าวันหนึ่งพ่อไม่อยู่แล้วจะทำยังไง ถ้าวันหนึ่งเอาเพลงไปเปิดฟังแต่พ่อไม่ได้ร้องด้วย มันก็ไม่มีความหมายกับผม ผมจึงต้องทำเพลงนี้ขึ้นมาอย่างตั้งใจ”

‘ลูกคนดีที่หนึ่ง’ วินัย พันธุรักษ์
ฟากผู้เป็นพ่อ วินัย เผยความรู้สึกว่า ครั้งแรกที่ลูกนำเพลงที่ลูกแต่งและวาดฝันว่าอยากให้พ่อมาร่วมร้องด้วย ในฐานะคุณพ่อฟังเพลงที่ลูกแต่งแล้วรู้สึกว่าลูกมีความสามารถได้ขนาดนี้เชียวหรือ เพราะเรื่องของเวลาและความไพเราะในการเขียนเพลงแต่งเพลง จะต้องมีการสั่งสมกันพอสมควร และต้องอาศัยการฟังที่มาก แต่ลูกก็ทำได้ดี
“ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าการแต่งเพลงเป็นอย่างไร เพราะเพลงบางเพลงแต่เรื่อยเปื่อยก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่เพลงนี้มีจุดเด่น คือมีเสน่ห์ มีกลิ่นอายยุค 70-80 เข้ามาด้วย อีกอย่างในวงการเพลง เพลงของคนรุ่นใหม่ก็ฟังเพลงอีกแบบหนึ่ง แต่หากคนรุ่นใหม่ได้มาฟังเพลงนี้ก็คงรู้สึกว่าแปลกดีนะ มันน่าจะสะดุดใจ”
ในฐานะคุณพ่อได้กล่าวถึงความเป็นลูกชายคนโตว่า ลูกชายเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ไม่เคยทำให้พ่อแม่เสียใจ เขาเป็นเด็กดี ทำให้พ่อแม่มีความสุข รู้สึกอบอุ่น เป็นเด็กเรียนหนังสือตั้งใจและไม่เกเร ทำอะไรจริงจัง
“ตอนนี้ผมไม่กังวลอะไรแล้ว เพราะเขาเรียนหนังสือดี ทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก และมีความเป็นไทย รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ครบถ้วนในตัว ถ้าถามว่าทำไมผมไม่ค่อยชมให้ลูกรู้สึกตัว จริงๆ ผมก็กอดลูก สัมผัสลูกมานานแล้ว นี่คือความรู้สึกที่ดีที่มีสำหรับลูก ผมจับมือ หอมแก้ม ลูบหัวลูกเป็นประจำ เป็นความรู้สึกจากข้างใน ดังนั้นผมคิดว่าไม่ต้องชมอะไรมาก เขาก็รู้ว่าพ่อรักและเป็นห่วงเขา การไปชมมาก ยังไงไม่รู้ เพราะเขาโตแล้ว”
หากถามว่ารู้สึกเป็นห่วงลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนนี้ตรงไหน วินัย กล่าวว่า ตอนนี้เขาก็ดูแลตัวเองได้ดี และสามารถดูแลครอบครัว ดูแลแม่และน้องได้ดี เขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว ในฐานะพ่อก็รู้สึกหมดห่วง
“เพียงแต่ว่าอยากให้เขามีสุขภาพดี และเราก็ยังดูแลเขาอยู่ ตอนนี้สุขภาพผมก็โอเค คุณหมอบอกว่าคนไข้ชื่อวินัย ฉะนั้นต้องมีวินัยในการดูแลตัวเอง ต้องกินยา อย่ากินอะไรตามใจปากที่มันแสลง ตอนนี้หมอลดยาแล้ว หมายความถึงสุขภาพผมดีขึ้นมาก แม้ยังไม่กลับมาเต็มร้อย เพราะยังต้องรักษาเบาหวาน ต้องฉีดอินซูลิน แต่กินยาลดลง ผมรู้สึกว่าสุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น ยังร้องเพลงไปไหนมาไหนได้ สติสัมปชัญญะดีอยู่ ถือว่าร่างกายแข็งแรงดี อยากฝากถึงแฟนๆ ว่าผมกลับมาแล้ว กลับมาร้องเพลงได้เหมือนเดิม สุขภาพดีมากๆ แล้ว กำลังใจที่แฟนๆ ให้มาถือเป็นสิ่งที่ผมไม่ลืม ก็อยากจะให้สนับสนุนลูกผมว่าเขาอยากทำงานเพลง เขาทำเสร็จแล้ว สามารถสนับสนุนลูกได้ จากรุ่นสู่รุ่น ตอนนี้พ่อขอนั่งดู นั่งฟัง ตอนนี้ผมคงลดงานเพลงลงแล้ว แต่ก็ยังเป็นแรงใจชี้แนะให้ลูก” คุณพ่อวินัยเล่าปิดท้ายด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
