ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
27 ธันวาคม 2559 เวลา 11:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/472397

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์
ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ บนพื้นที่กว่า 6,600 ตร.ม. ในแต่ละปีจะมีการจัดงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ด้วยการนับถอยหลังหรือเคาต์ดาวน์สู่ปีใหม่ในวินาทีแรก จนเป็นการปักหมุดการเฉลิมฉลองปีใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย มาในปีนี้มีการปรับเปลี่ยนแผนมาสู่แนวความคิดใหม่ในชื่องาน โอม : สดุดีแด่กษัตริยาธิราช โดยมีการแบ่งเป็น 4 โซน คือ โซน B จัดเป็นลานพระบริบาล โดยมีกิจกรรมเด่น 2 กิจกรรม ในลานนี้ คือ 1.เวทีสำหรับแสดงเพลงพระราชนิพนธ์โดยวงเฉลิมราชย์สลับกับวงฟองน้ำ ควบคุมวงดนตรีโดย อาจารย์วิรัช อยู่ถาวร และอาจารย์บรู๊ซ แก๊สตัน 2.Social Tree ถวายสดุดี ซึ่งเป็นจออิเล็กทรอนิกส์ที่เปิดให้คนไทยและคนต่างชาติได้เขียนข้อความถวายสดุดีพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และจะถูกลิงค์เชื่อมไปเก็บไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติผ่านระบบออนไลน์ในทันที รวมทั้งมีการจัดโต๊ะเลี้ยงอาหารผู้ด้อยโอกาสทั้งคนพิการและเด็กกำพร้า
โซน C จัดเป็นลาน 8 เทพแห่งราชประสงค์ เพื่อแสดงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม (Cultural Identity) ให้ประชาชนคนไทยและชาวต่างชาติได้รับรู้ถึงความศรัทธาและความภาคภูมิใจในองค์เทพทั้ง 8 โดยจำลององค์เทพให้ทุกๆ คนได้บูชาในโอกาสวันขึ้นปีใหม่เพื่อเป็นสิริมงคลแก่คนกรุงเทพฯ
โซน D เป็นลาน “ปวงประชาน้อมจิต” โดยจัดให้ร่วมกันสวดสดุดีแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 31 ธ.ค. 2559 ข้ามปีไปจนถึงวันที่ 1 ม.ค. 2560 และในช่วงเย็นของวันนี้ จะกลายเป็นที่จอดรถพาหนะเทพทั้ง 8 เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ชมฝีมือศิลป์ของรถแห่เทพแบบไทย นอกจากนี้ยังมีเวทีศิลปินน้อมเกล้าฯ คือ เวทีใช้จัดการแสดงของเหล่าศิลปินมาขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ โดย วงเฉลิมราชย์ และ วงฟองน้ำ และเพลงเทิดพระเกียรติพ่อหลวง นำโดยศิลปินแนวหน้าของเมืองไทย เช่น เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ บี้-สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว และศิลปินสมทบจากบีอีซีเทโรอีกมากมาย

แรงบันดาลใจและการผลักดัน
ด้วยแนวคิดเทวราชาพุทธ ที่เกี่ยวโยงกับเขาพระสุเมรุ ตามคติในศาสนาพราหมณ์และพระพุทธศาสนา ถือว่าเป็นศูนย์กลางจักรวาลที่ลอยอยู่เหนือพื้นน้ำ โดยมี “ปลาอานนท์” หนุนอยู่ บนยอดเขาพระสุเมรุ คือ “สวรรค์ชั้นดาวดึงส์” ที่ตั้งของนครไตรตรึงษ์ “นครแห่งเทพ” มี “พระอินทร์เทวราช” เป็นผู้ดูแลปกครอง พระอินทร์ คือ ผู้อภิบาลโลกและพิทักษ์คุณธรรมให้แก่มนุษย์ ที่ประทับของพระอินทร์ มีชื่อว่า ไพชยนต์มหาปราสาท ตรงกลางเป็นที่ประดิษฐานแท่นบัณฑุกัมพลอันเป็นทิพยอาสน์ ในยามที่โลกเกิดความเดือดร้อนวุ่นวาย ทิพยอาสน์นี้จะแข็งดั่งศิลาเพื่อบอกให้พระอินทร์ทราบและลงมาช่วยเหลือมนุษย์
ตามคติความเชื่อแต่โบราณ รอบเขาพระสุเมรุเป็นมหาสมุทร เรียกว่า “นทีสีทันดร” มี “ป่าหิมพานต์” ที่อยู่ของ “สัตว์หิมพานต์” ชนิดต่างๆ และมี “สระอโนดาต” ที่มีตาน้ำอยู่สี่ทิศ ลักษณะของแต่ละทิศจะเป็นหน้าสิงห์ ช้าง ม้า และวัว ตามลำดับ ทิศที่เป็นหน้าวัวจะเป็นทิศที่น้ำจากสระอโนดาตไหลไปออกมหาสมุทร
ดร.โสดากิติ์ วงศ์โกมลเชษฐ์ หนึ่งในกำลังสำคัญของการจัดงาน ได้เล่าถึงที่มาของงานครั้งนี้ว่า ด้วยความแข็งแกร่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่อยู่คู่กับศาสนา และ โอม คือคำเปล่งคำแรกของศรัทธา
“ความตั้งใจของคณะผู้จัด อยากให้เป็นงานที่เป็นการสดุดีของความศรัทธา ผู้จัดตั้งใจที่จะร้อยสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน คนไทยทั้งชาติก็เข้ามามีส่วนร่วม ผู้ใหญ่ของคณะรัฐบาลก็สนับสนุน ร่วมกันปักเสาเข็มบนศรัทธา ต้องบอกว่าจะเป็นงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย เป็นงานที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และแสดงให้เห็นความรักความศรัทธาในแนววิถีไทย เป็นการที่จะดึงองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ความศรัทธาของคนไทย โดยเฉพาะการดึงเอาเทคโนโลยีโซเชียลมีเดียมาใช้ทำโซเชียลทรีมาสดุดีพระมหากษัตริย์ เมื่อคนมาเขียนสดุดีทุกอย่างจะถูกส่งเข้าไปบันทึกในหอจดหมายเหตุได้ทันที ซึ่งเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ เพราะอีก 30 ปี ก็จะมีการค้นหาชื่อได้ถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้ที่ท่านมีส่วนร่วมในการสดุดีกษัตริยาธิราช”

เหนื่อย แต่ปลื้มใจ ดร.โสดากิติ์ บอกถึงความรู้สึกและเล่าความในใจต่อว่า ตอนนี้ถือว่างานบรรลุผลอย่างเกินคาดหวัง
“จากความตั้งใจจากศรัทธาอยากให้กระแสของคนได้มาร่วมทำบุญทำทานรับพร มีการเลี้ยงเด็กกำพร้าในลานพระบริบาล แล้วงานคราวนี้ก็จะเน้นกลุ่มคนที่กว้างขึ้นแนวครอบครัวที่มาพร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างอบอุ่น มีกิจกรรมที่ให้ทุกคนทำและอยู่ร่วมกันได้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่พักอยู่ย่านราชประสงค์จะมากันเป็นครอบครัว จะได้มีที่ไปที่เที่ยวในวันปีใหม่ อยากให้คนทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชียพอเข้าเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เขาจะพูดถึงงานในเมืองไทยและอยากมา เรียกว่าปักหมุดไว้เลย”
ณัฏฐพร ชีวมงคล รองประธาน ดิ เอราวัณ กรุ๊ป ตัวแทนสมาชิกสมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ (RSTA) บอกด้วยความยิ้มแย้มว่า โรงแรมเต็มหมดแล้ว
“ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในอดีต ประเทศต้องเดินหน้าต่อไป ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องสร้างเศรษฐกิจให้กลับคืนมาแก่ประเทศ ร่วมกันสร้างงานสร้างกิจกรรมเพื่อจะดึงดูดนักท่องเที่ยว ประเทศไทย คือ ศูนย์กลางของอาเซียน ต้องสร้างให้ถึงตรงนั้นให้ได้”
ร่วมสักการะ 8 องค์เทพแห่งย่านราชประสงค์
เขาพระสุเมรุจำลองที่จะเป็นที่ประดิษฐานองค์เทพทั้ง 8 องค์ ที่อยู่ในย่านราชประสงค์มารวมไว้ในที่เดียวกันเพื่อให้ผู้คนได้เข้ามาสักการะในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ครั้งนี้ ประกอบด้วย
1.ท้าวมหาพรหม ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู ที่ว่า พระพรหมเป็นผู้สร้าง ซึ่งเป็น 1 ใน 3 เทพสูงสุด พระองค์ทรงมีชื่อเสียงในเรื่องทรงเปี่ยมไปด้วยเมตตา และทรงรับฟังคำขอ คำสวดภาวนาของทุกคน และทรงทำให้ผู้สักการะที่มีจิตใจศรัทธาสมความปรารถนา หากผู้ใดต้องการมากราบไหว้ให้เตรียม ดอกมะลิ หรือดอกดาวเรือง ขนมหวานรสอ่อน ผลไม้ หรือธัญพืช เช่น ข้าวกล้อง มาเพื่อสักการะขอพรจะยิ่งเป็นมงคลแก่ตัว (ศาลท่านท้าวมหาพรหม ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ฝั่งเดียวกับโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ)

2.ท้าวอัมรินทราธิราช เป็นมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีหน้าที่ปกป้องดูแลโลกให้พ้นจากสิ่งเลวร้ายต่างๆ ดูแลทุกข์สุขของมวลมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายบนโลก ผู้ใดที่เคารพบูชาท่านจะทำให้สามารถรู้ข้อบกพร่องของตัวเอง ทำให้สามารถแก้ไขปรับปรุงได้ถูกต้อง รูปเคารพองค์อัมรินทราธิราชที่มีพระวรกายสีเขียวหยกเข้ม มีพระเนตรพันดวง ประดิษฐานอยู่หน้าศูนย์การค้าอัมรินทร์ พลาซ่า สำหรับเครื่องสักการะท้าวอัมรินทราธิราช คือ พวงมาลัยดอกดาวเรือง และตุ๊กตาช้าง
3.พระนารายณ์ (หรือพระวิษณุ) เป็น 1 ใน 3 มหาเทพ มีหน้าที่คุ้มครองและดูแลรักษาทั้ง 3 โลก ทรงเปรียบประดุจเทพเจ้าแห่งความเมตตา พระอำนาจของพระองค์สามารถขจัดปัดเป่าความชั่วร้ายและสิ่งไม่ดี และช่วยปกป้องจากภยันตรายทั้งปวง โดยรูปเคารพที่ประดิษฐานอยู่หน้าโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ จะอยู่ในภาคพระวิษณุทรงสุบรรณ หรือทรงครุฑ ผู้ที่เข้ามาสักการะส่วนใหญ่จะมาเพื่อขอพรให้ธุรกิจการค้าของตนเองเจริญรุ่งเรือง โดยใช้เครื่องสักการะที่มีสีเหลือง ได้แก่ พวงมาลัยดอกดาวเรือง ผ้าไทย และขนมไทย เช่น ทองหยิบ ทองหยอด
4.พระแม่ลักษมี ทรงเป็นชายาของพระนารายณ์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นเทวีแห่งความงดงาม และเป็นดั่งเทพผู้บันดาลโชคลาภ ความร่ำรวย และความอุดมสมบูรณ์ พระองค์มักประทานความสำเร็จในการประกอบกิจการ การเจรจาต่อรอง การทำมาค้าขาย การประกอบธุรกิจทุกสาขา ประดิษฐานอยู่บริเวณดาดฟ้าชั้นสี่ ศูนย์การค้าเกษร เครื่องสักการะ คือ ดอกบัวบานสีชมพูเข้ม เหรียญ หรือสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์แสดงความมั่งคั่ง และอ้อยหรือน้ำอ้อย

5.พระพิฆเนศวร เป็นมหาเทพที่ผู้คนนับถือในฐานะเทพแห่งศิลปวิทยาการ ขจัดอุปสรรค และอำนวยความสำเร็จในทุกสิ่ง ซึ่งพระองค์ทรงเป็นเทพเจ้าแห่งสากล ที่มีผู้เคารพนับถือมากที่สุดองค์หนึ่งในทั่วโลก ศาลบูชาพระพิฆเนศวรตั้งอยู่บริเวณลานด้านหน้าห้างสรรพสินค้าอิเซตัน ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยเครื่องสักการะ ได้แก่ พวงมาลัยดอกดาวเรือง กล้วย อ้อย หรือน้ำอ้อย มะม่วงสุก ทับทิม นมสด และนมเปรี้ยว ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว เป็นต้น
6.พระตรีมูรติ หรือเทพทัตตาเตรยะ ถือว่าเป็นเทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศาสนาพราหมณ์ เป็นการรวมกันของมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ถึง 3 พระองค์ เข้าด้วยกัน ซึ่งก็คือ พระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ ที่ถือว่าเป็นผู้สร้าง ผู้รักษา และผู้ทำลาย การรวมอานุภาพของมหาเทพ 3 พระองค์ไว้ในองค์เดียวกัน ผู้บูชาย่อมบังเกิดความเป็นสิริมงคล และความสมบูรณ์พูนสุขในชีวิต ดุจดังพลานุภาพของเทพทั้ง 3 โดยมีเครื่องสักการะ คือ ธูปแดง 9 ดอก เทียนแดง กุหลาบแดง และผลไม้
7.พระแม่อุมาเทวี หรือพระแม่ปารวตี คือ พระนามแห่งพระแม่ผู้เป็นใหญ่ในจักรวาล เป็นเทวีแห่งอำนาจวาสนาและบารมีอันสูงสุด พระองค์ทรงประทานพรด้านความสมบูรณ์ ความอิ่มเอม ความผาสุกในการครองเรือน ครอบครัวที่เปี่ยมสุข โดยเครื่องสักการะควรเป็นขนมที่มีรสชาติมัน ปราศจากเนื้อสัตว์ และไม่มีกลิ่นหอมแรงเกินไป ตลอดจนผลไม้และธัญพืชทุกชนิด

8.พระนารายณ์ อยู่บนหลังพญาอนันตนาคราช หรือพญานาค มีอีกชื่อหนึ่งว่า “หริ” แปลว่า ผู้ดูแลแห่งจักรวาล ถือเป็นเทพสูงสุด ลักษณะเป็นองค์สีดำ ประดิษฐานอยู่กลางสระน้ำที่รายล้อมด้วยต้นไม้นานาชนิด อยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่เหมือนหน้าอินเตอร์คอนฯ ที่ประทับบนหลังพญาครุฑ สิ่งที่ใช้สักการะ : ธูป 9 ดอก เทียน 1 คู่ และดอกดาวเรือง 1 พวง
สำหรับงาน โอม : สดุดีแด่กษัตริยาธิราช ณ ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ จะเริ่มให้ประชาชนเข้าสักการะ 8 องค์เทพ และชมการแสดงภาคบันเทิงได้ตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค. 2560 และมีขบวนแห่และพิธีเปิดในวันที่ 31 ธ.ค. 2560 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. และ 17.00 น.ตามลำดับ และจะจัดไปถึงวันที่ 2 ม.ค. 2560