ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
20 ธันวาคม 2559 เวลา 11:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/471120

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร, มินิมอร์
ใครๆ ก็เป็นนักเขียนได้ เพราะในโลกออนไลน์มีพื้นที่เหลือเฟือให้ทุกคน อย่างเว็บไซต์ มินิมอร์ (minimore.com) ที่เปิด มินิมอร์ เมกเกอร์ส พื้นที่สำหรับนักเขียนมือใหม่ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่าน
รูปแบบที่น่าสนใจ และสามารถสร้างรายได้จากการเขียนโดยไม่ต้องพึ่งสำนักพิมพ์ หรืออย่างสตอรี่ล็อกและฟิกชั่นล็อก สองช่องทางที่มีพื้นที่ให้บันทึกประสบการณ์และเปิดกระดานเขียนนิยายขาย ซึ่งล้วนแต่เป็นช่องทางออนไลน์ให้ทุกคนเขียนได้และเข้ามาอ่านได้บนหน้าจอ
ตลาดค้าคอนเทนต์ออนไลน์
มินิมอร์ เมกเกอร์ส (Minimore Makers) ที่เชื่อว่าเรื่องราวหลากหลายรอให้ทุกคนสร้างเป็นคอนเทนต์ใหม่ลงมินิมอร์ เมกเกอร์ส พื้นที่สำหรับแบ่งปันไอเดียของเรากับผู้อ่านและผู้ชมทั่วประเทศ ไม่ว่าจะงานเขียน งานวาด คลิปวิดีโอ เพลง หรือภาพยนตร์ เพราะความสร้างสรรค์ไม่จำเป็นต้องสนุกเพียงลำพัง ซึ่งเป็นไอเดียของ ต่าย-ปฏิญญา เสงี่ยมจิตร์ และ แชมป์-ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท
มินิมอร์ และอดีตผู้ร่วมก่อตั้งบล็อก exteen.com ที่บุกเบิกการเขียนบล็อกออนไลน์ จนทำให้วัยรุ่นเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเขียนด้วยปากกามาเป็นแป้นพิมพ์
“เรามามองว่าตอนที่ทำบล็อกมันมีอะไรโอเค หรือไม่โอเค ทำให้เห็นว่าข้อด้อยอย่างหนึ่งของบล็อก คือคนที่มาเขียนจะได้เขียนให้คนอื่นอ่านอย่างเดียว แต่ไม่ได้อะไรจากงานเขียนมากไปกว่ายอดจำนวนคนอ่าน และด้วยแพลตฟอร์มของเว็บไซต์ก็ไม่ได้ซับซ้อนมาก เรามีพื้นที่โฆษณาให้คนเข้ามาซื้อแบนเนอร์อย่างเดียว ผมกับแชมป์เลยมาคิดกันว่าจะทำอะไรดีให้คนเขียนมีรายได้โดยตรง สามารถมีผลตอบแทนจากการเขียนได้ จึงเป็นไอเดียให้เกิดตัวมินิมอร์ เมกเกอร์ส”
ต่าย-ปฏิญญา เสงี่ยมจิตร์
จากไอเดียของสองหนุ่ม พวกเขาได้ไปยื่นเสนอต่อบันลือ กรุ๊ป จนได้ทำงานร่วมกัน ซึ่งช่วงแรกประมาณ 3 ปีที่แล้ว พวกเขาได้สร้างมินิมอร์ขึ้นก่อน เป็น มินิมอร์ สโตร์ ที่ให้ผู้อ่านสามารถลองอ่านตัวอย่างหนังสือ (Sample) ก่อนสั่งซื้อ และกดสั่งซื้อหนังสือของสำนักพิมพ์แซลมอน สำนักพิมพ์บัน สำนักพิมพ์บันลือ และอีกหลากหลายสำนักพิมพ์ ส่งตรงถึงบ้านผ่านการซื้อบนเว็บไซต์ จากนั้นเมื่อปีเศษๆ ที่ผ่านมาจึงได้มาจริงจังกับมินิมอร์ เมกเกอร์ส
“ไอเดียแรกเราจะทำเมกเกอร์ส แต่ในช่วงแรกเรายังไม่ได้เปิดตัวเมกเกอร์สขึ้นมา แต่เป็นการทดลองทำแพลตฟอร์มใช้ภายในกับตัวสำนักพิมพ์บันลือก่อน ซึ่งช่วงที่เปิดเมกเกอร์สให้คนเข้ามาเขียน คนก็เข้าใจอยู่แล้วแพลตฟอร์มลักษณะนี้คือเป็นยังไง ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อนคนไทยยังรู้จักแค่กระทู้ รู้จักเว็บบอร์ด รู้จักเขียนไดอารี่ แต่ยังไม่รู้ว่าการเขียนเรื่องเขียนบทความลงเว็บไซต์มันเป็นยังไงจนเรามีบล็อก แล้วพอมีบล็อกเราก็ได้พัฒนามาเป็นเมกเกอร์ส”
ถามต่อว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจหรือไม่ว่า การเขียนลงเว็บไซต์จะมีประโยชน์อย่างไร เขาตอบว่าคนเข้าใจแต่ยังไม่แน่ใจ “คนจะรู้สึกว่าฉันเป็นใครก็ไม่รู้ เป็นโนเนมแล้วถ้าไปเขียนจะมีคนมาอ่านมาซื้อหรือเปล่า ซึ่งเป็นประเด็นที่ทางเราพยายามสื่อให้คนทั่วไปรับทราบว่า คุณสามารถมาเขียนคอนเทนต์ได้ คอนเทนต์ของคุณมีมูลค่าอยู่นะ คุณสามารถขายได้ ไม่ใช่ว่าเขียนแล้วทิ้งเปล่า”
แพลตฟอร์มการเขียนคอนเทนต์ลงสื่อออนไลน์ในไทยมีหลายเจ้าให้บริการ ซึ่งเริ่มเปิดพร้อมๆ กันเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการเปิดเว็บไซต์ให้คนเข้ามาเขียนเป็นผลพวงหนึ่งของเทรนด์โลก ต่ายให้ข้อมูลว่าปัจจุบันทุกคนใช้สื่อออนไลน์มากขึ้น อย่างเพลงที่สมัยก่อนต้องรอซื้อเทปซื้อแผ่นซีดี แต่ตอนนี้ไม่มีใครรอแบบนั้นแล้ว แต่เปลี่ยนไปซื้อเพลงออนไลน์ที่สามารถเลือกได้ว่าชอบเพลงไหนก็ซื้อเพลงนั้น และทำให้ชีวิตสะดวกกว่าเดิมเพราะไม่ต้องไปซื้อหน้าร้านแต่สามารถจ่ายเงินผ่านมือถือได้ทันที หรือพูดได้ว่าทำให้คนจ่ายเงินในออนไลน์มากขึ้น ซึ่งเทรนด์มันจะเป็นไปแบบนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้เราเห็นว่าอีกหน่อยคอนเทนต์ต่างๆ คนจะซื้อกันมาก เพราะเมื่อเข้าไปในเว็บ สามารถจ่ายเงินเพื่อที่จะอ่านได้เลย ตรงกับพฤติกรรมของคนสมัยนี้ที่เมื่อจะซื้ออะไรก็อยากได้ของเดี๋ยวนั้น

เช่นเดียวกับพลังของคอนเทนต์ที่เขาเชื่อว่าทุกบทความมีมูลค่า และเมื่อมีมูลค่าเพียงพอคนอ่านก็จะยอมจ่ายเงิน ทว่าจะแน่ใจได้อย่างไรว่านักเขียนทั่วไปจะสามารถเขียนบทความที่มีแรงดึงดูดขนาดนั้น ต่ายตอบว่าฟังก์ชั่นของเว็บมินิมอร์มีความยืดหยุ่น เช่น การให้อ่านตัวอย่าง หรือการตั้งราคา ที่ขึ้นอยู่กับผู้เขียนว่าจะให้อ่านมากน้อยหรือขายถูกแพงอย่างไร
“สำหรับนักเขียนหน้าใหม่ที่ไม่มีชื่อเสียง เขาสามารถตั้งได้ว่า เช่น บทความครึ่งหนึ่งให้คนอ่านได้อ่านฟรีเหมือนเป็นทีเซอร์ ซึ่งผู้เขียนจะรู้ฟีดแบ็กจากคนอ่านได้ทันทีเพราะว่ามันเป็นออนไลน์ ถ้าเกิดฟีดแบ็กดีเขาก็สามารถตั้งราคาในตอนต่อไปได้ และยังแสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมคนอ่านไม่ได้มองตัวผู้เขียนเป็นหลักแล้ว แต่ดูเนื้อหามากกว่า ถ้าคอนเทนต์ดีเขาก็จะยอมซื้อต่อ และระบบออนไลน์ยังทำให้ผู้อ่านไม่ต้องรอให้เขียนจบเล่ม ผู้เขียนก็ไม่จำเป็นต้องเขียนตอนจบเลยทีเดียว เพราะสามารถเขียนเป็นตอนๆ และดูฟีดแบ็กเป็นตอนๆ ไป ซึ่งนี่เป็นข้อดีของระบบออนไลน์ที่หนังสือเล่มทำไม่ได้”
ปัจจุบันมีคนลงทะเบียนในมินิมอร์ เมกเกอร์ส ประมาณ 5,000 คน แต่มีคนเขียนประจำอยู่ประมาณ 1,000 คน ส่วนคนอ่านต่อวันมีมากกว่าหลายหมื่นคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่อยู่ในระดับกำลังเติบโต
เงื่อนไขในการเขียนไม่จำกัดว่าต้องเป็นนิยายเท่านั้น แต่สามารถเขียนอะไรก็ได้ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ เรื่องแต่ง ที่ไม่หมิ่นเหม่ต่อกฎหมาย ซึ่งบางคนได้นำเรื่องที่เคยเขียนในเฟซบุ๊กมารวบรวมเขียนในเมกเกอร์สเพื่อให้เรื่องไม่หายไปกับไทม์ไลน์ “ในเฟซบุ๊กพอเขียนแล้วมันจะหายไปตามฟีด แต่พอนำมาลงเมกเกอร์สจะสามารถจัดหมวดหมู่ได้ ลักษณะของเมกเกอร์สจะคล้ายๆ หนังสือ คือจะจัดเป็นเล่มๆ แบ่งบท แบ่งตอน จึงทำให้เขาสามารถนำข้อความที่หายไปในเฟซบุ๊ก นำมาใส่ไว้เมกเกอร์สที่มีระบบเก็บรักษาดีกว่า อยากหยิบมาอ่านตอนไหนก็ได้” เขากล่าว
มินิมอร์ เมกเกอร์ส จะมีรายได้จาก 2 ส่วน ได้แก่ การขายโฆษณาในเว็บไซต์ เช่น แบนเนอร์ หรือแอดเวอร์ทอเรียลต่างๆ และอีกส่วนคือส่วนแบ่งรายได้จากผู้เขียน ต่ายยังแสดงทัศนะเกี่ยวกับวงการสื่อในปัจจุบันว่า คนอ่านคอนเทนต์ออนไลน์มากขึ้นจริง แต่ยังเชื่อว่าสื่อสิ่งพิมพ์จะยังไม่หายไปไหน หนังสือจะอยู่กับคนต่อไปแต่จะไม่เป็นสินค้าที่ทุกคนต้องซื้อมาอ่าน แต่เปลี่ยนเป็นของสะสมเหมือนอย่างแผ่นเสียงไวนิลที่คนยังซื้อเก็บทั้งที่ไม่มีเครื่องเล่นก็เป็นได้
“ปัจจุบันคนมีความสนใจในหลายเรื่อง และแต่ละเรื่องคนก็มีความคิดเห็นหรือมีจินตนาการต่างกัน แต่ไม่มีพื้นที่ให้เขียน หรือเขียนแล้วไม่มีใครสนใจ คนอาจเปิดบล็อกส่วนตัวไว้แต่ไม่มีใครเข้าไปอ่าน ซึ่งตัวเมกเกอร์สกำลังจะบอกว่าเรามีพื้นที่ให้นะ เธอมาเขียนตรงนี้สิ และเรามีทีมคอนเทนต์ที่คอยอ่านทุกเรื่องเพื่อดูว่าวันนี้มีนักเขียนมาใหม่กี่คน เขียนเรื่องอะไรบ้าง และคอยอ่านทุกเรื่องที่เขียนมา ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่าคนนี้มีแววน่าสนใจ เราก็จะหยิบคนนี้ขึ้นมาแนะนำในเว็บไซต์ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างหนึ่งถ้าเขามาเขียนในเมกเกอร์ส และถ้าเขียนดีก็อาจมีสำนักพิมพ์มาติดต่อ หรือเขาสามารถรวบรวมผลงานไปเสนอต่อสำนักพิมพ์ได้ด้วย”
นอกจากนี้ ในปีหน้า บริษัท มินิมอร์ จะรุกสู่ด้านสมาชิกและสร้างชุมชน หลังจากปุกปั้นสร้างระบบมากว่า 2 ปี โดยจะสร้างชุมชนในเว็บไซต์ พยายามเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างผู้อ่านและผู้เขียน รวมถึงการพัฒนาเว็บไซต์บนสมาร์ทโฟนและริเริ่มแอพพลิเคชั่น
(Storylog.co)
สตอรี่ล็อก
พื้นที่รวบรวมเรื่องราวของทุกคนไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ชีวิต ความรู้ และก้อนความคิดที่อยากจะส่งต่อเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ หรืออย่างน้อยก็ช่วยสร้างรอยยิ้มที่เปลี่ยนวันเศร้าๆ ให้กลายเป็นวันสดใสให้หลายๆ คนได้ นี่เป็นคอนเซ็ปต์ของสตอรี่ล็อก (Storylog.co) ของ ปิ๊ปโป้-เปรมวิชช์ สีห์ชาติวงษ์ ชายผู้สร้างพื้นที่ขึ้นมาโดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทน
เขาเล่าว่า สตอรี่ล็อกเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งเป็นยุคต้นของโซเชียลมีเดียที่คนเริ่มชอบแชร์เรื่องราวในเฟซบุ๊ก และพันทิป เขาเห็นเป็นเรื่องน่าเสียดายที่เวลาคนตั้งสเตตัส หรือคนแชร์ในสิ่งที่น่าสนใจ แต่ไม่มีพื้นที่เก็บให้เป็นระเบียบ จึงคิดที่จะสร้างศูนย์รวมและทำตัวสตอรี่ล็อกขึ้นมา
“ในตอนแรกเราไม่ได้โฟกัสไปที่งานเขียนมากขนาดนั้น เราคิดว่าคนจะมาแค่ตั้งสเตตัส หรือบ่นอะไรยาวๆ แต่พอเปิดมาเรื่อยๆ มันก็เริ่มหาจุดเด่นให้ตัวเอง โดยคนที่มาเขียนส่วนใหญ่เป็นคนชอบเขียน เปลี่ยนจากแค่คนเล่ากลายเป็นคนเขียนมากขึ้น”
ส่วนใหญ่ผู้เขียนจะถ่ายทอดประสบการณ์ที่ผ่านการตกตะกอนมาแล้ว หรือประเด็นใหม่ที่ตัวเองไม่เคยรู้มาก่อน หรือเป็นข้อคิดดีๆ ในการใช้ชีวิต ซึ่งทุกข้อความจะถูกเผยแพร่เป็นสาธารณะ ไม่สามารถตั้งค่าให้เป็นส่วนตัวได้ โดยฟอร์แมตของสตอรี่ล็อกจะเน้นไปที่การเขียน ใส่รูปได้แค่รูปเดียว เพื่อป้องกันการรีวิวโฆษณาขายของและเพื่อเจาะจงไปที่คนชอบเขียนจริงๆ
“คนเขียนไม่ได้รายได้ แต่จะได้ประโยชน์สองอย่าง คือ Reflection เพราะเวลาที่จะเขียนอะไรคุณต้องสะท้อนอะไรบางอย่างมาจากความคิดเหมือนได้คุยกับตัวเอง กับ Expression ออกไป และได้คุยกับคนอื่นอีกทอดหนึ่ง นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้โชว์ผลงาน บางคนสำนักพิมพ์มาเห็นก็ได้ตีพิมพ์เป็นนักเขียนหลายคน แล้วถ้าถามผมว่าผมได้อะไรไหม คำตอบคือผมไม่ได้อะไรเลย” เขากล่าว
ปิ๊ปโป้
สตอรี่ล็อกมีหลักชัดเจนว่าเป็นเพียงพื้นที่กลางจะไม่หักเปอร์เซ็นต์ ไม่ขาย ไม่มีโฆษณา หรือเรียกว่าเป็น Non-Profit กลายๆ แต่ไม่ได้รับเงินบริจาค เขาจึงนิยามให้มันเป็นโมเดลสตาร์ทอัพที่ทำจากเล็กๆ เพื่อพัฒนาให้เป็นธุรกิจต่อไป ซึ่งปัจจุบันมีคนเขียนเรื่องในสตอรี่ล็อกมากถึงวันละ 200 เรื่อง มีนักเขียนประมาณ 1 หมื่นคน มีคนอ่านวันละ 2-3 แสนคน และมีเรื่องราวในสตอรี่ล็อกรวมประมาณ 7.5 หมื่นเรื่อง
นอกจากนี้ ปิ๊ปโป้ยังเป็นคนก่อตั้งฟิกชั่นล็อค (Fictionlog.co) ธุรกิจหารายได้จากการอ่านนิยายออนไลน์ ซึ่งเปิดตัวมาได้ 4 เดือน มีนิยายออกมาแล้ว 500 เรื่อง ส่วนแบ่งรายได้ 50-50 ระหว่างคนเขียนและสตอรี่ล็อก โดยรายได้มาจากการขายบทนิยาย บทละ 3-9 บาท แบ่งเป็นหลายประเภท เช่น โรแมนติก แฟนตาซี ดราม่า รักวัยรุ่น นิยายวาย อีโรติก เป็นต้น
“เปิดมา 4 เดือนถือว่าเติบโตเร็ว เพราะตอนนี้ฟิกชั่นล็อคสามารถสร้างรายได้ได้จริง บางคนได้ถึงเดือนละหมื่นแตกต่างจากสตอรี่ล็อกที่ยังไม่มีรายได้ ซึ่งไม่ว่าอย่างไรเราก็ยังมองตัวเองว่าเป็นสตาร์ทอัพ” เขาเปิดเผย
กลายเป็นว่าทุกเรื่องราวในปัจจุบันไม่ว่าจะบทความ นิยาย หรือการ์ตูน ล้วนเปลี่ยนจากหน้ากระดาษไปอยู่ในโลกออนไลน์ โลกที่ง่ายต่อการเข้าถึง ง่ายต่อการอ่าน และง่ายต่อการซื้อ ซึ่งเป็นวิถีที่ถูกพัฒนาตามพฤติกรรมของมนุษย์ที่ โก ออนไลน์ ไปในทุกเรื่องของชีวิต