งานที่ถูก เทคโนโลยีไล่ล่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มกราคม 2560 เวลา 16:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/473495

งานที่ถูก เทคโนโลยีไล่ล่า

โดย…โยธิน อยู่จงดี

การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในโลกนี้ ย่อมนำมาซึ่งโอกาสและความสูญเสียในคราวเดียว ขึ้นอยู่กับว่าใครจะได้รับโอกาสหรือความสูญเสีย การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีก็เช่นกัน ทุกวันนี้เทคโนโลยีเข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของเราอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แรกๆ นั้น ดูเหมือนชีวิตมนุษย์จะสะดวกสบายมากขึ้น แต่สุดท้ายความสะดวกสบายจากเทคโนโลยีก็ทำให้ใครหลายคนต้องตกงาน มาดูกันมีอาชีพอะไรบ้างที่กำลังถูกเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่มนุษย์ในอนาคต

5 อาชีพที่เสี่ยงต่อการเลิกจ้าง

อรภัค สุวรรณภักดี นักวิชาการอิสระด้านเทคโนโลยีเครือข่ายสังคม นักเขียนหนังสือทำตลาดบนเฟซบุ๊ก วิเคราะห์อาชีพที่จะถูกเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ว่า เราจะไม่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในเร็ววัน แต่ทุกอย่างจะค่อยๆ เข้ามาแทนที่ทุกอย่างในที่สุด ซึ่งงานที่จะถูกเข้ามาแทนที่เป็นอันดับแรกๆ ก็คือ

1.งานแปลเอกสาร งานล่าม คนทำงานเหล่านี้จะลดจำนวนลงในอนาคต ด้วยแอพแปลภาษาที่สามารถแปลใจความหลักๆ ได้ตรงความหมายมากขึ้น แม้ว่าในปัจจุบันจะยังใช้งานได้ไม่ค่อยเต็มที่ แต่เชื่อว่าในอนาคตแอพแปลภาษาจะเข้ามาทำหน้าที่แทนล่ามในอนาคต เมื่อก่อนการแปลเป็นงานที่ต้องใช้คนที่มีความรู้ทางภาษาเฉพาะ อะไรนิดหน่อยก็ต้องอาศัยคนช่วยแปล แต่ต่อไปเรื่องทั่วไปจะใช้แอพพลิเคชั่นแปลภาษาเข้ามาช่วย ส่วนงานที่จะต้องใช้คนแปลจริงๆ จะเหลือแค่เอกสารที่มีความสำคัญสูงเท่านั้น

2.งานสื่อมวลชน อีกงานหนึ่งคืออาชีพสื่อ ในระยะไกลจะลดทั้งระบบ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ อย่างแน่นอน เพียงแต่ในระยะเวลาอันสั้นนี้จะไม่เห็นผลจากมันมากนัก แต่ในระยะยาวอีกราวๆ 10 ปีจากนี้ เราจะเห็นได้ชัดเจนอย่างมาก หนังสือพิมพ์ตอนนี้ชัดเจนอยู่แล้วว่าคนอ่านกระดาษน้อยลง หันไปอ่านจากหน้าจอออนไลน์กันมากขึ้น แต่ในระยะยาวงานข่าวโทรทัศน์จะลดจำนวนคนทำงานลงมาให้เหลือเพียงไม่กี่คน จากแต่ก่อนต้องมีอุปกรณ์ตัดต่อมากมาย ก็อาจจะเหลือเพียงแค่กล้องหรือสมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวที่สามารถตัดต่อและถ่ายทอดสดได้เลย เพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต เพราะเดี๋ยวนี้เรามีพวกเฟซบุ๊กไลฟ์หรือแอพพลิเคชั่นถ่ายทอดสดต่างๆ ที่มีมากขึ้น เราจินตนาการว่าในอนาคตแอพโซเชียลมีเดีย แอพสื่อสารทั้งหมดสามารถถ่ายทอดสดได้ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ทีมงานจำนวนมากเหมือนปัจจุบัน

3.พ่อค้าคนกลางจะหายไปมากถึง 70% ในทุกตลาดทุกสินค้าอย่างแน่นอน ลองนึกภาพง่ายๆ จากเหตุการณ์ราคาข้าวตกต่ำที่ผ่านมา ซึ่งโดยปกติแล้วคนทั่วไปไม่มีทางได้ซื้อข้าวจากชาวนาอย่างแน่นอน เพราะเขาไม่รู้จัก แต่ต่อไปถ้ามีการจัดตั้งเว็บไซต์รัฐบาลที่เป็นตัวกลางในการติดต่อซื้อขายข้าว ชาวนาก็จะขายข้าวได้ง่ายขึ้น รวมทั้งการมีโซเชียลมีเดียก็ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงติดต่อซื้อข้าวจากชาวนาได้โดยตรง โดยตัวแปรเรื่องเวลาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลตั้งเป้าจะให้มีอินเทอร์เน็ตเข้าถึงทุกหมู่บ้าน การใช้โซเชียลมีเดียเพื่อการซื้อขายข้าวโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางก็จะเป็นไปได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

4.พนักงานธนาคารและคอลเซ็นเตอร์ ในต่างประเทศงานเหล่านี้จะถูกทดแทนด้วยระบบตอบรับอัตโนมัติในการให้ข้อมูล จะใช้คนตอบก็ต่อเมื่อปัญหานั้นมีความยุ่งยากและต้องการแก้ปัญหา ดังนั้น ระบบใหม่ก็จะมีการใช้ระบบอัตโนมัติมากขึ้น พอๆ กับการใช้ระบบอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง หรือแอพพลิเคชั่นการเงินเข้ามาลดขั้นตอนความยุ่งยากในการเดินทางไปธนาคารเพื่อทำธุรกรรมต่างๆ เช่น การโอนเงิน ฝากเงิน การทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ก็จะเริ่มทำผ่านแอพธนาคารมากขึ้น สามารถทำทุกอย่างผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งจะทำให้พนักงานส่วนใหญ่มีเวลาว่างมากกว่าเดิม อาจจะส่งผลให้เกิดการปิดตัวของสาขาย่อยต่างๆ มากขึ้น

5.อาชีพตัวแทนขายประกัน ต่อไปการซื้อประกันจะซื้อผ่านเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นกันหมด รวมทั้งการอนุมัติก็จะมีการอนุมัติแบบออโต้ผ่านฐานข้อมูลของเครดิตบูโร เป็นระบบตรวจสอบเบื้องหลังที่สามารถเช็กเบื้องหลังได้ว่าใครมีประวัติการทำธุรกรรมทางการเงินอะไรไปบ้าง จึงสามารถอนุมัติได้ในทันที ดังนั้น ตัวแทนขายประกันเหล่านี้จะถูกลดบทบาทลงไปอย่างมาก บริษัทจะสามารถขายสินค้าถึงผู้บริโภคโดยตรงผ่านระบบไอที ซึ่งคล้ายๆ กับพ่อค้าคนกลางที่ถูกลดบทบาทของตัวเองลงไปด้วยโซเชียลมีเดีย

เปลี่ยนช้าๆ แต่ทว่าแน่นอน

ไตร-ชีพธรรม คำวิเศษณ์ Youtuber และอาจารย์สอนโซเชียลมีเดียเพื่อการประชาสัมพันธ์ อธิบายขยายภาพให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงต่อว่า

“ผมคิดว่ามันจะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในบางอุตสาหกรรม อย่างอเมซอนเปิดร้านสะดวกซื้อรูปแบบที่ไม่มีพนักงานเก็บเงินเป็นร้านทดลองอยู่ ถ้าถามว่าในประเทศไทยให้เปิดร้านที่ไม่มีพนักงานเก็บเงินให้ลูกค้าเดินหยิบสินค้ามาจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตหรือเอทีเอ็มเองจะทำได้ไหม ผมเชื่อว่ามันจะไม่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วขนาดนั้น  หรือถามว่ากระแสการใช้รถแท็กซี่ไร้คนขับ ซึ่งตอนนี้เริ่มมีการพัฒนาก็คงยังไม่ใช่ในเร็วๆ นี้ แต่ผมมองว่าจะเป็นอีกประมาณ 10 ปี ถึงจะเปลี่ยนเป็นเทรนด์การใช้งานแบบนั้น

“ตอนเด็กๆ ผมอยู่เชียงใหม่ เคยคิดว่าเราสามารถไปกลับกรุงเทพฯ ด้วยเครื่องบินได้ไหม นั่นคือความคิดผมเมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งสมัยนั้นคนใส่สูทขึ้นเครี่องบินกันนะ แต่เดี๋ยวนี้ใส่กางเกงขาสั้นคีบรองเท้าแตะขึ้นเครื่องกันได้แล้ว  หรืออย่างซื้อตั๋วเครื่องบินในเซเว่นอีเลฟเว่นสมัยก่อนก็ทำไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้ทำได้ นั่นเรียกว่าอีโวลูชั่นหรือพัฒนาการในการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ไม่ใช่เรฟโวลูชั่นหรือการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงในทันทีทันใด ค่อยๆ ปรับไปเรื่อยๆ เหมือนอี-เลิร์นนิ่ง ที่สมัยก่อนเราคิดว่าจะมีปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการศึกษา แต่มันจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กละน้อยจนเริ่มมีคนยอมรับและหันมาใช้งานกันมากขึ้น ถ้าไม่ได้ศึกษาเรียนรู้การใช้สมาร์ทโฟน ลองใช้อะไรใหม่ๆ ที่เข้ามา ไม่รู้จักสมาร์ททีวี หรือใช้โดรนเราก็จะตกยุคไปอย่างแน่นอน”

ชีพธรรม เล่าเสริมต่อว่า

“ผมมองว่าอาชีพแรกที่จะถูกลดก็คือพนักงานธนาคาร บอกได้เลยว่าตอนนี้ผมเองแทบจะไม่ได้ไปแบงก์แล้ว ทำทุกอย่างผ่านสมาร์ทโฟนทั้งหมด ขนาดคุณแม่ของผมยังโอนผ่านมือถือแล้วเลย เสียค่าโอนแทนค่าเดินทางน้อย  หรือแม้แต่สลากออมสินผมก็สามารถซื้อผ่านดิจิทัลได้เลย

“ครูในมหาวิทยาลัยจะลดลง เพราะสมาร์ทโฟนจะกลายเป็นมหาวิทยาลัยแทน ด้วยการศึกษาผ่านคลิปในยูทูบต่างๆ หรือแม้แต่แอพที่ขายความรู้เฉพาะทางก็จะมีให้คนเข้าไปซื้อความรู้มาศึกษาได้เลย เฉพาะวิชาที่คนสนใจอยากจะเรียนก็ได้

“เทรนด์ของโลกมันเปลี่ยนไป อาชีพในการทำงานของคนยุคใหม่จะไม่ได้มีงานที่สร้างรายได้เพียงอาชีพเดียวอีกต่อไป เช่น คนอเมริกันในตัวเมืองก็มักจะมี 2-3 จ๊อบเพื่อหารายได้เพิ่ม กลางวันทำงานเป็นแม่บ้านทำความสะอาด กลางคืนทำงานเสิร์ฟในร้านอาหาร แบบนี้เป็นต้น บางอาชีพก็มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น การขับแท็กซี่ คนก็ไม่ได้ไปขวนขวายหาแท็กซี่มาขับ แต่จะเป็นการรับจ๊อบขับรถผ่านอูเบอร์ เป็นต้น”

ปรับตัวเท่านั้นถึงจะอยู่รอด

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดในโลกใบนี้จะอยู่รอดได้ต้องรู้จักปรับตัว ในโลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีครอบงำก็เช่นเดียวกัน อรภัค แนะนำแนวทางในการปรับตัวในโลกยุคใหม่ว่า

“คนที่ทำอาชีพที่มีแนวโน้มจะถูกลดทอนการจ้างงาน หนทางในการเอาตัวรอดของพวกเขาก็คือการหาอาชีพอื่นที่มีการใช้ทักษะอาชีพที่ใกล้เคียง หรือหาธุรกิจที่ใช้ทักษะตามความถนัดด้านอื่นๆ หรือหาหนทางสร้างรายได้ด้วยการเข้าสู่โลกดิจิทัลมากขึ้น เช่น อาชีพงานช่างต่างๆ ก็อาจจะสร้างช่องทางร้านที่มีราคาชัดเจน มีรีวิวบริการสินค้า ทำให้ลูกค้าสามารถรู้ได้ว่าช่างคนนี้ดีไหม และราคามาตรฐานเป็นเท่าไร ไม่ใช่ช่างตั้งราคาสูงได้ตามใจชอบ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับเขามากขึ้น

“บางอาชีพ เช่น งานด้านเกษตรกรรมการท่องเที่ยว ธุรกิจที่เกี่ยวกับด้านอาหารจะยังคงไปได้ดี และอาชีพที่น่าจะไปได้รอดในอนาคตก็คืออาชีพด้านไอที ต่อไปบริษัทขนาดกลางและใหญ่จะต้องมีฝ่ายไอทีที่เข้ามาดูแลระบบทำงานของบริษัทมากขึ้น เพื่อทดแทนการจ้างงานในตำแหน่งอื่นๆ งานที่เกี่ยวกับงานออกแบบ กราฟฟิก ธุรกิจเกี่ยวกับแพทย์และความงาม รวมทั้งงานด้านวิทยาศาสตร์การคิดค้นสร้างนวัตกรรมต่างๆ จะเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น”

 

ชีพธรรมทิ้งท้ายแก่ทุกคนได้อย่างน่าสนใจว่า

“เราต้องพัฒนาตามสิ่งที่เปลี่ยน มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปในทันทีทันใด ในโลกใบนี้มีบริษัทที่ผลิตเทคโนโลยีขาย มันอาจจะโดนพฤติกรรมคนหรืออาจจะไม่โดน ถ้าโดนก็เกิดอิมแพ็คต่อผู้คน แต่ถ้าไม่โดนก็เจ๊ง แม้แต่กูเกิลเองก็เคยพลาด เช่น ตอนออกกูเกิลกลาสก็ไปไม่รอด หรืออย่าง สตีฟ จ็อบส์ คิดทำคอมพิวเตอร์ฝ่ามือเป็นคนแรกๆ ก็เจ๊งเป็นคนแรก แต่ในคอนเซ็ปต์เดียวกันยุคของเครื่องปาล์ม ที่นำคอมพิวเตอร์มือถือบวกอินเทอร์เน็ตก็เกิดเลย หรืออย่างแบล็คเบอร์รี่ สมาร์ทโฟนที่เกิดก่อนใครเพื่อน แต่ก็ไปก่อนใครเพื่อนเช่นกัน เพราะเขา
ไม่ปรับตัว

“หากคุณคิดจะอยู่ได้ในโลกที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลก คุณต้องเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หนทางที่คนเราจะเรียนรู้เทคโนโลยีและปรับตัวได้ตามโลกได้ดีที่สุดคือ ห้างสรรพสินค้า คุณเดินเข้าไปเลยเข้าไปเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ดูว่าคนระดับบนเขาแข่งกันอย่างไร ดูว่ากระเป๋าใบละเป็นแสนเขาขายยังไง ทำไมเขาถึงขายได้ ไปดูลำโพงคู่ละ 10,000 ดูว่าต่างจากลำโพงตัวละ 500 บาทของเรายังไง ให้เซลส์ที่ขายลำโพงอธิบายให้ฟัง ไปดูโดรนว่าเป็นอย่างไร อีกหน่อยอาจจะมีสมาร์ทโฟนเป็นโดรนด้วยก็ได้ อยากเรียนรู้ไปเดินห้างเพราะเป็นมหาวิทยาลัยในการเรียนรู้ธุรกิจที่ชัดเจนที่สุด ศึกษาการแข่งขันทางธุรกิจแล้วนำมาปรับใช้กับตัวเรา

“เทคโนโลยีไม่มีทางเดินถอยหลัง มีแต่พัฒนาไปข้างหน้าขึ้นเรื่อยๆ เราต้องเข้าไปเรียนรู้ว่ามันเปลี่ยนแปลงอย่างไร คนไทยเราไม่ใช่เจ้าของเทคโนโลยี เราแค่เรียนรู้และนำมาปรับใช้ในชีวิตให้ดีขึ้น แค่นี้เราก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับโลกยุคใหม่ได้แล้ว”

 

Leave a comment