ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
01 มกราคม 2560 เวลา 11:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/473335

โดย…พริบพันดาว
ในปี 2556 อังคาร จันทาทิพย์ ได้รับรางวัลซีไรต์ในช่วงต้นปี 2560 นี้ เขาจะมีรวมบทกวีนิพนธ์เล่มใหม่หมาด “ระหว่างทางกลับบ้าน” ออกวางจำหน่าย เขาพูดถึงแรงบันดาลใจและที่มาที่ไปของหนังสือเล่มนี้ว่า
“ถ้ามีโอกาสได้อ่านรวมบทกวี ‘หัวใจห้องที่ห้า’ คงพอสังเกตเห็นจากคำนำที่บอกเล่าเรื่องราวช่วงก่อนพ่อและแม่จะเสียชีวิต เราออกจากบ้านมาเรียนหนังสือที่รามคำแหงตั้งแต่ปี 2536 ตามประสาคนหนุ่ม ไม่ใช่หลงเมืองหรืออะไรนะ เราเพียงแต่รู้สึกว่าโลกนี้มันกว้างไกล ชวนให้ออกเดินทาง ตระเวนไปโน่นมานี่ แล้วการอ่านหนังสือเยอะขึ้น เดินทางเยอะขึ้นมันเป็นส่วนสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับการเขียนบทกวีในช่วงวัยนั้นอย่างมาก ถ้าไม่มีธุระหรือเทศกาลสำคัญแทบจะไม่ได้กลับบ้าน แต่พอช่วงพ่อป่วย เรากลับบ้านบ่อยมากขึ้น เหมือนถนนของคนหนุ่มโค้งกลับคืนสู่บ้าน เป็นการกลับไปสำรวจบ้านเกิดของตัวเองอย่างจริงจังถ้วนถี่มากขึ้น เราเขียนถึงเรื่องราวอื่นๆ ผ่านบทกวีมาหลายเล่มแล้ว แต่ไม่เคยเขียนถึงครอบครัว ญาติพี่น้อง บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองอย่างจริงจังเลย จุดเริ่มต้นมาจากตรงนั้น”
อังคาร บอกต่อว่า ถ้าลองสังเกตช่วงท้ายๆ ของรวมบทกวี “หัวใจห้องที่ห้า” จะเห็นเรื่องราวเกี่ยวบ้านเกิด เรื่องเล่าเกี่ยวกับภาคพื้นถิ่นอีสานบ้านเราอยู่หลายสำนวน นั่นเป็นช่วงหลังจากที่พ่อแม่เสียชีวิตแล้ว ทำให้เขาอยากเล่าอยากเขียนถึงความรู้สึกสะทกสะเทือนใจนั้นออกมา
“อย่างในบทกวีชื่อ ‘บ้านไม่มีใครอยู่’ ก็เกิดขึ้นจากความรู้สึกเช่นนั้น ต้องบอกว่าบทกวีเหล่านี้นอกจากจะเป็นภาพจำลองของครอบครัวตัวเองหลังจากเสียเสาหลักแล้ว ยังเป็นภาพจำลองของครอบครัวชาวอีสานในยุคปัจจุบันที่กำลังเปลี่ยนแปลงและเป็นไปด้วย คือ นอกจากสายสัมพันธ์ของคนในแต่ละครอบครัว ชุมชนที่เคยเกี่ยวร้อยกันไว้อย่างแนบแน่นจะขาดหาย หรือเงื่อนไขปัจจัยต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในยุคสมัยปัจจุบันจะทำให้ระบบความสัมพันธ์แบบเดิมเปลี่ยนไปแล้ว ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างโยงใยกันอยู่ ซึ่งไม่ใช่แค่การอพยพของผู้คนในภาคแรงงานเท่านั้น หากแต่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบางส่วนมาจากการไหลเวียนข้ามไปข้ามมาของผู้คน ข้อมูล ข่าวสาร เทคโนโลยี ทุน ซึ่งไม่ใช่การข้ามพรมแดนทางกายภาพเท่านั้น แต่รวมถึงพรมแดนความเชื่อด้วย เช่นเดียวกับความเป็นเมืองที่รุกเข้าไปในชนบท ขณะความเป็นชนบทก็รุกเข้าไปในเมืองในหลากหลายๆ มิติ ซึ่งอาจจะผลดีและช่วยแก้ไขข้อจำกัดบางอย่างในการดำเนินชีวิตของผู้คน แต่ขณะเดียวกันก็อาจจะสร้างปัญหาบางอย่างตามมา คล้ายๆ ภาพของโลกสองใบของอดีตกับปัจจุบัน ความเชื่อเก่าและใหม่ คู่ขนานกัน บางทีก็เหลื่อมเข้ามาอยู่ในกันและกันด้วย

“ด้วยหลายสิ่งหลายอย่างที่โยงใยกันอยู่อย่างซับซ้อน มันทำให้เราเขียนถึงเฉพาะบ้านของตัวเอง ครอบครัวของตัวเองไม่ได้ เพราะมันไม่สามารถจะบอกเล่าเรื่องราว ประเด็นเหล่านี้ได้หมด ฉะนั้นการสร้างบ้านแต่ละหลังขึ้นในรวมบทกวี ‘ระหว่างทางกลับบ้าน’ เล่มนี้ จึงเหมือนบ้านแต่ละหลังจำลองประเด็นที่กำลังเกิดขึ้นเป็นไปในแต่ละประเด็น อย่างที่บอกไว้ในคำนำว่า หากพ่อ แม่ ลูก ญาติพี่น้อง คือส่วนสำคัญในการยึดโยงโครงสร้างของครอบครัวหนึ่ง บ้านหนึ่งหลังก็ย่อมมีนอต ตะปู เหล็ก ไม้ ปูนซีเมนต์ เสาเข็ม หลังคา และอื่นๆ ยึดโยงโครงสร้างบ้านแต่ละส่วนเข้าไว้ด้วยกัน”
แน่นอนในกระบวนการทำงานหลังจากได้รางวัลซีไรต์ ถามว่าเกร็ง มีเปลี่ยนแปลงหรือกดดันมากน้อยอย่างไร? เขาตอบว่า
“ไม่เกร็ง ไม่กดดันครับ เพราะเราคิดอยู่ตลอดระยะเวลาทำงานว่าต้องเขียนให้ได้อย่างที่เชื่อว่างานที่ดีเล่มหนึ่งควรจะเป็น เหมือนที่บอกเล่าไว้ในคำนำนั่นแหละครับว่า ตลอดสามสี่ปีที่ผ่านมา ไม่เฉพาะบทกวี ‘บ้านไม่มีใครอยู่’ ซึ่งพ่อแม่ ญาติพี่น้องของเราเป็นส่วนยึดโยงโครงสร้างสำคัญของบ้านเท่านั้น แต่เราอยากเล่าถึงหลากหลายชีวิตกำลังเผชิญสถานการณ์ยากลำบากต่างๆ นานา เช่น หญิงมุสลิมสามจังหวัดชายแดนใต้ สามีและลูกชายเธอหายไปกับสงครามความรุนแรง, นักอนุรักษ์ผู้ถูกบังคับให้สูญหายจากผืนป่าที่เขาพยายามปกป้อง ลูกเมียยังรอคอยสักวันเขาจะกลับมา, พี่น้องบ้านแตกเพราะเห็นต่างทางความคิด, นักโทษในเหตุการณ์ขัดแย้งทางการเมือง, ชาวโรฮีนจาอพยพหนีภัยจากยะไข่ กำลังลอยเรือกลางทะเล ไม่รู้จุดหมายปลายทาง, เด็กๆ ผู้คน พลเมืองของประเทศอารยธรรมเก่าแก่อย่างซีเรีย, หญิงกลางคนและลูกสาวผู้ถูกกล่าวหาเป็นปอบ, เศรษฐีอสังหาริมทรัพย์ผู้หลงลืมพิกัดสุสานบรรพชน, เจ้าของสื่อสิ่งพิมพ์ผู้กำลังเผชิญวิกฤตกลางภูมิทัศน์สื่อยุคใหม่เปลี่ยนแปลง, กวีผู้หลงรักแม่น้ำ, ชาวเลที่ถูกรุกพื้นที่ ถูกรื้อถอนบ้าน และสุสานบรรพบุรุษ และอีกมากมายหลายหลากชีวิต”