ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
07 มกราคม 2560 เวลา 13:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/474310

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน
หากจะมองหาเพื่อนสาวคู่ซี้ที่พร้อมลุย ไปไหนไปกันสักคู่คงไม่ใช่เรื่องยาก แต่หากจะถามหาคู่เพื่อนสาวที่สามารถรักษาเส้นใยแห่งมิตรภาพที่มีให้แก่กันมายาวนานถึง 19 ปีได้อย่างแข็งแกร่ง แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่สำหรับติ๊บ-สันติมาน์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา พิธีกรสาวสวยแห่งช่องทรูอินไซด์ และปอง-ปองนภา ประภาวัต เจ้าหน้าที่บริหารอาวุโสประจำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เธอคือหนึ่งในคู่เพื่อนสาวสุดซี้ที่พิสูจน์แล้วว่า กาลเวลาไม่อาจสร้างระยะห่างในความรักและความหวังดีที่ทั้งคู่มีต่อกัน
‘ติ๊บ’ คือตัวแทนผู้หญิงตัวเล็กแต่สตรอง
“เราสองคนรู้จักกันตอนเรียนนิเทศ จุฬาฯ ตอนแรกที่เราเห็นเขา ด้วยลุคที่สวย น่ารัก บวกกับนามสกุลเขา แถมยังเป็นเด็กเตรียมฯ เราก็แอบคิดในใจว่า เขาจะหยิ่งไหม ปรากฏว่าพอเข้าไปคุยก็ต้องมนต์เขาเลย (หัวเราะ)” ปอง เปิดฉากย้อนวันวานถึงจุดเริ่มต้นมิตรภาพร่วม 20 ปีของทั้งคู่อย่างออกรส

ปอง ยังบอกด้วยว่าเหตุผลที่ทำให้สายใยแห่งมิตรภาพของเธอทั้งคู่ถูกถักทอขึ้นอย่างแน่นหนา อาจเพราะถนนสายมิตรภาพของทั้งคู่ผ่านมาทั้งช่วงเวลาที่สนุก มีความสุข หัวเราะ และยิ้มด้วยกัน รวมทั้งช่วงเวลาที่แย่สุดๆ ในชีวิต เราก็จูงมือกันก้าวผ่านมา
“ตอนเรียนอยู่ประมาณปี 2 เป็นช่วงที่ติ๊บเริ่มป่วยเป็นมะเร็งรังไข่ เราเองก็ตกใจนะ กลัวว่าเขาจะไม่หาย เรารับรู้ความเจ็บปวดของเขาตั้งแต่เริ่มต้น ตอนที่เขาเริ่มมีอาการปวดท้อง เราก็อยู่เคียงข้างกันมาตลอด คอยไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล ช่วงนั้นติ๊บต้องขาดเรียนเยอะ วิชาไหนเรียนด้วยกัน เราก็จะช่วยเก็บเอกสาร เก็บเลกเชอร์ไว้ให้ ส่วนวิชาไหนที่เราไม่ได้เรียนด้วยกัน เพราะเราอยู่คนละเอก เราก็จะไปขอเพื่อนๆ ที่เรียนภาคเดียวกับติ๊บให้”

ปอง ยอมรับว่า ตอนนั้นเธอเองก็ทุ่มหมดหน้าตัก เพราะกลัวว่าโรคร้ายจะพรากเพื่อนรักจากเธอไป เวลาไปเยี่ยมต้องพยายามให้กำลังใจ เพราะตอนนั้นเขาก็ไม่ได้รู้ตัวว่าตัวเองป่วยหนักแค่ไหน
“ตอนนั้นเรารู้ทุกอย่าง รู้ว่าเขาป่วยเป็นมะเร็งขั้น 3 ร่างกายของเขาก็ทรุดลงเรื่อยๆ เราก็ได้แต่ให้กำลังใจหวังให้เขาหาย ซึ่งติ๊บเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมากจริงๆ เขาผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ และในที่สุดก็หายกลับมาเรียนตามปกติ ช่วงแรกๆ เขาก็ต้องใส่วิกมาเรียน ดูแลเรื่องอาหารการกินมากขึ้น”
หลังจากเรียนจบ ถึงแม้ต่างคนจะต่างมีเส้นทางของตัวเอง ติ๊บไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย แต่เราทั้งสองไม่เคยห่างกัน เรายังติดต่อกันตลอด เราไม่ใช่เพื่อนสาวที่ต้องโทรศัพท์คุยกันทุกวัน แต่อย่างน้อยทุกเดือนเราจะนัดเจอกัน 1 ครั้ง หรือเวลามีปัญหาอะไร ก็พร้อมจะโทรหากันตลอด

“19 ปีที่เราเป็นเพื่อนกันมา เขาอยู่เคียงข้างเรามาตลอด เขาทำให้เรารู้สึกว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา เราจะยังมีเขาอยู่เคียงข้างเราเสมอ บางครั้งเราแค่โทรไปร้องไห้กับเขา เขาก็พร้อมจะรับฟัง และเป็นที่ระบายให้กับเราฟังได้ทุกเรื่อง เราเองก็รู้สึกแบบนี้กับเขา และคิดว่าเราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป เราดีใจที่เราไม่ได้อยู่ในโมเมนต์ที่มีความสุขด้วยกันเท่านั้น แต่ยังอยู่ในช่วงที่วิกฤตที่สุดในชีวิตของเขาและผ่านเวลานั้นมาด้วยกัน ทำให้เรารู้สึกว่าเราต่างมีค่าสำหรับกันและกันมากแค่ไหน” ปอง กล่าวทิ้งท้าย
‘ปอง’ คือส่วนหนึ่งของครอบครัว
“อย่างที่ปองเล่า เราไม่ได้เป็นเพื่อนกันมาก่อน เพราะติ๊บเป็นเด็กสายวิทย์ เข้านิเทศแบบไม่มีเพื่อนจากโรงเรียนเลย ตอนแรกเราไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกัน จนตอนหลังคุยกันไปคุยกันมา จูนกันติดก็เลยมาอยู่กลุ่มเดียวกัน และกลายเป็นเพื่อนรักกันมาจนถึงทุกวันนี้” สาวร่างเล็กเล่าเสริมถึงจุดเริ่มต้นของมิตรภาพของทั้งคู่
ติ๊บ ยกให้ช่วงวิกฤตชีวิตของเธอเป็นช่วงที่เห็นน้ำใจของเพื่อนรักคนนี้ไม่น้อย เพราะในบรรดาเพื่อนๆ ที่น่ารักทุกคนที่หมุนเวียนกันมาเยี่ยมที่โรงพยาบาลไม่ขาด มีเพื่อนคนนี้ที่เจ้าตัวรับรู้ได้ว่ามาถี่เหลือเกิน
“ตอนที่เรารู้จักกันใหม่ๆ ติ๊บไม่เคยนึกนะว่าปองจะสวมบทเป็นโล่ปกป้องสำหรับใคร เพราะด้วยคาแรกเตอร์ของเขา แต่พอติ๊บป่วย จนกระทั่งหายกลับมาเรียน เขาเองเปรียบเหมือนโล่ที่ปกป้องติ๊บ เวลามีใครมาพูดไม่ดีกับเรา เขาจะโกรธแทนเรา ปกป้องเรา ติ๊บว่าบางครั้งในความโชคร้ายของเรา มันก็พาเราไปเจอกับอีกมุมของชีวิต ได้เห็นคนที่พร้อมจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต ซึ่งสำหรับติ๊บ คนคนนั้นคือปอง ซึ่งติ๊บว่าไม่ง่ายนะที่เราจะเจอคนที่เราคิดว่าจะเป็นเพื่อนกันตลอดชีวิต ซึ่งติ๊บโชคดีที่หาเขาเจอ แถมยังเจอเร็วด้วย”

นอกจากช่วงเวลาวิกฤตที่ผ่านมาด้วยกัน ติ๊บบอกว่า ถ้ามองย้อนไป ช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ที่นึกย้อนไปก็ยังสร้างรอยยิ้มได้เสมอก็มีไม่น้อย หนึ่งในเรื่องที่จำไม่ลืม คือวิชาขึ้นรถเมล์ที่เธอถ่ายทอดให้
“ติ๊บเป็นคนพาปองขึ้นรถเมล์ครั้งแรกในชีวิต เพราะแต่ก่อนเวลาจะไปสยามที จากคณะก็ต้องนั่งรถแท็กซี่ ซึ่งก็แพงนะ แถมบางทีไปกันหลายๆ คน แท็กซี่ก็ไม่อยากรับอีก เราเลยสอนเขาขึ้นรถเมล์ สอนตั้งแต่วิธีขึ้นและวิธีทรงตัวบนรถ (หัวเราะ) แต่สิ่งที่ลืมสอนคือ สเต็ปตอนก้าวลงจากรถ เพราะฉะนั้นประสบการณ์ลงรถเมล์ของปองเลยไม่ค่อยสวยนะ เกือบหน้าคว่ำไป”
อีกครั้งที่จำไม่ลืม คือตอนที่ปองต้องรับบทคุณหนูตกยาก คือตอนที่เธอไปเรียนปริญญาโทที่ออสเตรเลีย แล้วปองเดินทางไปเยี่ยมกะจะไปเที่ยวด้วยกัน แต่พอดีช่วงนั้นติ๊บทำงานที่ร้านอาหารไทยไปด้วย ด้วยความรักเพื่อนเขาเลยตามไปที่ร้าน ปรากฏวันที่ไปเกิดงานยุ่งเป็นพิเศษ ติ๊บต้องไหว้วานให้เขาสวมบทพนักงานจำเป็น ช่วยไปส่งอาหาร พร้อมเข้าครัวช่วยเตรียมอาหารด้วย ค่าตอบแทนที่ได้ในวันนั้นไม่ใช่ค่าแรง แต่เป็นอาหารเย็นมื้อหนึ่ง (ยิ้ม)
“มาถึงวันนี้ สำหรับติ๊บ ปองเป็นมากกว่าเพื่อน เขาเป็นเหมือนส่วนหนึ่งของครอบครัว เพราะคำว่าครอบครัว สำหรับติ๊บไม่ได้จำกัดความตามสายเลือดนะ แต่จำกัดความตามความรักที่เรามีให้กันและกัน ติ๊บคิดว่าเราสองคนเกิดมาเพื่อเป็นเพื่อนกัน เราใช้ความจริงใจที่มีให้แก่กันและกันมาตลอดเป็นพลังสร้างมิตรภาพของเราให้แข็งแกร่ง และไม่ว่าในอนาคตจะมีปัจจัยอะไรเข้ามา ติ๊บอยากจะบอกเขาว่าติ๊บพร้อมจะอยู่เคียงข้างเสมอไม่เปลี่ยนแปลง”
