หนูโจ อาร์ตแอนด์ฟาร์ม มนต์รัก(ที่)แม่กลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มกราคม 2560 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/473326

หนูโจ อาร์ตแอนด์ฟาร์ม มนต์รัก(ที่)แม่กลอง

โดย…กองทรัพย์ ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

บทสนทนาของเราผ่านสายโทรศัพท์ ทำให้นึกหน้าตาเจ้าของหนูโจ อาร์ตแอนด์ฟาร์ม ยังไม่ชัดเจนนัก จนเมื่อภาพถ่ายของทั้งสองเดินทางมาถึงมือของเรา สิ่งที่เรารับรู้เกี่ยวกับ หนู-ภัทรพร อภิชิต และ โจ-วีรวุฒิ กังวานนวกุล คือทั้งสองเป็นตัวอย่างหนึ่งของคนเมือง ที่เลือกจะเปลี่ยนชีวิตโดยทิ้งงานประจำในกรุงเทพฯ และหันไปใช้ชีวิตอยู่บ้านสวนทำงานศิลปะและการเกษตร ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายที่ จ.สมุทรสงคราม พวกเขายอมรับว่าการพึ่งตนเองไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าจะเข้าใกล้คำว่า พอเพียง

“เราไม่ใช่คนแม่กลอง แต่รักแม่กลอง” สิ่งที่ทั้งคู่บอกเล่ามีจุดเริ่มต้นจากความรักของคนต่างถิ่นสองคนที่มอบให้แม่กลอง ฝ่ายชายหลังได้รู้จักกับชุมชนอัมพวาและเห็นห้องแถวไม้เก่าแก่ริมคลอง เขาก็จับจองเปิดร้านทุ่งนากาแฟเป็นร้านแรกๆ ในตลาดน้ำอัมพวา ขณะที่ฝ่ายหญิงเป็นบรรณาธิการนิตยสารชื่อดัง เธอตั้งใจจะเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองใหม่ เริ่มเดินทางและได้รู้จักร้านทุ่งนากาแฟ หลงใหลเสน่ห์ของเมืองเล็กๆ ทั้งคู่พบรักกัน ตัดสินใจลงหลักปักฐานในบ้านริมน้ำหลังกะทัดรัด และริเริ่มนิตยสารเล็กๆ ในชื่อ มนต์รักแม่กลอง ทำงานเพื่อชุมชน ใช้ความถนัดและความรักลงไปในงาน บอกเล่าเสน่ห์ของชุมชนผ่านภาพถ่ายและตัวหนังสือ

ค้นพบจึงเปลี่ยนแปลง

การตัดสินใจมาปักหลักที่แม่กลอง ชีวิตเปลี่ยนไปมากแค่ไหน? ฝ่ายหญิงตอบเราก่อนว่า “มีอยู่วันหนึ่งเราไปทำงานที่กรุงเทพฯ แล้วเราขับรถกลับมา เวลาไม่กี่ชั่วโมงโลกของเรามันเปลี่ยนไปเลย ทำไมเราถึงต้องไปเบียดกันในเมืองในเมื่อโลกมันใหญ่มาก เรารู้สึกแบบนี้ เลยตัดสินใจว่าเราก็อยู่ที่นี่ถาวร เราค่อยๆ ตัดความจำเป็นออกไป ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่มี เราโตมากับเมืองใหญ่ พอมาอยู่แม่กลองก็เห็นว่าบ้านเมืองมีต้นทุนอยู่เยอะมากเลย มีแม่น้ำ มีวิถีชีวิตที่ดีงาม ก็รู้สึกว่าอยากช่วยรักษา และเกิดคำถามว่าเราจะทำอะไรได้บ้างที่จะช่วยรักษาวิถีที่งดงามที่คนและธรรมชาติอยู่ร่วมกันอย่างอยู่เย็นเป็นสุขแบบนี้ ที่นี่ก็ให้ชีวิตที่ดีกับเรา เราอยู่เย็นเป็นสุขที่นี่ ก็อยากทำงานที่เราทำได้ทำเป็น เกิดจากความรักในพื้นดินที่นี่ รักท้องถิ่นที่นี่”

 

ทั้งสองคนใช้เงินที่เก็บหอมรอมริบตลอดการทำงานมาซื้อที่ดินหนึ่งผืน เนื้อที่ 6 ไร่ ลงแรงสร้างโรงนาเล็กๆ ให้กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ทั้งของตัวเองและนักเรียนรู้อีกมากมายที่ พื้นที่ของหนูโจ อาร์ตแอนด์ฟาร์ม จึงมีทุกแง่มุมให้เรียนรู้ทั้งเกษตรกรรมและศิลปะ โจ เล่าต่อจากแฟนสาวว่า “ช่วงแรกที่ย้ายมาอยู่เมื่อ 10 กว่าปีก่อน จริงๆ แล้ววางแผนไว้เรื่อยๆ ว่าจะกลับคืนไปสู่ชนบทและธรรมชาติ คือไม่ต้องรอเวลาว่าเราพร้อมเมื่อไหร่ เพราะเราก็แก่ได้ทุกวันอยู่แล้ว การที่เรามาทำอาร์ตแอนด์ฟาร์ม มันก็อยู่ในวิถีเพราะเราไม่ใช่เกษตรกรมืออาชีพ แต่ไม่ได้ทิ้งจุดเดิมของเรา ยังคงทำในสิ่งที่ถนัดและรัก อย่างเช่น หนูก็เป็นนักเขียน ผมก็ทำงานศิลปะเป็นช่าง พอเราย้ายมาอยู่ที่นี่เราก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับพื้นที่ เราปลูกพืชผัก ไม้ใช้สอย เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ตามสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ อยู่ไปเรื่อยๆ ยังไม่ถึงกับที่ว่าเราจะนำผลผลิตไปขายขนาดนั้น และตอนนั้นก็ทำสื่อท้องถิ่นนิตยสารมนต์รักแม่กลอง

ขณะที่สาวคู่ชีวิตของโจ เล่าเสริมว่า หลังจากทำนิตยสารมนต์รักแม่กลองออกมา ทั้งคู่ก็ได้ทุนปัญญาสาธารณะแห่งเอเชีย จากมูลนิธินิปปอนที่มอบให้คนทำงานสาธารณะในสาขาต่างๆ หนูและโจเลือกไปญี่ปุ่นและอินโดนีเซียเพื่อศึกษากระบวนทัศน์การสร้างชุมชนเข้มแข็งด้วยจิตวิญญาณพื้นบ้าน วัฒนธรรมท้องถิ่น และการท่องเที่ยวยั่งยืน หนึ่งปีที่เดินทางทำให้พวกเขาได้เรียนรู้การทำชุมชนเข้มแข็ง พร้อมกับการท่องเที่ยวชุมชนที่ก้าวไปกับโลก “เรากลับมานำมาใช้กับแม่กลองก็ยากเหมือนกัน เพราะเราไม่ได้มีบทบาทอะไร ก็ทำได้แค่การทำสื่อ ทำหนังสือพยายามทำในหน้าที่ของเรา ตอนนี้เราหยุดมนต์รักแม่กลองไปก่อน เพราะทำหนังสือก็ใช้ทุนค่อนข้างเยอะ เราทำงานส่วนตัวคือพัฒนาพื้นดินของเรา พยายามจะทำพื้นที่ให้เป็นไปตามแนวทางที่เราเชื่อ คือการใกล้ชิดธรรมชาติ การพึ่งตนเอง ต่างคนต่างมีงานที่เรารัก เราก็ทำงานของเราไปด้วย ควบคู่กันไปด้วย พี่โจก็ทำงานช่าง เราก็เขียนหนังสือ เพราะเราเชื่อว่าวิถีเกษตรเข้าได้กับทุกงานทุกอาชีพ”

ห้องเรียนรู้ของคู่รัก

“สำหรับพี่หนูไม่ได้รู้อะไรมาก่อน เราเป็นคนเมืองมากๆ เรียนวิชาเกษตรก็ตั้งแต่ตอนประถม แต่ที่นี่เหมือนห้องเรียน ทุกวันเราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ เราไม่รู้อะไรตั้งหลายอย่าง พอเราสนใจ เราจะค่อยๆ ศึกษาและรู้ทีละนิด ค่อยๆ ทำไป ไม่ได้ยากเกินไปถ้าเราสนใจทำอะไรสักอย่าง โง่ก่อนก็ไม่เป็นไร สำหรับสาวคนเมืองอย่างเราเปลี่ยนไปมากเหมือนกัน เราเป็นผู้บริโภค ทำอะไรก็ไม่เป็น พึ่งตัวเองก็ไม่ได้ ทุกวันนี้เราเปลี่ยนไปเยอะ ค่อยๆ เรียนรู้ ค่อยๆ ทำ ซึ่งก็ทำอย่างสนุก มีความสุข ไม่ได้กดดันตัวเองว่าจะต้องเก่ง เพราะมันไม่ได้สำคัญอะไร สิ่งที่เราทำอยู่มันค่อยๆ เปลี่ยนทั้งข้างนอกและข้างในของเรา” ภัทรพร อธิบายถึงสิ่งที่เธอได้พบหลังจากหันหลังให้เมือง

 

เสียงทุ้มของหนุ่มข้างกายเธอ ก็เสริมให้เราเห็นภาพว่า “เราทำสวนผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ มีพื้นที่เลี้ยงปลา เป็ด ไก่ กบ ปลูกผักกิน ปลูกพืชใช้สอย ไม้ยืนต้น แบ่งพื้นที่อาศัย แกลเลอรี่ด้วย ทำเป็นที่พักอาสาสมัคร และคนเดินทางมาพักแรม ซึ่งเป็นรายได้ของเราอีกทางหนึ่ง ผลผลิตของเรายังไม่ได้สร้างรายได้ แต่แค่ลดรายจ่าย เพราะเราไม่ได้เน้นปลูกเพื่อขาย เราเน้นปลูกเพื่อกิน และนำมาใช้สอย กินไม่ทันก็แบ่งญาติพี่น้องเพื่อนบ้าน ค่อยๆ ทำแบบช้าๆ ประเด็นที่เราอยากจะบอกคือ เราทำแบบคนไม่มีเงิน และเราไม่ต้องรอที่จะต้องมีเงินด้วย เราสองคนไม่ใช่คนที่มีเงินมาก่อน หรือพ่อแม่รวยมาก่อน ประเด็นของเราคือทำแบบไม่เป็นหนี้ ใช้แรงค่อยๆ ทำไป มีวัสดุต่างๆ ที่มาจากซาเล้ง มีเศษเหล็กที่กองๆ มาใช้สร้างไปเรื่อยๆ จากวัสดุที่เรามี จากข้อจำกัดที่เรามีทุนน้อย จนออกมาเป็นอาร์ตแอนด์ฟาร์มในแบบของเรา”

เชื่อแล้วลงมือทำ

ภัทรพร บอกว่า “เราได้เรียนรู้ว่าการทำงานภาคเกษตรแบบนี้ การที่เราจะเปลี่ยนวิถีชีวิต ที่จริงแล้ววินัยเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ไม่ใช่ว่าเราเป็นพนักงานบริษัทแล้ววินัยจะสำคัญอย่างเดียวนะ จริงๆ แล้วงานเกษตรเป็นงานที่มีจังหวะและเวลาของมัน ตอนนี้เราก็ยังทำได้ไม่ดี ยังต้องฝึกฝนอยู่เหมือนกัน รู้ว่าเวลาไหนต้องทำอะไร ถ้าวันไหนที่ทำแบบนั้นได้ เรารู้สึกว่าจัดสรรเวลาได้ดี เราก็จะทำได้สำเร็จ เป็นสมดุลทุกอย่าง ตอบกันได้หมด ไม่ใช่ว่าทำอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไปหรือน้อยเกินไป มันก็จะมีปัญหา ก็ค่อยๆ ฝึกเราทุกอย่าง

“เราทุกคนล้วนมีบทบาทในสังคม อยากเห็นสังคมเป็นแบบไหนก็ทำที่ตัวเรา ไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องทำในสิ่งเดียวกัน หรือออกจากงานเพื่อกลับไปหาซื้อที่ดิน อาจจะไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับทุกคน แค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี เพราะทุกคนคือคนขับเคลื่อนสังคม คนเมืองมีส่วนสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของสังคมมากๆ ถึงเราไม่ใช่ผู้ผลิตแต่เป็นผู้บริโภคที่ดีไหม รับผิดชอบต่อการบริโภคของเราหรือเปล่า เราช่วยส่งเสริมสังคม สร้างสังคมที่เป็นสุขและเป็นธรรมได้ ไม่ได้ทำเอง ส่งเสริมคนที่เขาทำได้ ทุกการกระทำของเราสามารถขับเคลื่อนโลกได้ทั้งนั้น พอเราคิดได้แบบนี้เราก็เปลี่ยนแล้ว หันมาพึ่งตัวเองและค้นพบศักยภาพของตัวเองบ้าง แค่เราทำอะไรทำสักอย่าง โลกของเราก็เปลี่ยนแล้ว”

ทิ้งท้ายบทสนทนาด้วยการฝากตลาดนัด Art & Farm ครั้งที่ 2 ในวันที่ 28-29 ม.ค.นี้ ที่หนูโจชักชวนเพื่อนพี่น้องมาออกร้านขายของ ช่วยกันขาย ช่วยกันซื้อ ผลงานทำมือ ผลิตผลทางการเกษตร และสร้างแรงบันดาลใจ ระหว่างคนซื้อกับคนขาย

 

Leave a comment