ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/467532

โดย…กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์
หลังจากบรรดาผู้ประกอบการค้าปลีกเดินหน้าเสนอให้ภาครัฐปรับลดอัตราภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยมาพักใหญ่ ล่าสุดกระทรวงการคลังก็ออกมาไฟเขียวให้ทดลองปรับลดภาษีนำเข้า ด้วยการนำร่องด้วยกลุ่มสินค้าเครื่องสำอาง เช่น น้ำหอม แป้ง ลิปสติก โดยปรับลดอัตราภาษีนำเข้าลงเหลือ 0% จากปกติเก็บอยู่ที่ 5-20% จะดีเดย์เริ่มเดือน ก.พ.-มี.ค. 2560 ที่จะถึงนี้ เพื่อเป็นกระแสปูทางไทยให้เป็นแหล่งช็อปปิ้งพาราไดซ์สวรรค์ของนักช็อป เสริมอีกหนึ่งจุดขายท่องเที่ยวไทยสร้างรายได้ภาคบริการจากทั่วโลก
วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวว่า ในภาวะปกติไม่ควรลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย แต่หากมีความจำเป็นและมีเหตุผล เช่น ต้องการกระตุ้นการท่องเที่ยวที่เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญทางเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน ก็สามารถลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยได้ในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมามีการหารือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงผู้ประกอบการไปบางส่วนแล้ว เหลือรายละเอียดที่หารือกันอีกครั้ง
สำหรับภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยที่จะลดครั้งนี้ จะมีน้ำหอมและเครื่องสำอางเท่านั้น โดยปัจจุบันสินค้าดังกล่าวจะเสียภาษีนำเข้าอยู่ที่ประมาณ 50% ของราคาสำแดงนำเข้า กรณีที่เป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศก็จะเสียภาษีสรรพสามิต 15% ของราคาหน้าโรงงาน หากมีการยกเว้นภาษีดังกล่าวก็จะทำให้ราคาสินค้าลดลงมาก
ทั้งนี้ การขอลดภาษีน้ำหอมและเครื่องสำอางเป็นคำร้องขอผู้ประกอบการ เนื่องจากสินค้าดังกล่าวเป็นที่ต้องการของนักท่องเที่ยวต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน ซึ่งตอนนี้ได้ลดจำนวนลงจากการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญของรัฐบาล หากมีการลดภาษีน้ำหอมและเครื่องสำอาง จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนให้กลับเข้ามาเที่ยวได้จำนวนหนึ่ง
นอกจากนี้ การลดภาษีน้ำหอมและเครื่องสำอางยังจูงใจให้กับผู้บริโภคในประเทศด้วย โดยเฉพาะผู้มีรายได้ระดับสูง ซึ่งที่ผ่านมาจะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศและซื้อน้ำหอมและเครื่องสำอางกลับมาใช้จำนวนมาก ก็จะหันมาซื้อในประเทศเพราะราคาไม่แตกต่างจากต่างประเทศมาก
วิสุทธิ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะลดภาษีน้ำหอมและเครื่องสำอาง ไปพร้อมกับการออกมาตรการลดหย่อนภาษีจากการช็อปช่วยชาติ ที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาใน 1-2 สัปดาห์นี้ ซึ่งหากดำเนินการในช่วงเวลาเดียวกัน ก็จะทำให้การลดภาษีสินค้าน้ำหอมและเครื่องสำอางมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยนักช็อปกระเป๋าหนักของเมืองไทย เพราะนอกจากจะซื้อสินค้าแพงในราคาถูกแล้ว ยังสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้อีกต่อหนึ่งด้วย ซึ่งถือว่าได้ลดแล้วลดอีก
จากแนวทางดังกล่าว ส่งผลให้ภาคเอกชนโดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ประกอบการค้าปลีกห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ต่างแสดงความยินดีกับจุดเริ่มต้นที่ดีดังกล่าว เนื่องจากจะช่วยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติช็อปปิ้งซื้อสินค้าในกลุ่มเครื่องสำอางและน้ำหอมมากขึ้น แต่เนื่องจากระยะเวลาที่ลดภาษีซึ่งประกาศออกมาเบื้องต้นเพียง 2 เดือนเท่านั้น อาจจะสั้นเกินไปสำหรับการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวได้รับทราบถึงมาตรการลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยดังกล่าว
วัลยา จิราธิวัฒน์ นายกสมาคมศูนย์การค้าไทย ให้ความเห็นว่า การทดลองลดอัตราภาษีนำเข้าในกลุ่มสินค้าเครื่องสำอางและน้ำหอมที่ประกาศออกมาว่าจะทำประมาณ 1-2 เดือนนั้น มองว่าควรจัดอย่างน้อย 1 ปี ระยะเวลาที่ประกาศออกมาถือว่าน้อยเกินไปอาจไม่เห็นผลการตอบรับที่ชัดเจน เพราะหากต้องการให้นักท่องเที่ยวเข้ามาช็อปปิ้งเพิ่มขึ้น ต้องใช้ระยะเวลาในการประชาสัมพันธ์
นอกจากนี้ ภาครัฐควรมีการปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยในกลุ่มอื่นๆ ด้วย เพราะหากภาครัฐสามารถปรับลดได้บางส่วน จากปัจจุบันจัดเก็บอยู่ที่ประมาณ 30-70% ก็จะเป็นผลดีกับผู้ประกอบการค้าปลีกและเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื่องจากปัจจุบันคนไทยใช้เงินไปท่องเที่ยวในต่างประเทศต่อปีสูงถึง 1.7 แสนล้านบาท ในจำนวนเงินดังกล่าวเป็นการซื้อสินค้าแบรนด์เนม 5.1 หมื่นล้านบาท
ขณะเดียวกัน หากมองในด้านของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทยมีการใช้จ่ายต่อคนต่อทริปที่ 4.9 หมื่นบาท ใช้เฉลี่ยต่อวันที่ประมาณ 5,200 บาท ในจำนวนดังกล่าวใช้ไปกับการช็อปปิ้ง 1,200 บาท หากภาครัฐสามารถลดกำแพงภาษีได้จะทำให้ประเทศไทยมี
รายได้เพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยวและธุรกิจค้าปลีกอย่างแน่นอน
วัลยา กล่าวต่อว่า ภาครัฐควรให้ความสำคัญการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย เพราะธุรกิจค้าปลีกถือเป็นภาคธุรกิจที่สร้างรายได้ให้ประเทศเป็นอันดับ 2 หรือคิดเป็น 16% ของจีดีพี ขณะที่ภาคท่องเที่ยวอยู่ในอันดับ 3 หรือคิดเป็น 12% ของจีดีพี ซึ่งหากนำ 2 ธุรกิจรวมกันถือว่าสร้างรายได้ให้กับประเทศมหาศาล
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับ เกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดิ เอ็มโพเรียม กรุ๊ป ที่ออกมาเปิดเผยว่า การปรับลดอัตราภาษีนำเข้ากลุ่มสินค้าเครื่องสำอางและน้ำหอมในครั้งนี้เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันราคาสินค้าเครื่องสำอางและน้ำหอมของไทยยังแพงกว่าคู่แข่งในตลาดประมาณ 30-40% แต่ละระยะเวลาในการทำควรทำอย่างน้อย 3 ปี จึงจะเห็นผล เพราะต้องใช้สื่อมหาศาลในการสื่อสารไปยังกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยว
ขณะเดียวกัน นอกเหนือจากกลุ่มสินค้าเครื่องสำอางและน้ำหอมแล้ว ควรขยายมาตรการไปในส่วนของกลุ่มสินค้าลักซ์ชัวรี่หรือสินค้าหรูหรา แบรนด์เนม เพราะการปรับลดสินค้าดังกล่าวไม่ได้แข่งในประเทศไทย แต่เป็นการแข่งขันกับต่างประเทศ เมื่อประเทศไทยมีความดึงดูดในด้านของการช็อปปิ้งก็จะทำให้นักท่องเที่ยวอยากเข้ามาท่องเที่ยวและช็อปปิ้งในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็สามารถหยุดเงินให้ไหลออกได้ เนื่องจากคนไทยจะหันกลับมาช็อปปิ้งในประเทศมากขึ้น
เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีทุกอย่างที่หลายประเทศไม่มี ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมหรือธรรมชาติที่สวยงาม แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่ได้มีการเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้เงิน เพราะไม่มีสิ่งดึงดูด จึงทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยไม่ใช้จ่ายในด้านของการช็อปปิ้ง เพราะราคาสินค้านำเข้าของไทยแพงเกินไป ดังนั้นนักท่องเที่ยวจึงมาเที่ยวแค่เอาบรรยากาศที่สวยงาม
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาแนวคิดเรื่องลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยเพื่อดึงนักท่องเที่ยวต่างประเทศมาช็อปปิ้งแข่งกับประเทศในแถบเอเชีย เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ และเป็นการไม่ให้เงินตราต่างประเทศไหลออกไป จากการที่คนไทยไปซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย จากการท่องเที่ยวต่างประเทศ มีความพยายามผลักดันมาหลายครั้งแล้วแต่ไม่เกิดขึ้น เพราะว่าผู้ผลิตสินค้าแฟชั่น เครื่องหนัง ออกมาค้านว่าการลดภาษีดังกล่าวจะทำให้ผู้ผลิตในไทยโดนกระทบรุนแรง และมีการกล่าวกันว่าผู้ประกอบการร้านปลอดภาษีหรือดิวตี้ฟรีก็ออกมาค้าน จึงทำให้แผนช็อปปิ้งพาราไดซ์ ซึ่งเล็งกันไว้ว่าจะทำลากยาวตั้งแต่แยกปทุมวัน แยกราชประสงค์ ยาวไปถึงแยกอโศกฯ ต้องค้างคาไป
ดังนั้น การทดลองลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย เฉพาะแค่น้ำหอม เครื่องสำอาง เช่น แป้ง ลิปสติก ในระยะเวลาสั้นๆ ครั้งนี้ จึงถือเป็นการทดลองครั้งสำคัญ ว่าเมืองไทยกำลังจะเลือกทิศทางในการสร้างการเติบโตด้วยวิธีทางไหนถึงจะคุ้มค่าและยั่งยืนที่สุด งานนี้ห้ามกะพริบตา