บันทึกของคนตัวเล็ก ส่งต่อแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 10:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/475178

บันทึกของคนตัวเล็ก ส่งต่อแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่

โดย…นกขุนทอง ภาพ… เสกสรร โรจนเมธากุล

เรไรรายวัน หลายคนคงรู้จักชื่อนี้และชื่นชมในความสามารถของเด็กหญิงตัวเล็ก แต่ถ้าใครยังสงสัยว่าคืออะไร วันนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับแฟนเพจ “เรไรรายวัน” ที่มียอดกดถูกใจเกือบ 2 แสน แฟนเพจที่นำเสนอบันทึกรายวันของ เด็กหญิงเรไร สุวีรานนท์ (ต้นหลิว) ที่เริ่มเขียนบันทึกตั้งแต่อายุ 6 ขวบ จนตอนนี้อายุ 8 ขวบแล้วเมื่อปีที่แล้วเรื่องราวของเด็กหญิงตัวเล็กที่มีความเพียรเขียนบันทึกประจำวันไม่ขาดแม้วันเดียว กลายเป็นที่สนใจ มีการบอกต่อๆ กันในโลกโซเชียล สื่อโทรทัศน์หลายช่องต่างนำเสนอความสามารถของหนูน้อยที่ถ่ายทอดเรื่องราวในแต่ละวันเพียงหนึ่งเหตุการณ์ที่ประทับใจ และใช้ถ้อยคำได้แยบยล ผู้ใหญ่อ่านแล้วเหมือนถูกสะกิดใจ ได้แง่คิดจากลายมือยึกยือที่กำลังจะตรงให้ดูเป็นระเบียบ

ถึงตอนนี้เรื่องราวที่เรไรได้บันทึกตั้งแต่ปี 2558 ถูกนำมารวมเล่มเป็นหนังสือชื่อ เรไร รายวัน ถึง 2 เล่ม หลายเสียงยกย่องว่าเรไรเป็นนักเขียนเด็กที่มีอนาคตไกล หากแต่สิ่งที่เรไรได้ทำนั้นไม่ใช่เพียรฝึกฝนการเขียนแต่เพียงผู้เดียว เพราะสิ่งที่เธอทำทุกๆ วันนั้นได้ส่งแรงกระเพื่อมออกไปสู่ผู้ปกครองบ้านอื่นๆ ยกตัวอย่างเรไรเป็นแรงบันดาลใจให้ลูกหลาน จนมีเด็กๆ หลายคนลุกขึ้นมาสลัดไอแพดจับดินสอเขียนบันทึกอย่างเรไร

เรื่องเด็ดๆ ของเด็กๆ

วันนี้เรามีเด็ก 4 คน อยู่ในวัยกำลังซนและรักสนุก เวลาเล่นหัวเราะกันเอิ๊กอ๊ากเลยล่ะ ยิ่งพื้นที่นัดเจอคือ เพลย์สแควร์ ที่เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ เราจึงต้องเอาใจเด็กๆ ให้ปล่อยพลังวิ่งเล่นสมใจก่อนที่จะเรียกมาใช้แรงงาน ในใจคิดหวั่นเด็กกำลังเพลินกับการละเล่นตรงหน้าจะอยู่นิ่งๆ ได้ไหม นึกภาพจับปูใส่กระด้งไว้รอเลย แต่คุณเชื่อไหมว่าพอถึงเวลาที่พวกเขาต้องเขียนไดอารี่ก็สามารถนั่งนิ่งอยู่ได้เป็นชั่วโมงเพื่อลำดับกลั่นกรองความคิดออกมาเป็นตัวหนังสือตัวแล้วตัวเล่า นับได้ไม่มากเพียง 10-15 บรรทัด หากแต่ถ่ายทอดเหตุการณ์ของวันที่แฝงไปด้วยความคิดอันน่าทึ่ง

เด็กหญิงเรไร สุวีรานนท์ (ต้นหลิว)

มีบางคนเกิดความสงสัยว่า พ่อแม่บอกให้เขียนหรือไม่ ทำไมจบประโยคได้คมคาย บ้างมักทิ้งท้ายด้วยข้อคิด เข้าทำนองเดียวกับนิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ฯลฯ ถ้าได้อ่านบันทึกของเด็กๆ หลายๆ วัน จะได้คำตอบว่า เพราะผู้ใหญ่อย่างเราๆ ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก จึงมีประสบการณ์นำไปจับใส่กับประโยคเหล่านั้น ทว่าถ้อยคำนั้นออกมาจากจิตใจอันบริสุทธิ์ของเด็ก เด็กที่ไม่ได้โตเกินวัย แต่เมื่อเขาถูกฝึกมาให้รักในการเขียน (เช่นเดียวกับฝึกให้มีมารยาท ไหว้ผู้ใหญ่นั่นล่ะ) การเขียนนี่เองที่ทำให้เขาเป็นเด็กดูพิเศษ ดูมีเสน่ห์ขึ้นมา และในตัวหนังสือของพวกเขายังมีความน่ารัก ไร้เดียงสาที่พร้อมจี้ใจดำผู้ใหญ่อยู่

เรไร สุวีรานนท์ เจ้าของแฟนเพจเรไรรายวัน มาเผยเคล็ดลับการเขียนบันทึกและสิ่งที่เธอนำมาเล่าจนแฟนเพจติดตามกันแจ

“หนูชอบถามคุณพ่อ คุณยายว่า ตอนเด็กๆ หนูเป็นยังไง บางเรื่องคุณพ่อก็จำไม่ได้ หนูก็เลยจดไว้ อย่างเรื่องน้องหนูก็ชอบเขียน บางทีหนูไปถามคุณยายน้องมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างหนูก็เอามาเขียน ชอบเขียนเรื่องเพื่อนพูดอะไร วันนี้มีอะไรเกิดขึ้นที่โรงเรียน ก็มีวันที่เขียนไม่ออก ไม่มีเรื่องที่จะเขียน แต่คุณแม่ก็มาช่วยให้คิดออกได้ แต่ถ้ามีหลายเรื่องหนูจะเขียนเรื่องที่หนูอยากเก็บไว้

บางทีเวลาหนูเขียนบันทึกก็จะแข่งกับคุณตาทำงานบ้านใครจะเสร็จก่อนกัน บางทีคุณพ่อออกไปเดินหนูก็ท้า หนูใช้เวลาเขียนนานเหมือนกัน บางทีก็คิดประโยคต่อไปไม่ออก เวลาจบคุณพ่อสอนว่า เวลาเราจบไม่ได้เราย้อนไปดูด้านบนแล้วเอามาตอบข้างล่างเป็นประโยคจบได้”

เทคนิคที่เรไรใช้เขียนบันทึก มีตั้งแต่อัดคลิป เพราะก่อนเขียนจะเล่าๆๆ ให้คุณแม่ฟัง พอจะลงมือเขียนก็ลืม เรไรจึงได้ไอเดียมาจากการดูยูทูบ ต่อมาก็ให้คุณแม่ซื้อกระดาน เขียนสิ่งที่อยากเขียนลงไป แต่วิธีนี้เท่ากับเขียนบันทึก 2 รอบ เรไรจึงพัฒนามาเป็นการลบคำให้ประโยคสั้นลง แต่ยังได้ความหมายเหมือนเดิม ขั้นตอนนี้ทำให้ภาษาไม่เยิ่นเย้อ สนุกลบคำอยู่ 4 เดือน ก็เปลี่ยนมาเป็นบอกคำให้คุณแม่ทายว่าจะเขียนอะไร วิธีนี้ใช้มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสามารถทำให้เรไรเขียนจบได้ในบรรทัดที่ 12 อย่างคมคาย มีประเด็นที่จะเขียนไล่ๆ มาจนจบ

เรไร บอกว่า ชอบเขียนบันทึก เพราะเวลานั้นได้อยู่กับคุณแม่ แต่คุณแม่ก็ชอบชวนบ่อยๆ ว่าเลิกเขียนไหม ซึ่งคำตอบของหนูน้อยก็คือ “ไม่ค่ะ หนูชอบเขียน”

 

ออมมี่-โกลัญญา วัฒายุ อายุ 9 ขวบ เป็นโรคสมาธิสั้น ซึ่งการเขียนบันทึกเป็นอีกวิธีหนึ่งในการบำบัดให้น้องออมมี่มีสมาธิจดจ่อในสิ่งที่ทำ หากแต่จุดเริ่มต้นคือความอยากเขียน ส่วนผลดีอื่นๆ ที่ตามมานั้น เป็นประโยชน์ของการเขียนนั้นแล

“หนูพูดไม่ชัด เวลาหนูพูดเพื่อนก็จะถามอะไรนะๆ หนูก็ต้องพูดซ้ำๆ ก็เขียนใส่กระดาษยื่นให้เพื่อน หนูชอบเล่าค่ะ หนูก็เลยเขียนแทนพูด ทุกคนจะได้เข้าใจ หนูชอบเขียนเรื่องเพื่อนแท้ของหนูค่ะ เขียนยาว 2 หน้า ได้เทคนิคเขียนจากเรไร จดคำขึ้นมาจะเขียนอะไร 5-10 แล้วใส่ดอกจันคำสุดท้ายจะได้ไม่เขียนยาว เวลาเขียนหนูจะนึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขียนเป็นข้อๆ แบบข้อสอบแล้วเลือกเรื่องที่อยากเขียนที่สุด”

น้ำมนต์ มณเศรษฐ์ หนุ่มน้อยวัย 6 ขวบ จาก จ.เชียงใหม่ ติดตามอ่านบันทึกของพี่เรไรมาพอสมควร จนคุณแม่แนะนำให้ลงมือเขียนเองซะเลยดีไหม ซึ่งแรกเริ่มเหมือนจะไม่รอด เพราะกว่าน้องน้ำมนต์จะลงมือเขียนได้ขอเวลาทำสมาธิเป็นชั่วโมง บางทีก็หยุดกลางคันวิ่งไปร้องเพลงเสียอย่างนั้น นึกว่าวันนี้จะเขียนไม่จบ ที่ไหนได้ถึงตอนนี้น้องน้ำมนต์เขียนบันทึกทุกวัน จนมีสมุดบันทึก 6 เล่มแล้ว

“ชอบเขียนเรื่องธรรมชาติ เขียนบันทึกทุกวัน ถ้าขี้เกียจก็ต้องอดทนเขียน บางทีคุณแม่ก็บอกให้เขียนบ้างแต่ไม่ใช่ทุกวัน เวลาก่อนเขียนต้องนั่งทำอะไรก็ได้ที่เราอยากทำมากที่สุด เช่น นั่งเล่นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตั้งสติเขียนได้ ยากตอนเริ่มเขียน พอเขียนมานานๆ เริ่มรู้สึกเขียนง่ายขึ้น”

หนูอิน-ณัฐกรนต์ โรจน์รัชสมบัติ อายุ 8 ขวบ เมื่อต้นปีนี้เองคุณยายได้เปิดแฟนเพจให้หนูอิน ชื่อ “สมุดบันทึกของหนูอิน” จำนวนคนกดถูกใจมากน้อยไม่ได้เป็นสิ่งชี้วัดใดๆ เพราะพื้นที่นี้เปรียบเสมือน “เพื่อน” ที่จะฟังหนูอินเขียนเล่าเรื่องราวในทุกๆ วันให้ฟัง ดังที่หนูอินบอกว่า “การเขียนบันทึกเหมือนคุยกับเพื่อนเบาๆ”

ช่วงแรกๆ หนูอินไม่มั่นใจว่าสามารถเขียนเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้ไหม จะถามคุณยายอยู่บ่อยๆ จนคุณยายบอกว่าสามารถเขียนได้ทุกอย่างที่อยากเขียน เหมือนการปลดล็อกในใจดวงน้อย จากนั้นเวลาที่หนูอินเขียนบันทึกชอบเขียนคนเดียว เขียนจบค่อยให้คนอื่นอ่าน

 

ผู้หยิบยื่นสมุดปากกา และโลกใหม่

แฟนเพจเรไรรายวัน นอกจากจะถ่ายทอดเรื่องราวความน่ารักของเด็กหญิงเรไรแล้ว ตอนนี้ในหน้าแฟนเพจยังมีบันทึกของเด็กอีกหลายคนได้ถูกแชร์ให้ปรากฏ ซึ่งทุกคนล้วนมีเรไรเป็นต้นแบบในการเขียนบันทึก

ไม่เพียงให้พื้นที่แห่งการขีดเขียนแก่ลูกสาว แต่ ชนิดา สุวีรานนท์ หรือ แม่จั๊กจั่น ยังเป็นที่ปรึกษาให้บรรดาผู้ปกครองที่อยากสนับสนุนเด็กๆ เขียนสมุดบันทึก ให้คำแนะนำละเอียดยิบไม่หวงวิชา สิ่งใดที่ได้ลองผิดลองถูกกับลูกสาวจนเกิดผลลัพธ์ที่ดีก็ส่งต่อให้บรรดาแม่ๆ ไม่ต้องมาเสียเวลานับ 1-2-3 ไปถึง 10 ได้เลย เช่น การเขียนในหน้ากระดาษไร้เส้น แต่เอากระดาษที่มีเส้นสอดไว้ด้านหลังเพื่อให้เป็นฐานในการเขียนตัวหนังสือได้เรียงตรงสวย หรือการแนะนำอย่าสอนแทรกเมื่อเด็กสะกดคำผิด ปล่อยให้เขาเขียนไปค่อยมาแก้ไขทีหลัง ฯลฯ

“เด็กเล็กในการเขียนบันทึกแล้วเขียนต่อเนื่องได้เรื่อยๆ เขาต้องมีเพื่อนไปกับเขา ไม่ใช่ไปเขียนให้เขานะ ให้เขารู้สึกว่าสนุก พ่อแม่บางคนโยนสมุดให้ลูกเขียนแล้วหนีไป อย่างต้นหลิวเขารู้สึกว่าเวลาเขียนบันทึกเขาได้แม่ เพราะแม่ไม่ต้องดูน้อง ไม่ต้องทำกับข้าว ไม่ต้องดูคุณพ่อ ดูคุณยาย แล้วเวลาที่มีเพื่อนๆ เขียนเขาก็จะสนุก อย่างเรไรก่อนเขียนก็ถามแม่ว่าวันนี้มีคนเขียนหรือยัง

ตั้งแต่เราทำอะไรมา เราทำเรื่องของตัวเอง เรื่องคนใกล้ตัวมาตลอด พอมีเพจเราถึงได้รับรู้ว่าสิ่งที่เราทำเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น เป็นแรงบันดาลใจ เราได้ทำความดี ได้ทำอะไรให้คนอื่นๆ บ้าง สิ่งที่พยายามบอกเสมอคือ เราไม่เคยกั๊กว่าสอนเรไรยังไงถึงได้แบบนี้ ใครถามมาบอกหมด ไม่กลัวเด็กคนอื่นจะเขียนไดอารี่เก่งกว่าเรไร อยากให้ทุกคนเขียน เราเชื่อว่าการเขียนคือการคิด เราฝึกบ่อยๆ ก็จะดี ประเทศเรามีเด็กคิดเป็น ประเทศน่าอยู่ เด็กเขียนไดอารี่ความคิดเขาจะเป็นระเบียบขึ้น การเขียนจะติดตัวเขา เพราะไปทำอะไรก็ต้องเขียน มันเป็นการสื่อสาร เขาเขียนบ่อยๆ เขาจะรู้ว่าเขาคิดยังไง พอเขาคิดเขารู้สึก เขาจะแยกแยะความคิดของตัวเอง ของคนอื่น ทำให้เด็กแยกได้ว่าอันนี้ฉันคิดเอง คนอื่นคิดแบบนี้ ความคิดไม่มีถูกผิด แล้วเขาเติบโตขึ้นเขาจะสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ดีไม่มีปัญหา”

คุณแม่น้องเรไร ผู้ที่ใช้เวลาอยู่กับลูกสาวตลอด ตั้งแต่นั่งลงพร้อมที่จะเขียนบันทึก แต่ยังไม่เขียน บางคราใช้เวลานานหลายสิบนาทีถึงจะเริ่มต้นคำแรก หรือร้องออกมาเสียงดังว่า “รู้แล้ววันนี้หนูจะเขียนอะไร” เธอนั่งคุยกับลูกสาวไปเรื่อยไม่รู้จักเบื่อ จนถึงนั่งเงียบๆ เฝ้ามองลูกน้อยที่กำลังมุ่งมั่นกับการตวัดตัวอักษรทีละตัวๆ จนจบหนึ่งหน้ากระดาษ

“เขาเขียนแล้วก็ผ่านไป ไม่ได้มานั่งย้อนอ่าน มีแต่แม่ที่อ่าน เพราะบันทึกเขาแสดงให้เราเห็นว่า เขาคิดเห็นต่อเรื่องนี้ยังไง ปีที่แล้วมีแอดติจูดแบบนี้ พอผ่านไปครึ่งปีเขาเปลี่ยนไหม หรือคิดแบบเดิม บางเรื่องเขาเปลี่ยน บางเรื่องเขาเคยคิดแบบนี้ อันไหนที่เรากังวลไม่กังวลก็เห็นได้จากที่เขาเขียนมาด้วย

ต้นหลิวเขียนเพื่อเก็บเรื่องสนุกอยากเล่าให้คนอื่นฟัง เขียนให้ครอบครัวได้อ่านบันทึก เขาไม่เมาท์ใคร เวลาเอ่ยชื่อเพื่อนเขาจะเลี่ยงไม่เขียนชื่อแต่อธิบาย เพราะการพูดถึงคนอื่นไม่สมควร การเขียนของเขาได้ฝึกการถ่ายทอดความคิดส่งผลไม่ดีต่อคนอื่น ไม่ใช่บันทึกความลับ แต่เป็นความประทับใจ พอมีความลับเขาไม่เขียน เขาจะไปบอกคุณยาย เขามีทางออก”

 

วารีดา ตัณอำฆ์ไพ คุณยายของหนูอิน กดติดตามแฟนเพจเรไรรายวันได้ 3 เดือน รู้จักจากเห็นเพื่อนๆ แชร์กันในเฟซบุ๊ก ชื่นชมเรไรที่อายุเพียง 8 ขวบ แต่มีความสามารถในการเขียน แล้วเรไรก็อายุเท่ากับหนูอิน จึงถามหนูอินว่าอยากเขียนไหม คุณยายเล่าย้อนถึงคำถามที่จุดประกายความอยากเขียนในตัวหลานสาว จำได้ว่าวันนั้นหนูอินตาลุกเป็นประกายแล้วถามกลับมาเสียงชัดแจ๋วว่า “เขียนได้เหรอคะ”

คุณยายจึงรีบเดินไปหาสมุดมายื่นให้แล้วบอก… “ได้สิ อยากเขียนอะไรก็เขียนไป” ไม่เป็นการบังคับ ไม่สร้างแรงกดดัน และเป็นการให้กำลังใจกลายๆ เพราะคุณยายบอกว่า “เคยเขียนบันทึกตอนเด็ก เราอยากให้เขามีโมเมนต์เดียวกัน พอโตขึ้นเปิดลิ้นชักมาอ่านจะขำตัวเองว่า เราเคยคิดรู้สึกแบบนี้ด้วยเหรอ (หัวเราะ)”

“พัฒนาการเขาที่เห็นคือ ลายมือสวยขึ้น จากการที่เขาเห็นออมมี่ลายมือสวย เขาก็จะค่อยๆ เขียนตาม อย่างน้อยได้คัดลายมือ อีกอย่างตอนหลังเขาไม่ถามแล้ว เมื่อก่อนเขาถามว่าเขียนอันนี้ได้ไหม ตอนหลังเขานั่งเขียนไปเรื่อยๆ เราไม่พยายามไปดู ปล่อยเขาเป็นโลกส่วนตัวของเขา”

สาริศา เปลี่ยนทรัพย์ คุณแม่น้องออมมี่ เป็นแฟนคลับของเรไรรายวัน รู้จักตั้งแต่ปี 2558 แล้วก็ลืมกันไป จนเมื่อปี 2559 ไปเจอหนังสือเรไร รายวัน ออมมี่อ่านแล้วบอกอีกครั้งว่า “อยากเขียน” นั่นจึงเป็นที่มาสู่แฟนเพจ “โลกสมาธิสั้น by ออมมี่” เปิดมาได้ 4 เดือนแล้ว

“แม่ทำกลุ่มตอบปัญหาสมาธิสั้นอยู่แล้ว ในช่วงเริ่มต้นออมมี่ก็เขียนบันทึกเกี่ยวกับโรคสมาธิสั้นอยากสื่อให้เด็กสมาธิสั้นคนอื่นๆ เอาประสบการณ์ของตัวเองให้อ่าน แต่เขาอ่านของเรไรเห็นเขียนเล่าเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน เขาก็บอกว่าวันๆ หนึ่งของเขาก็สนุกนะ เขาเลยเริ่มใส่ในสิ่งที่อยากเขียนลงไป เขาบอกว่าเขาจะเก็บไว้ดูตอนโต กลุ่มเด็กสมาธิสั้นเขาจะรู้ว่าเขาขี้ลืม สมุดบันทึกนี้จะช่วยเขาจำ หลังจากฝึกสมาธิครึ่งชั่วโมงด้วยการเล่นเกม ฝึกพูด ต่อจิ๊กซอว์ เขาก็จะมาเขียนบันทึก แล้วขอให้แม่นั่งด้วย เขาบอกว่าถ้าหนูสติหลุดบอกหนูนะ

การเขียนมีผลในเรื่องของการวิเคราะห์ เขาใจเย็นขึ้น มีสมาธิ กลั่นกรองความคิดก่อนที่จะพูดอีกชั้นหนึ่ง เมื่อก่อนพูดไวมาก พูดแทรกจังหวะตลอดเวลา ตอนแรกน้องออมมี่ไม่ได้เขียนสวยแบบนี้ พอมีคนเริ่มตามใน
แฟนเพจ แม่ก็บอกน้องว่า เมื่อเราพูดไม่ชัด แล้วเราเลือกที่จะเล่าผ่านการเขียน ก็ต้องเขียนให้เขาอ่านง่าย ไม่ใช่ให้เขามาเดาอีกว่าเราเขียนอะไร น้องก็ค่อยๆ พัฒนาลายมือ ซึ่งได้กำลังใจจากแฟนเพจที่ชมว่าเขาลายมือสวย แม่ไม่เคยให้น้องฝึกคัดลายมือ เขามีความพยายามมาจากคำชมมากกว่า”

สุภัคคนางค์ ภัทรเศรษฐ์ คุณแม่น้องน้ำมนต์ เล่าว่า น้ำมนต์เริ่มเขียนสมุดบันทึกตั้งแต่เดือน มี.ค. 2559  แล้วส่งไปให้แม่จั่นดู แล้วแม่จั่นก็นำไปโพสต์ในเพจเรไร ก็มีแฟนๆ เริ่มติดตามเขา ก็เลยเปิดเพจน้ำมนต์ ไดอารี่ เปิดได้ 6 เดือนแล้ว

“น้ำมนต์สนุกจะมาดูทุกวันว่าแฟนเพจเขากี่คนแล้ว ตอนนี้มี 2,000 กว่าคน คอมเมนต์อันไหนที่เขาตอบได้เขาก็ขอตอบเอง เขาสนุกที่จะเขียน เราไม่ได้บังคับ เราเคยทดสอบว่าดึกแล้วไม่เขียนไดอารี่สักวันนะ เขาบอกไม่ได้ ต้องเขียนเป็นกิจวัตรประจำวัน คือเราใช้มุขเหมือนห้ามเขียนเ หนื่อยแล้วพักเถอะ แล้วเขาจะใช้สติมาฮึดเขียนเอง เราจะเตรียมสมุดดินสอเหลาวางไว้ให้เขา เขามีอารมณ์พร้อมจะมานั่งเขียนของเขาเอง ซึ่งน้ำมนต์เขาจะอยู่ไม่ค่อยนิ่ง บางทีเขาจะวิ่งไปทำอย่างอื่นเป็นชั่วโมงค่อยมาเขียน เมื่อก่อนเขาเขียนผิดเราแนะนำทันที แต่ได้รับคำแนะนำจากแม่จั่นว่า ให้เขาเขียนเสร็จก่อนค่อยมาแก้ ไม่อย่างนั้นเขาจะสะดุด ไม่มั่นใจที่จะเขียน เขาจะกังวล”

บันทึกประจำวันของเด็กตัวเล็กๆ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนๆ อีกนับสิบนับร้อย ทั้งเปิดแฟนเพจ และเขียนเงียบๆ มีบางทีส่งมาให้เพื่อนๆ ในแฟนเพจเรไรรายวันได้ดูบ้าง นับเป็นพลังของคนตัวเล็กที่เปิดเผยจินตนาการอันยิ่งใหญ่ผ่านตัวอักษร

 

Leave a comment