ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
08 มกราคม 2560 เวลา 12:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/474438

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
ประสบการณ์สามปีในเคนยาของ “อาทิตย์ ประสาทกุล” ที่ปรึกษาของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต หรือ นักการทูตประจำสถานทูตไทยในไนโรบี (ในปีที่เขียนหนังสือ) ได้บันทึกเรื่องราวการทำงานร่วมกับคนท้องถิ่น การผูกสัมพันธ์กับคนพื้นเมือง และการพยายามเผยแพร่ให้คนแอฟริกาได้รู้จักประเทศไทยไว้ในหนังสือเรื่อง “Out in Africa” จำนวน 256 หน้า หมวดวัฒนธรรม สำนักพิมพ์แซลมอน
ย่อหน้าหนึ่งของคำนำผู้เขียนเขียนไว้ว่า ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2011 ผมออกเดินทางจากประเทศไทยเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่เลขานุการโทที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา (ก่อนได้รับแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการเอกในปลายปีนั้น)
แม้จะเป็นการออกไปปฏิบัติงานนอกประเทศเป็นครั้งแรก (ก่อนออกเดินทาง ผมรับราชการมาแล้วเจ็ดปี แต่ก็ทำงานอยู่แต่ในประเทศไทย) แต่ผมก็ได้รับโอกาสให้ปฏิบัติงานครบทุกรูปแบบ แถมยังได้ใช้ชีวิตในมิติอื่นอย่างครบครัน
ผมจึงสามารถพูดได้เต็มปากว่าการเดินทางไปเคนยาทำให้ผมเข้าใจงานของข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศอย่างครบถ้วน แถมยังทำให้ผมโตขึ้น และได้รู้ว่าผมชอบงานที่ตัวเองทำมากแค่ไหน… ผมกลับมาประจำการที่ไทยอีกครั้งเมื่อ ธ.ค. 2013
ตอนนี้อาทิตย์รับตำแหน่งเป็น ที่ปรึกษาของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิกในทวีปแอฟริกาอีกครั้ง เขาเล่าถึงการเขียนหนังสือเรื่อง Out in Africa ว่า ตนไม่อยากเขียนว่าตื่นเช้ามาทำอะไร และตื่นเต้นกับอะไรบ้าง เพราะมันคือความรู้สึกขณะนั้นที่คนอ่านอาจไม่เข้าใจ
“ตอนกลับมาที่ไทยก็สองจิตสองใจว่าจะเขียนหนังสือดีไหม บางจุดมีคิดว่าการเขียนหนังสือเป็นการอวดหรือเปล่า หรือเรื่องของเรามันน่าสนใจขนาดนั้นหรือเปล่า แต่พอคิดจะเขียนแล้ว ผมอยากเขียนแบบ รีคอลเลกชั่น หรือการนึกย้อนกลับไปถึงสิ่งที่เราทำ และสิ่งที่เราประมวลหรือที่เราคิดแล้วออกมา ทุกบททุกเรื่องเป็นสิ่งที่ระลึกทั้งหมด” เขาใช้เวลาเขียนต้นฉบับครึ่งปี จากนั้นส่งอีเมลไปหาสำนักพิมพ์ต่างๆ และรอการตอบรับอีกครึ่งปี
อาทิตย์ ยังกล่าวด้วยว่า นอกจากเขาจะเล่าเรื่องราว 3 ปีในเคนยาแล้ว อีกมุมหนึ่งก็ยังต้องการเผยแพร่การทำงานของทูต เพื่อให้คนเข้าใจและรับรู้ว่าอาชีพนี้ทำงานอย่างไร

“เมื่อพูดถึงนักการทูต คนจะเห็นเป็นเรื่องลี้ลับพิศวงคนจะเข้าไม่ถึง และเมื่อพูดถึงแอฟริกาก็ดูลี้ลับคนเข้าไม่ถึงอีก ผมเลยคิดว่ามันเป็นหน้าที่ที่ต้องเขียนเรื่องราวเหล่านี้ออกไป โดยเฉพาะให้คนรุ่นใหม่ได้ทราบได้เข้าใจ ผมอยากแชร์ ส่วนเรื่องยอดพิมพ์ยอดขายเป็นเรื่องของสำนักพิมพ์” เขากล่าว “ผมชอบบอกกับทุกคนบอกผมอยากเป็นนักการทูตเพราะเป็นอาชีพที่ได้ผจญภัย ภาพที่คิดว่านักการทูตต้องไปงานเลี้ยงหรูหรา สำหรับผมมันไม่ใช่ แต่มันคือการไปที่ที่หนึ่งที่เราได้ไปอยู่ตรงนั้น ไม่ใช่ไปภาพผิวเผิน ไปรู้จักเขา ให้เขารู้จักเรา ได้ไปในที่ที่แปลกๆ ไปในธรรมชาติที่ผมชอบ”
อาทิตย์ ประสาทกุล ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเคนยาและย่านแอฟริกานานถึงสามปีในฐานะเลขานุการเอกแห่งสถานทูตไทยประจำกรุงไนโรบี หน้าที่ของเขาในฐานะตัวแทนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ คือ การสานสัมพันธ์และนำความเป็นไทยไปสู่ความเข้าใจอันดีของชาวแอฟริกัน ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมความเข้าใจแอฟริกาในสายตาของคนไทยให้ทันสมัยและรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มากขึ้น อีกหนึ่งย่อหน้าในคำนำอธิบาย
“เรากับแอฟริกาเป็นประเทศใกล้เคียงกัน เป็นประเทศที่กำลังพัฒนาเหมือนกัน หน้าที่ของทูตคือสร้างความร่วมมือและการพัฒนาร่วมกัน เช่น ด้านการเกษตร แอฟริกามีปัญหาเรื่องการทำเกษตร อย่างปลูกหนึ่งไร่อาจได้ผลผลิตน้อย เราก็ต้องไปแลกเปลี่ยนความรู้ ทักษะ ระหว่างกัน พยายามให้ไทยเป็นที่รู้จักผ่านการช่วยเหลือ ให้ประสบการณ์ที่เราเคยมีแก่เขา เพื่อสานความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน”
นอกจากนี้ อาทิตย์ยังพูดถึงแอฟริกาว่าเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยโอกาสและสิ่งใหม่ๆ ที่ต้องศึกษา ซึ่งเขาอยากเปลี่ยนมุมมองของคนไทยที่มีต่อประเทศแอฟริกาและต่อคนแอฟริกา เพื่อความเข้าใจโลกใบนี้มากขึ้น
บทที่ชอบที่สุด เขาเลือก “บทนำผู้เขียน” เพราะเป็นตอนที่เขาเขียนเหตุผลว่าทำไมถึงตัดสินใจเขียน และเป็นสิ่งที่อยู่ในใจของตน อย่างที่อาทิตย์เขียนไว้ในย่อหน้าสุดท้ายของคำนำผู้เขียนไว้ว่า
ด้วยเหตุนี้ ผมถึงตั้งใจว่า หากมีโอกาสได้ไปอยู่ที่ไหน ก็จะพยายามกลับมาเล่าเรื่องที่เห็นและเรื่องที่ทำด้วย เพราะนอกจากหวังจะถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้พบแล้ว ผมยังหวังต่อไปว่า ข้อเขียนในหนังสือเล่มนี้น่าจะทำให้ผู้อ่านได้เห็นอีกด้านหนึ่งของชีวิตการทำงานของพวกเรา-ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่ถูกส่งไปประจำการที่สถานทูตและสถานกงสุลของไทยในที่ต่างๆ ซึ่งหลายครั้งก็ไม่ได้สบาย (หรือลำบาก) อย่างที่ใครๆ คิด
หากหนังสือเล่มนี้จะมีประโยชน์และให้ความเพลิดเพลินใจแก่ผู้อ่านบ้าง ผมขอมอบความดีทุกประการให้กับกระทรวงการต่างประเทศที่ผมภาคภูมิใจ แต่หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผมก็ขอน้อมรับไว้แต่เพียงผู้เดียว และผมก็ขอขอบคุณสำนักพิมพ์แซลมอนที่ให้โอกาสในการเผยแพร่ข้อเขียนชิ้นนี้แก่สาธารณชนด้วยครับ เขาทิ้งท้าย