ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
02 มกราคม 2560 เวลา 08:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/473386

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ก้าวเข้าสู่ปี 2560 ที่ว่ากันว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางการเมือง เส้นทางนับจากนี้กับการบริหารประเทศควบคุมรัฐนาวาให้ไปจนถึงจุดหมายปลายทางดูจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตลอดเส้นทางข้างหน้าเต็มไปด้วยมรสุมที่รุมเร้า หากรับมือไม่ดีอาจสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาล คสช. อย่างรุนแรง
วาระร้อนเรื่องแรกเรื่องเศรษฐกิจ ที่ถือเป็นเรื่องใหญ่เพราะกระทบกับทั้งเศรษฐกิจระดับมหภาค เกี่ยวพันทั้งการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ไปจนถึงเรื่องปัญหาปากท้องค่าครองชีพ ตลอดจนปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำที่ยังแก้ไม่ตก เรื่องนี้ถือเป็น “เดิมพัน” ที่สำคัญของรัฐบาล คสช. จากที่เคยถูกปรามาสตั้งแต่แรกเข้ามาบริหารประเทศว่าแม้จะมีจุดแข็งเรื่องความมั่นคงแต่ก็มีจุดอ่อนเรื่องเศรษฐกิจแม้จะมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้
ปัญหาส่วนหนึ่งอยู่ที่โครงการใหญ่ๆ ต้องใช้เวลานานกว่าจะเริ่มขับเคลื่อนได้ “เม็ดเงิน” ที่หวังว่าจะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับหลายโครงการก่อนหน้านี้ที่พบปัญหาเบิกจ่ายล่าช้า หลายพื้นที่พบปัญหา “งบค้างท่อ” จนทำให้ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้
วาระที่สองการจัดการเลือกตั้งที่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญอันจะพาประเทศก้าวเข้าสู่สภาวะปกติ ความสำคัญอยู่ที่จะต้องเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้าน และทำบรรยากาศบ้านเมืองให้เอื้อต่อการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างสุจริตเที่ยงธรรม รวมทั้งเป็นที่ยอมรับในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งมีเรื่องต้องดำเนินการมากมายหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการรณรงค์เลือกตั้ง การหาเสียงที่จะเกิดขึ้น
ปัญหาอยู่ที่หลังเปิดรูระบายยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่สะกดไม่ให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มต่างๆ ได้ออกมาเคลื่อนไหวหรือแสดงความคิดความเห็นได้อย่างเต็มที่เพื่อทำให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ ตรงนี้อาจสร้างแรงกระเพื่อมให้กับ รัฐบาล คสช.ที่จะถูกกลุ่มการเมืองใช้โอกาสนี้ได้ถล่มหรือวิพากษ์วิจารณ์การทำงานที่ผ่านมา รวมไปถึงมือที่สามที่เตรียมจ้องเตรียมสร้างสถานการณ์สร้างความวุ่นวาย
วาระร้อนที่สามเรื่องการปฏิรูป ที่ถือเป็นเป้าหมายสำคัญของการเข้ามาบริหารงานของรัฐบาล คสช. เพื่อใช้โอกาสนี้ทำให้บ้านเมืองเดินหน้าไปสู่เส้นทางที่ควรจะเป็นและก้าวพ้นจากวังวนความขัดแย้งในอดีต ดังจะเห็นที่ผ่านมามีการเขียนล็อกเรื่องการปฏิรูปกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านการทำประชามติ กำหนดกลไกต่างๆ เพื่อให้เส้นทางการปฏิรูปเดินหน้าต่อไปไม่มีสะดุด
ทว่า ตลอดสองปีที่ผ่านมาการปฏิรูปที่ทำมายังไม่สามารถจับต้องได้แบบเป็นชิ้นเป็นอัน หลายเรื่องยังเป็นแค่รายงานปึกใหญ่ที่ทางสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ทำการศึกษาไว้และมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มารับช่วงดำเนินการต่อ แต่สุดท้ายก็ยังไม่เห็นการนำแผนงานไปสู่การปฏิบัติ
เรื่องที่สี่มหากาพย์โครงการรับจำนำข้าว จากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยประกาศไว้ชัดเจนว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นหลายแสนล้านบาทจะต้องมีคนรับผิดชอบนั้น แต่ผ่านมาสองปีกว่าเส้นทางการติดตามเอาผิดทั้ง ทางอาญาและทางแพ่งดูจะคืบหน้าช้าเกินกว่าที่สังคมเฝ้ารอ ที่ชัดเจนที่สุดคือที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง กระทรวงการคลัง มีมติให้เรียกค่าเสียหาย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 35,717 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 20% ของมูลค่าความเสียหาย 178,586 ล้านบาท ส่วนที่เหลือกำลังพิจารณาเรียกเก็บจากข้าราชการและคนที่เกี่ยวข้องต่อไป
ปัญหาอยู่ที่ยิ่งนานวันออกไปเท่าไหร่ ยังไม่สามารถติดตามทวงถามหาคนมาชดใช้ความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว หรือหาคนผิดมาลงโทษได้ สุดท้ายแรงกดดันทั้งหมดย่อมย้อนกลับมายัง คสช. เสียเองและกระทบไปถึงความเชื่อมั่นและสิ่งที่ คสช.ทำมาทั้งหมดอีกด้วย
เรื่องที่ห้าคดีวัดธรรมกาย ที่ถือเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ซึ่งเกี่ยวพันไปหลายคดี ปมใหญ่ที่สุดอยู่ที่การติดตามตัว พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย มาดำเนินคดี ทว่าการติดตามตัวมาดำเนินคดีนั้นยังเป็นปัญหาส่วนหนึ่งเพราะศิษยานุศิษย์ยังคงรวมตัวปักหลักเป็นโล่มนุษย์ จนเจ้าหน้าที่ไม่กล้าใช้มาตรการแตกหักเข้าไปจับกุม ได้แต่กดดันไปเรื่อยๆ ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไร้ประสิทธิภาพไม่สามารถบังคับใช้กฎหมาย ยิ่งนานวันปัญหายิ่งดูจะหนักขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นเรื่องร้อนที่รัฐบาล คสช.จะต้องเผชิญในปี 2560 ซึ่งจะต้องจับตาดูว่าสุดท้ายแล้วรัฐบาล คสช.จะสามารถจัดการกับเรื่องเหล่านี้ได้มากน้อยแค่ไหน