ผ่าภารกิจเปลี่ยนผ่านประเทศ ทั้งหมดต้องมาจบที่ สนช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2559 เวลา 11:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/469739

ผ่าภารกิจเปลี่ยนผ่านประเทศ ทั้งหมดต้องมาจบที่ สนช.

โดย…ธนพล บางยี่ขัน, ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ย้อนกลับไปเมื่อกลางปีราวเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาเป็นภาวะที่แม่น้ำ 5 สายอยู่ในบรรยากาศแห่งความตึงเครียดมากที่สุดก็ว่าได้ หลังจากลุ้นผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงกันตัวโก่ง

แต่เมื่อผลการออกเสียงประชามติเป็นอย่างที่แม่น้ำ 5 สายตั้งความหวัง ส่งผลให้แม่น้ำทุกสายเดินหน้าใส่เกียร์ห้าอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เร่งจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ฉบับ เพื่อพาประเทศเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งล่าสุดได้จัดทำเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการไปแล้วหนึ่งฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

ส่วนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะด่านสุดท้ายที่ต้องให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ก็วางแผนการทำงานไว้ล่วงหน้าพอสมควรเช่นกัน แม้ว่าการทำงานของ สนช.ที่ว่าด้วยการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นจะเริ่มได้ตามกฎหมายจะต้องรอให้ร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ก็ตาม

ในโอกาสนี้ “โพสต์ทูเดย์” ได้มีโอกาสสนทนากับ “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” รองประธาน สนช. คนที่ 1 และประธานคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะและรวบรวมความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นคนสำคัญในการพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้ออกมาเนี้ยบมากที่สุด

สุรชัย เริ่มการพูดคุยด้วยการยืนยันว่าหัวใจของการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญครั้งนี้ คือ การถอดบทเรียนในอดีตที่ผ่านมาเพื่อพิจารณาว่าในอดีตมีปัญหาอะไรบ้าง จากนั้นจะต้องมาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ประเทศเกิดปัญหาแบบนั้นอีก

“เรื่องการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 10 ฉบับ ขณะนี้เป็นภารกิจหลักของคณะกรรมาธิการสามัญฯ ที่เข้ามารับภารกิจต่อเนื่อง เพราะได้ทำหน้าที่รวบรวมความคิดเห็นมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยเราประชุมกันต่อเนื่องทุกสัปดาห์

“ภารกิจได้แบ่งออกเป็นส่วนๆ ดังนี้ ส่วนที่หนึ่ง ติดตามเก็บข้อมูลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่ามีหลักคิดอย่างไรในการยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ และกระแสตอบรับจากภาคประชาสังคมแต่ละประเด็นที่ กรธ.เผยแพร่ออกมานั้นมีประเด็นปัญหาความคิดเห็นอย่างไร ทั้งเห็นด้วยและเห็นต่าง เพื่อเก็บข้อมูลมาเป็นวัตถุดิบรอไว้เมื่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญถูกส่งมาที่ สนช. เราจะได้มีประเด็นต่างๆ ครบถ้วนว่าควรมีส่วนใดที่ต้องปรับแก้เพื่อให้สอดคล้องกับความเห็นกับภาคประชาสังคม

ส่วนที่สอง รวบรวมกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 10 ฉบับที่เคยออกในเมื่อครั้งมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เพื่อให้คณะกรรมาธิการสามัญฯ ทำความเข้าใจไปพลางก่อนว่าในยุคสมัย พ.ศ. 2550 ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับกำหนดกติกาไว้อย่างไรบ้าง เพื่อเอาไว้ใช้ศึกษาเปรียบเทียบ

ส่วนที่สามที่เราได้ทำไป คือ การเริ่มพิจารณาลงรายละเอียดในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับแรก ได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พรรคการเมือง การเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งเริ่มศึกษาแล้ว โดยเอาจากร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพิจารณา เช่น ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ส่งมาจาก กกต. หรือเอา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 มาตั้งและดูว่าประเด็นที่สังคมวิจารณ์กันมาก เช่น เรื่องการเก็บค่าสมาชิกพรรคการเมือง การเซตซีโร่พรรคการเมือง ก็ได้ให้คณะกรรมาธิการสามัญฯ หารือกันไปพลางก่อน

“ส่วนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส. ไม่ค่อยมีประเด็นที่เป็นข้อถกเถียง เพราะกติกาส่วนใหญ่จะยุติตามบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เขียนกติกาเลือกตั้งอย่างไร กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ต้องเป็นไปตามนั้น เช่นเดียวกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว.”

สนช.มีอำนาจแก้ไขเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญได้ขนาดไหน หลังจากเริ่มมีบางฝ่ายออกมาระบุว่า สนช.มีอำนาจปรับแก้เนื้อหาที่ส่งมาจาก กรธ.ได้อย่างจำกัด? สุรชัย ตอบว่า “เออ…เรื่องนั้นเป็นอีกส่วนหนึ่งแล้ว เป็นส่วนที่ว่าด้วยขั้นตอนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ กรธ.ส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญมาให้ สนช. กระบวนการขั้นตอนการพิจารณาในวาระที่ 1 2 และ 3 ก็เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม สนช. อย่างไรก็ตามเวลานี้ สนช.มีการตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม สนช.ฉบับใหม่ เพื่อรองรับภารกิจการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ และให้กระบวนการทำงานของ สนช.สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะมีประกาศใช้ในอนาคต

“ในข้อบังคับการประชุม สนช.ฉบับใหม่มีประเด็นหนึ่งที่เรากำลังพิจารณาและยังไม่ได้ข้อยุติ คือ ขั้นตอนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ โดยกำลังพิจารณาว่าจะเปิดโอกาสให้มีสัดส่วนของผู้ที่เกี่ยวข้องกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนั้นๆ มามีส่วนร่วมกับ สนช.ตั้งแต่ขั้นตอนการพิจารณาในคณะกรรมาธิการวิสามัญของ สนช.เลย เพื่อจะได้ลดข้อถกเถียงหรือความแตกต่างก่อนที่จะลงมติขั้นตอนสุดท้ายในวาระที่ 3

“ขณะนี้เรากำลังพิจารณาว่าจะให้สัดส่วนแก่บุคคลภายนอกประมาณ 1 ใน 5 จาก กมธ.ทั้งหมด 30-35 คน ซึ่งในสัดส่วน 1 ใน 5 ประกอบด้วย กรธ. สปท. (สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ) ในฐานะที่ดูเรื่องการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเราก็อยากได้แนวคิดของท่าน จึงอยากให้ สปท.ส่งตัวแทนมาอยู่ในคณะ กมธ.ของ สนช.ด้วย รวมทั้งศาลหรือองค์กรอิสระต่างๆ ที่เป็นเจ้าของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนั้นๆ ในฐานะที่ท่านต้องเป็นคนไปปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่ สนช.คิดว่ามีความรู้และความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ เช่น อาจเชิญอดีตประธาน ป.ป.ช.มาร่วมพิจารณาด้วย เป็นต้น อันนี้ตกผลึกแน่นอนแล้วว่าเราให้ที่นั่งท่านแน่ๆ แต่ที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา คือ จะให้สัดส่วนที่นั่งเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมกับจำนวน สนช.

“ตามรัฐธรรมนูญเมื่อ สนช.เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใดก็สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายได้เลย แต่ถ้ามีการแก้ไขเนื้อหาและนำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 11 คน ระหว่าง สนช. กรธ. องค์กรอิสระ ผลโหวตของคณะกรรมาธิการร่วมเป็นอย่างไรก็ส่งกลับมาที่ สนช. ถ้า สนช.เห็นด้วยก็จบ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย แต่หาก สนช.จะไม่เห็นด้วย รัฐธรรมนูญกำหนดให้ สนช.ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่า 2 ใน 3 จากจำนวน สนช.ทั้งหมด

“ทั้งหมดนี้จะเป็นการตอบคำถามว่า สนช.ยังมีอำนาจแก้ไขได้นะ ถ้าคณะกรรมาธิการร่วม เห็นด้วยก็เป็นอันยุติ แต่ถ้าคณะกรรมาธิการร่วม ไม่เห็นด้วยก็ต้องทำความเห็นกลับมายัง สนช.อีก ซึ่งจะเป็นสิทธิของ สนช.ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ โดยใช้เสียงตัดสินในสัดส่วน 2 ใน 3 อย่างไรก็ตามทั้งหมดต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 60 วัน”

เท่ากับว่าที่สุดแล้ว สนช.ยังคงเป็นคนชี้ขาดตัวจริง และเวลาชี้ขาดในแต่ละประเด็นจะเอาอะไรเป็นตัวตั้ง เพราะแต่ละประเด็นทั้ง กรธ. สนช. และภาคประชาชนก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันมาก? รองประธาน สนช.เปิดเผยว่า “ในใจผมส่วนตัวขณะนี้มีหลักเกณฑ์อยู่แล้ว คือ 1.แนวทางไหนที่เป็นประโยชน์กับประเทศมากที่สุด 2.เราต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถูกกำหนดกรอบหรือเจตนารมณ์ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557

“ในมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 กำหนดไว้เลยว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างน้อยต้องประกอบด้วยเนื้อหา 10 ประการ 1 ใน 10 ประการ คือ ถ้าพูดถึงกฎหมายเกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตจะต้องมีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการทุจริต หรือถ้าพูดถึงกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ก็ต้องมีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตเลือกตั้ง

“ดังนั้น เราก็ดูว่าความเห็นไหนเถียงกัน ความเห็นไหนที่จะสอดรับและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาบ้านเมืองในเรื่องนั้นได้ดีกว่ากัน แต่ถ้าทุกๆ แนวทางเป็นประโยชน์และมีประสิทธิภาพทั้งสิ้น เราก็จะดูว่าแนวทางไหนที่มันไปกระทบกระเทือนหลักเดิมน้อยที่สุด”

ภาพหนึ่งที่หลายฝ่ายเห็นมาตลอด คือ ความขัดแย้งทางความคิดระหว่าง กรธ.กับ สนช. ซึ่งสืบเนื่องมาตั้งแต่แนวความคิดของ สนช.ที่ต้องการให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีให้ที่ประชุมรัฐสภาเลือก แต่ กรธ.ปฏิเสธเรื่อยมาจนถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เริ่มมีเมฆหมอกที่ทั้งสองฝ่ายจะวิวาทะกันอีกรอบ

ในประเด็นนี้ สุรชัย ตอบอย่างอารมณ์ดีว่า “ไม่รู้เหมือนกัน คุณมองเองหรือเปล่า แต่ว่าก็มีความเป็นไปได้ที่ความคิดเห็นจะแตกต่างกัน เพราะอย่าลืมนะว่าฝั่ง สนช.มีตั้ง 250 คน และเราก็ไปควบคุมความคิดของสมาชิกทั้ง 250 คนไม่ได้ และในบรรดา 250 คน ท่านก็ได้รับข้อมูลความรู้มาจากแหล่งต่างๆ

“ผมคิดว่าการมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเป็นเรื่องดีที่จะสะท้อนให้ประชาชนได้เห็นว่าเราทำงานไม่ได้ซูเอี๋ยหรือสมยอมกัน และไม่ได้ทำงานภายใต้ใบสั่งของใคร กรธ.ทั้ง 21 ท่านก็มีความคิดอย่างหนึ่งท่านก็ว่าไป สนช.มีความคิดเหมือนหรือต่างกันอย่างไรก็ว่าไป

“แต่สุดท้ายความคิดเห็นทั้งหมดจะต้องมาหลอมกันในเวทีของที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อให้ได้กติกาใหม่ที่จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศมากที่สุด เราจะได้ไม่ต้องวนกลับไปในเรื่องเดิมๆ แต่บางเรื่องบางราวในมุมมองของ สนช.ก็ต้องถอดบทเรียนมาดูว่าในทางปฏิบัติสามารถปฏิบัติได้จริงหรือไม่ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวมมากที่สุด”สุรชัย ทิ้งท้าย

จัดสรรประโยชน์ให้ลงตัว หัวใจสู่ความสำเร็จ

“ท่านรองสุรชัย” เป็นชื่อที่สมาชิก สนช.ในสภาต่างใช้เรียกรองประธาน สนช.ท่านนี้เวลาเจอหน้าค่าตากัน ซึ่งถ้าพลิกประวัติศาสตร์ทางการเมืองในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จะพบว่ามีชื่อของ “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” ถูกบันทึกเอาไว้ด้วย

กล่าวคือ ในปี 2550 เข้ามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ผ่านประชามติ จากนั้นเข้ามาเป็น สว.สรรหา เชี่ยวชาญงานด้านนิติบัญญัติจนได้รับความไว้วางใจจากวุฒิสภาให้ทำหน้าที่รองประธานวุฒิสภา

ปรากฏว่าการเป็นรองประธานวุฒิสภาของสุรชัยถูกจับจ้องจากหลายฝ่ายเป็นอย่างมาก เนื่องจากในช่วงปี 2557 ก่อนจะเกิดการรัฐประหาร เวลานั้นสุรชัยเป็นผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติเพียงคนเดียวที่สามารถทำหน้าที่ได้ หลังจากเวลานั้นมีการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่ประธานวุฒิสภาขณะนั้นก็ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดจนต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว

เมื่อเหลือเพียงสุรชัยทำหน้าที่เป็นผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติคนเดียว จึงได้เข้ามาเป็นแกนนำในการรวบรวมผู้นำหลายภาคส่วนมาร่วมปรึกษาหาทางออกให้กับประเทศ แต่ภารกิจยังไม่ทันเสร็จสิ้นเท่าไหร่ ทหารก็ตัดสินใจรัฐประหารในเวลาต่อมา

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ สุรชัยจึงยืนยันว่าการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะประสบความสำเร็จได้ ทุกฝ่ายจำเป็นต้องนำบทเรียนที่ผ่านมามาพิจารณาและวิเคราะห์ร่วมกันหาทางออก

“การร่างรัฐธรรมนูญในอดีตมีความต่างกันกับปัจจุบันบ้าง อย่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ไม่ได้มีกติกาว่าพอรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้วคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญหรือสภาร่างรัฐธรรมนูญสมัยนั้นต้องทำกฎหมายลูก แต่มอบหมายให้เป็นหน้าที่องค์กรที่เกี่ยวข้องเวลานั้นดำเนินการ ทว่าน่าเสียดายมีกฎหมายบางฉบับดำเนินการไม่เสร็จภายในเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนด ตรงนี้แหละถึงได้มีการถอดบทเรียนจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ออกมา และกำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการให้เสร็จเลย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอีก”

สุรชัย มองถึงการที่หลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่า “ส่วนตัวไม่ได้มองว่าเป็นความขัดแย้งอะไรนะ แต่ผมมองว่าเป็นความคิดเห็นที่แตกต่างกันเท่านั้น จากสภาวะที่เกิดขึ้นในขณะนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องของการแสดงออกของผู้มีส่วนได้เสียในกฎหมายแต่ละฉบับมากกว่า ฝ่ายการเมืองไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองหรือนักการเมืองก็จะให้ความสนใจไปที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กกต.ก็จะดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ กกต.

“อันนี้มันก็เป็นการสะท้อนบริบททางการเมืองว่าการเมืองก็เป็นเรื่องการจัดสรรผลประโยชน์ เมื่อใดที่ผลประโยชน์แต่ละฝ่ายลงตัว ความขัดแย้งก็จะไม่มีหรือมีน้อย แต่เมื่อใดที่ไม่ลงตัว แน่นอนว่าทุกคนก็จะสะท้อนความคิดเห็นที่แตกต่างออกมา และดูประหนึ่งว่าเป็นเรื่องของความขัดแย้ง แต่ผมมองว่าเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย

“สุดท้ายมันเป็นเพียงว่าจะทำอย่างไรให้ผลประโยชน์ทุกฝ่ายลงตัวและนำไปสู่ผลประโยชน์ของประเทศชาติ อย่างเช่นเรื่องของการเซตซีโร่องค์กรอิสระหรือไม่ ก็คงไม่ใช่ไปดูว่าคัดค้านการเซตซีโร่เพียงเพื่อให้ตัวเองได้อยู่ในตำแหน่งต่อไป แต่ต้องดูต่อไปว่าไปกระทบกระเทือนสิทธิของคนที่มีสิทธิอยู่เดิมหรือไม่ ขัดกับหลักกฎหมายพื้นฐานหรือขัดต่อหลักนิติธรรมหรือไม่ เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติหรือไม่

“ท่านได้ทำหน้าที่ได้ดีถูกต้องและสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือเจตนารมณ์หรือไม่ ที่ปรับเรื่องคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ให้สูงขึ้นเขามีวัตถุประสงค์อะไร ถ้าคนที่มีคุณสมบัติตามกฎหมายเดิมแต่ไม่ได้ตามคุณสมบัตินั้น ถ้าอยู่แล้วจะเป็นความเสียหายต่อภารกิจบ้านเมืองหรือไม่ อันนี้คือรายละเอียดที่เราต้องนำมาพิจารณาและชั่งน้ำหนักทั้งหมด ยืนยันว่า สนช.จะดูแลให้ดีที่สุด และไม่ให้เป็นปัญหากับบ้านเมืองต่อไปในอนาคต”สุรชัย ระบุ

“2560” ปีสำคัญโรดแมป “สะสางทุกอย่าง-ไม่ทิ้งใต้พรม”

นอกเหนือไปจากภารกิจเกี่ยวกับการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดแล้ว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยังมีภารกิจเพื่อชาติสำคัญที่ต้องทำอีกหลายประการ ซึ่งในมุมมองของ “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” รองประธาน สนช.คนที่ 1 คิดว่ามีอีก 2-3 เรื่อง โดยเฉพาะการปฏิรูปประเทศโดยเป็นเรื่องที่มีความสำคัญไม่แพ้กับการพาประเทศไปสู่การเลือกตั้ง

รองประธาน สนช.คนที่ 1 เริ่มสกัดภารกิจของ สนช.ที่ต้องลงมือทำในปี 2560 ว่า “ปีหน้าจะเป็นโรดแมปช่วงระยะสุดท้ายที่สำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านประเทศอย่างมาก ตั้งแต่ภารกิจเรื่องการเร่งรัดต้องให้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ ถ้ากฎหมาย 4 ฉบับมีผลใช้บังคับแล้ว จะนำไปสู่การกำหนดการเลือกตั้งภายใน 150 วันตามที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนด อันนี้เป็นภารกิจและเป้าหมายหลักที่เราต้องขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายนั้นให้ได้

“ขณะเดียวกัน ภารกิจของ สนช.ไม่ได้มีเพียงแค่การนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านเพื่อไปสู่การเลือกตั้งและจัดตั้งสภาและรัฐบาลชุดใหม่เท่านั้น แต่ภารกิจที่พวกเราจะต้องไม่ลืม ซึ่งบางส่วนอาจจะลืมเลือนๆ ไปแล้ว เพราะมุ่งไปสู่การเลือกตั้ง คือ ภารกิจในเรื่องการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่าหรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำไป

“การปฏิรูปประเทศเป็นกระแสเรียกร้องของสังคมก่อนที่จะเกิดการรัฐประหารเมื่อปี 2557 อันนี้เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่ สนช.ต้องขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม ตั้งแต่เรื่องของการจัดทำกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ กฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งทั้งหมดมีกรอบระยะเวลาในรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว สนช.จะต้องเข้ามาช่วยดูแลเรื่องพวกนี้ เพื่อวางกรอบและกติกาให้กับประเทศว่าหลังจากการเปลี่ยนผ่านและหลังจากแม่น้ำ 5 สายถอนตัวออกไปแล้ว และผู้รับผิดชอบบ้านเมืองชุดใหม่เข้ามาแล้ว

“พวกท่านจะต้องทำภารกิจสองอย่างควบคู่กันไปเช่นเดียวกัน คือ ภารกิจการปฏิรูปประเทศอย่างต่อเนื่องกับภารกิจใหม่ภายใต้วิสัยทัศน์และนโยบายใหม่ของรัฐบาลชุดใหม่ แต่ปัญหาที่สะสมอยู่ในบ้านเมืองมันจะดันกลับไปซุกใต้พรมเหมือนเดิมอีกไม่ได้ นี่คือสิ่งที่เรากังวลและเราก็พยายามที่จะทำให้ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้รับการแก้ไขผ่านกลไกต่างๆ ที่จะออกมาเป็นกฎหมายในอนาคต ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นอีกหนึ่งภารกิจของ สนช.ที่จะต้องทำควบคู่กันไป

“เราตั้งความหวังไว้อย่างนั้นนะ ผมก็อยากเห็นบ้านเมืองได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังเสียทีในช่วงสมัยนี้ เราจะได้ไม่ต้องมาย้อนรอยและไม่ต้องมาพูดกันตลอดอีกว่า ทำไมวัฏจักรการเมืองไทยมันถึงได้ซ้ำซากอยู่อย่างนี้ แต่ถ้าเรายังปฏิบัติตัวแบบเดิมๆ มันก็ต้องซ้ำซากแบบเดิมอีก ความขัดแย้งมันก็ยังอยู่ แต่หากทุกฝ่ายยอมรับที่จะปรับตัวเองโดยมีจุดหมายร่วมกัน คือ เพื่อประเทศชาติและประชาชน ทุกอย่างก็จะดีขึ้นนะ

“นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่อยู่ในบัญชีเป้าหมายของรัฐบาล ซึ่งขณะนี้เป็นบัญชีระดับเร่งรัดอยู่ 45 ฉบับที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติขอให้ สนช.ช่วยเร่งรัดเป็นกรณีพิเศษ นอกเหนือจากนั้นยังมีกฎหมายที่ค้างอยู่ในบัญชีของรัฐบาลอีกรวมแล้วประมาณมากกว่า 100 ฉบับ ทั้งหมดนี้เป็นภารกิจที่สามที่เราตั้งเป้าว่าก่อนที่ สนช.จะพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ไป สนช.จะต้องสะสางงานพวกนี้ให้เสร็จภายในห้วงเวลาที่เหลืออยู่”

อย่างไรก็ตาม เรื่องการสร้างความปรองดองเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่รองประธาน สนช.คนที่ 1 คิดว่าเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาร่วมกันเพื่อให้เกิดการแก้ไขที่ถูกทิศทาง

“มันขึ้นอยู่กับปัจจัยสองถึงสามปัจจัย ถ้าทุกคนมีความเข้าใจต่อแนวคิดในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านประเทศว่าผู้ที่รับผิดชอบบ้านเมืองอยู่ในขณะนี้ ก็มีจุดยืนชัดเจนในการที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เรามาช่วยกันในการฟื้นฟูประชาธิปไตย ส่วนไหนที่ยังอ่อนแอและที่ยังมีความเห็นที่แตกต่าง ก็มาช่วยกันด้วยการหลอมรวมเอาทุกๆ ความคิดมาขับเคลื่อนประเทศชาติไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้

“ตรงนี้มันจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ความไม่เข้าใจกันมันลดลงไปได้ หรือกลายมาเป็นความเข้าใจที่ตรงกัน ความปรองดองมันจะเกิดขึ้นได้เอง อีกปัจจัย คือ การกระทำของรัฐบาลเอง ก็จะต้องมีจุดยืนหรือมีแนวทางในการปฏิบัติกับทุกๆ ฝ่ายภายใต้บทกฎหมายที่เสมอภาคกัน แนวทางที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คือ การใช้กฎหมายเป็นแนวทางในการดำเนินการกับทุกๆ ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม โดยให้ทุกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเหมือนกันทั้งหมด ก็จะเป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้เห็นถึงการไม่เลือกปฏิบัติ

“สุดท้ายขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลในการที่จะหยิบมาเลือกใช้หรือไม่หยิบมาเลือกใช้ คือ เรื่องของการที่จะนำวิธีการใดวิธีการหนึ่งเข้ามาแก้ไขปัญหาความไม่ปรองดอง ถ้ายังคงมีหลงเหลืออยู่ ประเด็นสำคัญ คือ เราทุกฝ่ายจะต้องไม่เอาการเมืองนำเหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา ก็คือที่ผ่านมาจะไปยึดติดกับการเมืองของแต่ละค่ายความคิดเป็นหลักโดยลืมเรื่องของหลักการสำคัญของประเทศ ลืมเรื่องของความมั่นคงของประเทศ อันนี้มันจะทำให้การขับเคลื่อนประเทศไปสู่สังคมสงบสุข และสังคมที่มีความปรองดอง ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่จะถูกบรรจุในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มันจะไม่บรรลุวัตถุประสงค์

“แต่ถ้าทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน หลอมความคิดเข้าด้วยกัน และอะไรที่เคยเป็นความคิดต่างด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองหรืออุดมการณ์ทางความคิดที่เราอาจไปกอดความคิดหรืออุดมการณ์นั้นแน่นจนเกินไป ก็คลายตัวลงมาระดับหนึ่ง และก็หลอมความคิดไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ผมคิดว่าเรื่องพวกนี้มันก็จะคลี่คลายไปได้”

สุดท้ายรองประธาน สนช.เชื่อว่าการทำงานในช่วงสุดท้ายของโรดแมปจะเป็นไปอย่างราบรื่น โดยไม่มีปัจจัยใดๆ ที่เข้ามาสร้างปัญหาจนทำให้การทำงานตามโรดแมปล่มลงกลางคัน แต่เหนืออื่นใดทุกอย่างต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายด้วยการปรับปรุงตัวเองเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

“ขณะนี้ผมยังมองไม่เห็นนะว่าจะมีอะไรมาทำให้โรดแมปสะดุด เว้นแต่ปัญหาความไม่สงบ ปัญหาความขัดแย้งที่จะนำไปสู่ความวุ่นวายของบ้านเมือง ถ้าทุกอย่างเดินไปในสภาวะแบบนี้ ทุกฝ่ายยอมรับกฎและกติกาชุดใหม่ และปรับตัวเองมาแข่งขันกันภายใต้กติกาใหม่ภายใต้ระบบการเลือกตั้งที่เราหวังว่าจะให้เป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม เปลี่ยนแนวคิดแนวทางที่เคยยึดและมาสู่แนวทางร่วมกันตามเข็มทิศที่แม่น้ำ 5 สายได้พยายามวางไว้ ผมก็เชื่อว่าไม่น่าจะมีอะไรเป็นปัญหาและอุปสรรค” รองประธาน สนช.สรุป

 

Leave a comment