“บูมเมอร์เพรอเนอ” ใช้ความเก๋าสร้างธุรกิจของตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2560 เวลา 11:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/477517

“บูมเมอร์เพรอเนอ” ใช้ความเก๋าสร้างธุรกิจของตัวเอง

โดย…พุสดี-วราภรณ์

ขณะที่คนทั่วโลกพากันพูดถึงสตาร์ทอัพ ซึ่งกำลังเป็นดาวเด่นที่เจิดจำรัสในโลกธุรกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และอีกหนึ่งดาวรุ่งที่น่าจับตามองว่าจะเป็นเทรนด์ใหม่ของโลกธุรกิจที่จรัสแสงไม่แพ้กระแสสตาร์ทอัพ คือ “บูมเมอร์เพรอเนอ” (Boomerpreneur) หรือคำเรียกขานกลุ่มคนในช่วงเบบี้บูมเมอร์ที่แม้จะห่างไกลกับคำว่ารุ่นใหม่ไฟแรง แต่เลือกใช้ความเก๋ามาเป็นแรงหนุนในการก่อร่างสร้างธุรกิจของตัวเอง

นิยามของคนกลุ่มนี้คือ พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงมนุษย์เงินเดือนที่รอวันปลดเกษียณ แต่เป็นกลุ่มที่พร้อมเดินหน้าทำตามความฝันของตัวเองโดยไม่สนวัย เพราะแม้ตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้นจะบั่นทอนพละกำลังลงบ้าง แต่วัยที่เพิ่มขึ้นก็มาพร้อมประสบการณ์การทำงาน และการใช้ชีวิตที่โชกโชน บวกกับสายใยแห่งคอนเนกชั่นที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นเสมือนต้นทุนสำคัญที่ทำให้พวกเขามั่นใจที่จะผจญภัยไปในโลกธุรกิจอันกว้างใหญ่อย่างห้าวหาญ

3 ผู้ประกอบการวัยเก๋า ที่ก้าวสู่วัยหลักสี่อย่างสตรอง และไม่ทิ้งฝันที่อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แม้จะต้องล้มลุกคลุกคลาน เจอกับความท้าทายสารพัด แต่สิ่งที่ทั้ง 3 ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันคือ ไม่เสียใจที่เริ่มต้นทำธุรกิจช้าไป และต่อให้มีโอกาสนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปได้ ก็ยังเลือกที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจตอนที่เข้าสู่หลักสี่แล้วเหมือนเดิม

โอปอล-ณัฏฐ์ธรณ์ จิวานุวงศ์

เก็บปีกนางฟ้ามาโบยบินบนผืนผ้า

จากแอร์โฮสเตสสาวที่หลงใหลในการเดินทาง โอปอล-ณัฏฐ์ธรณ์ จิวานุวงศ์ บอกว่า ไม่เคยคิดมาก่อนว่า วันหนึ่งชีวิตในวัย 40+ ของเธอจะเดินทางมาสู่การเป็นผู้นำเข้าศาสตร์การออกกำลังกายสไตล์ใหม่อย่าง แอนไทกราวิตี โยคะ (AntiGravity Yoga) และเป็นเจ้าของวิงส์แอเรียล คลับ

7 ปีเต็มที่เธอเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในฐานะแอร์โฮสเตสก่อนจะโบกมือลาเพื่อมาเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองตอนอายุ 43 ปี ครูโอปอลบอกเล่าอย่างออกรสว่า หลังลาออกจากงานประจำตอนวัยเฉียดเลข 4 ธุรกิจแรกที่ลองทำคือ เปิดร้านกาแฟ และร้านอาหาร แม้ธุรกิจจะไปได้ดีพอสมควร แต่เธอกลับพบว่านี่ไม่ใช่งานในฝันที่ทำให้เธอมีพลัง อยากลุกขึ้นมาทำทุกวัน เธอได้แต่เฝ้าค้นหาคำตอบให้ตัวเองเรื่อยมา จนวันหนึ่งโชคชะตาได้พาให้เธอมารู้จักกับศาสตร์การออกกำลังกายแนวใหม่อย่าง แอนไทกราวิตี โยคะ

“ปอลรู้จักศาสตร์นี้ตอนไปสหรัฐ หลังจากไปลองเรียนดูแล้วชอบมาก เลยเริ่มศึกษาจริงๆ ลงทุนไปเรียนกับผู้ที่คิดศาสตร์นี้ขึ้นมา และขอซื้อลิขสิทธิ์เข้ามาเปิดในเมืองไทย ใช้เวลาเก็บข้อมูลอยู่ร่วม 3 ปี กว่าจะลงมือทำธุรกิจนี้จริงจังก็ตอนอายุ 42 แล้ว

สำหรับปอลการเริ่มต้นทำอะไรตอน 40 ถือว่าท้าทายมากนะ เพราะเราไม่ได้อยู่ในวัยที่มีพลังและเวลาล้นเหลือสำหรับเรียนรู้จากความผิดพลาดเหมือนเป็นวัยรุ่น เราเริ่มมีเดดไลน์เข้ามาเป็นกรอบในการใช้ชีวิต ยิ่งมาเริ่มธุรกิจอะไรที่ใหม่มากๆ ยิ่งท้าทายเป็นทวีคูณ สำหรับปอลโชคดีที่เราใส่ใจสุขภาพกายและใจมาตลอด ไม่ได้ใช้ร่างกายแบบเรี่ยราด ทำให้อย่างน้อยตอนคิดจะทำธุรกิจ เรามีกายและใจที่พร้อมเกินร้อย”

ครูโอปอลมองถึงข้อดีของการเริ่มต้นธุรกิจในวัยเลขสี่ที่เด็กรุ่นใหม่ต้องอิจฉาคือ เรามาพร้อมประสบการณ์ชีวิตมากมาย ทั้งจากการทำงาน การใช้ชีวิต และคนรอบตัว เหมือนได้รับการฉีดวัคซีนบทเรียนชีวิตมาแล้วระดับหนึ่ง ที่สำคัญ เรายังมาพร้อมคอนเนกชั่นที่ต้องใช้เวลาในการสั่งสมเท่านั้น

“4 ปีที่ผ่านมากับธุรกิจนี้ ปอลว่าไม่มีวันไหนเลยที่ราบรื่น 100% แต่ทุกอุปสรรคที่เจอ เราคิดเสมอว่าไม่ได้ยากเกินกว่าจะข้ามผ่าน เรายังสนุกกับการได้ดึงเอาสิ่งที่ได้สั่งสมมาทั้งชีวิตมาแก้ปัญหาต่างๆ มาใช้ ซึ่งถ้าย้อนไปตอนเรา 30 แล้วมาเริ่มธุรกิจนี้ ปอลคงเลิกไปนานแล้ว เพราะเรายังขาดประสบการณ์หลายอย่าง ยังทำอะไรได้ไม่ครบเครื่องเท่าวันนี้ เพราะฉะนั้นสำหรับปอล 40 คือวัยที่สวยงาม”

ปั้นความฝันใส่ซาลาเปาทุกใบ

ชีวิตมนุษย์เงินเดือนอาจเป็นคอมฟอร์ตโซนที่หลายคนอยู่มานาน จนไม่กล้าก้าวเท้าออกไปสัมผัสโลกใบใหม่ แต่สำหรับ ต้อง-ชเพชร ชลานุเคราะห์ และ อุ๊-วิลาสินี รัศมิทัต สองเพื่อนซี้ผู้ก่อตั้งซาลาเปาหมูอ้วนกลับคิดต่าง ทั้งคู่เลือกหันหลังให้งานประจำตอนอายุพ้นเลข 4 พร้อมผันตัวเองมาทำในสิ่งที่ตัวเองรักแบบไม่สนวัย

“เราคิดมาตลอดว่า คงไม่เป็นมนุษย์เงินเดือนไปตลอดชีวิต วันหนึ่งก็ต้องออกมาทำธุรกิจส่วนตัว ที่ผ่านมาเราเลยหาลู่ทางมาตลอด เริ่มต้นจากใช้ความชอบในการเดินทาง มาต่อยอดสู่การเป็นนักเขียนในห้องบลูแพลนเน็ตของพันทิป ระหว่างนั้นก็ลองทำธุรกิจลูกชิ้นปลาระเบิดที่ดังอยู่ช่วงหนึ่งมาขายไปด้วย แรกๆ ก็ขายดีนะ แต่พอเทรนด์เริ่มซา ก็เริ่มดร็อปลง เราก็เลิกและมองหาลู่ทางใหม่ พอดีตอนนั้นคุณน้าซึ่งมีสูตรทำซาลาเปาแบบดั้งเดิม จะถ่ายทอดสูตรให้ เราเลยชวนหุ้นส่วนมาเรียน

ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจทำขายนะ แค่ทำให้เพื่อนกิน ปรากฏว่าทุกคนชมว่าอร่อย ไปๆ มาๆ เลยคิดว่าทำซาลาเปาขายนี่แหละน่าจะเวิร์ก เลยเป็นจุดเริ่มต้นของซาลาเปาหมูอ้วน ซึ่งเราเอาชื่อแบรนด์มาจากชื่อนามปากกาที่เราเขียนในพันทิปว่า หมูอ้วนจอมพลัง”

ช่วงที่เริ่มทำแบรนด์ กระแสซาลาเปาไส้ลาวากำลังมาแรง เราเลยพัฒนาสูตรทำไส้ลาวาของเราเอง แล้วขายผ่านไอจี เฟซบุ๊ก ปรากฏว่า ด้วยความโดดเด่นของซาลาเปาโฮมเมดที่เป็นเอกลักษณ์ ปั้นมือทุกลูก กับรสชาติของไส้ที่ลงตัว ทำให้ได้รับกระแสตอบรับจากลูกค้าค่อนข้างดี จนเริ่มเป็นที่รู้จัก

“ถามว่าตอนที่ตัดสินใจจะออกจากงานลังเลมั้ย ก็คิดเยอะ วิตกเหมือนกันนะ แต่เราก็มองในแง่ดีว่า ถ้าคิดจะเริ่มธุรกิจเริ่มตอนนี้ ก็ดีกว่าเริ่มตอนอายุ 50-60 ปี กว่าจะมาถึงวันนี้ก็ท้อนะ เพราะธุรกิจนี้มีแค่เราต้องเป็นทุกอย่าง ต่างกับตอนทำงานบริษัทมีแผนกต่างๆ เราแค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ”

สำหรับหลักในการทำธุรกิจ ทั้งคู่ยึดหลักค่อยเป็นค่อยไปไม่ต้องรีบ ยึดหลักคำสอนเรื่องความพอเพียง ต้องบอกว่าสาเหตุที่ทำให้เราทำธุรกิจแบบใจเย็นได้นี้ ส่วนหนึ่งอาจเพราะวัยเพิ่มขึ้น ทำให้เรานิ่งขึ้น มองทุกอย่างช้าลง “ถ้าเป็นตอนอายุ 30 เราอาจจะมีแนวคิดแบบคิดการณ์ใหญ่ ทำอะไรต้องโตเร็ว ซึ่งบางครั้งการมองภาพใหญ่เกินไป ก็อาจทำให้พบกับความล้มเหลวได้”

เม-เมธาวี อ่างทอง

 

60 ยังเริ่มใหม่ได้ไม่สาย

ขณะที่ เม-เมธาวี อ่างทอง เจ้าของแบรนด์ แบล็กชูการ์ (Black Sugar) วัย 60 ปี อดีตข้าราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ตัดสินใจหันหลังให้งานประจำมาลงขันทำธุรกิจเสื้อผ้าเด็กกับเพื่อนเมื่อ 30 ปีก่อน แต่เมื่อธุรกิจไม่เป็นดั่งหวัง เธอก็ไม่ท้อแม้วัยจะล่วงเลยมาถึง 57 ปี แต่ดีไซเนอร์รุ๋นเก๋า ศิษย์เก่าจากสถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ สาขาแฟชั่น ดีไซน์ รุ่น 3 ยังเดินหน้าสานฝันของตัวเอง ด้วยการหันมาปลุกปั้นแบรนด์แบล็กชูการ์ ออกแบบเสื้อผ้าผู้ใหญ่ตามแนวที่ถนัด เพียง 3 ปี เธอไม่เพียงสามารถนำเสื้อผ้าไปวางขายในหลายประเทศ แต่ล่าสุดผลงานของเธอยังได้รับเลือกให้ไปอวดโฉมในงาน MQ Vienna Fashion Week ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย อีกด้วย

“การเริ่มต้นลงมือทำอะไรใหม่ ต้องอาศัยความอดทน เพียรพยายามจึงจะประสบความสำเร็จ ไม่ว่าการเริ่มต้นนั้นจะอยู่ในช่วงวัยใดก็ตาม สำหรับบางคน การเริ่มต้นอะไรใหม่ตอนอายุเยอะอาจเป็นเรื่องน่ากลัว เพราะถ้าพลาดจะยิ่งแก้ยาก แต่สำหรับดิฉัน การเริ่มทำอะไรใหม่ๆ ตอนอายุมากแล้ว กลับยิ่งมีแรงฮึด จนหลายคนบอกว่า อายุ 60 แล้วนะทำไมยังบ้าพลัง นั่นเพราะเราทุ่มเททำงานเต็มที่”

เมบอกว่า ข้อดีของคนอายุเยอะคือประสบการณ์ ตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้น หมายถึงเราผ่านประสบการณ์อะไรมาเยอะ เจอมาหมดแล้วทั้งช่วงเวลาที่สมหวังและล้มเหลว ทำให้มีภูมิต้านทาน ไม่กลัวอะไร แถมยังมีความมั่นใจที่จะทำสิ่งต่างๆ

“เมบอกตัวเองเสมอว่าฉันต้องทำได้ ต้องมีคนชอบ ต้องมีคนอยากได้ เราคิดอยู่แบบนี้ แล้วเราก็มาถูกทาง เพราะเรากล้าที่จะลอง ชีวิตเราสามารถเริ่มได้ใหม่เสมอ ถ้าเรามัวกลัว เราจะไม่มีทางรู้ว่าถ้าเราก้าวต่อไปจะประสบความสำเร็จไหม ถ้าเราไม่ก้าว เราจะหยุดอยู่ที่เดิม ลองก้าวไปดูซิ คิดเสมอว่าต้องทำได้ ให้กำลังใจตัวเอง คนเราเริ่มใหม่เมื่อไหร่ก็ได้ อย่ากลัวการเริ่มใหม่

อย่างดิฉันไม่กลัวอะไรสักอย่าง เพราะถ้าเราก้าวไปเราจะค่อยๆ ศึกษา ค่อยๆ เรียนรู้ ดิฉันจบปริญญาตรีตอนอายุ 48 ปี จบปริญญาโทตอนอายุ 55 เพราะดิฉันไม่เหนื่อยที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ คนเราต้องมีไฟตลอด เราต้องขวนขวายเรียนรู้ตลอดเวลา” ดีไซเนอร์วัยเก๋า กล่าวทิ้งท้าย

 

Leave a comment