ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
14 มกราคม 2560 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/475658

โดย…ปอย
‘ไม่จำเป็นต้องช่วยแค่การบริจาคเงิน’ ราณี โกรเวอร์ อายุ 33 ปี
คุณครูสอนโรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ กรุงเทพฯ
“คุณตาคุณยายของดิฉันเป็นชาวปากีสถานและอินเดียได้โยกย้านถิ่นฐานมาตั้งรกรากในเมืองไทย ที่ จ.นครสวรรค์ ตั้งแต่ท่านยังหนุ่มสาว ส่วนทางด้านคุณปู่คุณย่ามีภูมิลำเนาอยู่ จ.อุบลราชธานี ดิฉันจึงเป็นหลายส่วนผสมของเอเชียเมื่อคุณพ่อคุณแม่ได้พบรักกัน ท่านได้ให้กำเนิดดิฉันและปักหลักใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพฯ ที่นี่จึงเป็นบ้านที่ดิฉันคุ้นเคย ไม่เคยแปลกแยกเลย แม้ใบหน้าคมเข้มไม่เหมือนคนไทยสักเท่าไรนัก แล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์ระดับชาติคือการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คนไทยก็จะต้องฝ่าฟันความโศกเศร้าในครั้งนี้ไปร่วมกันให้ได้ ดิฉันก็ไม่รีรอที่ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประชาชนที่เดินทางไปยังท้องสนามหลวง
“โรงเรียนฮาร์โรว์เรามีเพจเฟซบุ๊ก helpinghandsclubH เป็นคอมมูนิตี้ร่วมกันของครูและเด็กนักเรียน เพื่อทำงานจิตอาสาช่วยเหลือสังคม หลังเหตุการณ์นี้โรงเรียนได้บริจาคเสื้อกันฝนอย่างดี 100 ชุด จากเงินบริจาคผ่านเพจนี้คนละ 500 1,000 บาท เพื่อนำไปซื้อของบริจาคให้แก่ประชาชนที่มาสักการะพระบรมศพ หลังเหตุกาณ์เพียง 1 วัน ดิฉันกับเพื่อนสนิทคือ พี่นก ขนิษฐา เป็นครูสอนโรงเรียนนานาชาติเช่นกันค่ะ พี่นกสอนที่โชรส์เบอรี่ กรุงเทพฯ เราสองคนปรึกษากันว่าจะทำอะไรดี ในคืนวันที่ 14 ต.ค. 2559 ช่วงนั้นอากาศโหดร้ายร้อนมากจึงเลือกซื้อร่มเพิ่มอีก 400 คัน แจกพร้อมๆ เสื้อกันฝน เพราะฝนก็ตกหนักไม่หยุดขณะที่ช่วงแรกๆ คนต้องยืนรอกันกลางแจ้ง เรานั่งแท็กซี่ไปกันสองคนค่ะ เจอประชาชนเดินเท้ากลางแดดร้อนๆ ตั้งแต่ก่อนถึงสนามหลวงแล้ว ก็ลงรถแจกกันเลย ทั้งเสื้อทั้งร่มสีดำ แล้วก็เข็นรถแจกต่อไปเรื่อยๆ กลายเป็นของจำเป็นที่คนต้องการมาก
“พอถึงสนามหลวงภาพที่ได้เห็นคือทุกคนแย่งกันแจกของเยอะมาก ทั้งน้ำดื่ม อาหาร ดิฉันรู้สึกในความโศกเศร้าที่สุดแต่เรายังมีความโชคดี โชคดีที่ได้เกิดในแผ่นดินรัชกาลที่ 9 ทุกคนมาที่นี่ด้วยหัวใจ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เป็นศูนย์รวมใจคนไทยที่แท้จริง ล่าสุดดิฉันกับพี่นกระดมเงินซื้อร่มสีดำได้อีก 400 คัน ไปแจกช่วงวันคริสต์มาสที่คนก็ทยอยมาเรื่อยๆ จำนวนไม่ลดลงไปเลย ประชาชนยังเต็มท้องสนามหลวง ในฐานะที่เป็นครูดิฉันสอนให้เด็กได้รู้ว่า จิตอาสาการช่วยสังคมเราไม่จำเป็นต้องช่วยแค่การบริจาคเงินเท่านั้น ดิฉันสอนชั้น Primary School ในโรงเรียนนานาชาติที่มีทั้งเด็กไทย เด็กต่างชาติจากทั่วโลกมารวมกัน แล้วเมื่อชักชวนเด็กๆ ไปทำงานจิตอาสาโดยพาเด็กๆ ไปบริจาคของให้โรงเรียนสอนเด็กตาบอด ก็ได้เห็นอีกมุมของลูกศิษย์ที่คนภายนอกอาจมองว่าเด็กๆ เหล่านี้มาจากครอบครัวฐานะดี แต่อีกภาพคือพวกเขาตั้งใจอยากช่วยเหลือทำกิจกรรมกันเต็มที่ ยอมเหนื่อย ไม่อยากกลับ อยากอยู่เล่นกับเด็กนักเรียนวัยเดียวกันที่พิการทางสายตา การให้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของคนไทยไปแล้วค่ะ ทุกคนที่มีโอกาสให้ ไม่มีใครรีรอเลยนะคะ”
‘จิตอาสาทำได้ไม่หยุด’ ขนิษฐา พจนอารี อายุ 41 ปี
คุณครูสอนโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี่ กรุงเทพฯ
“ภาพในความทรงจำปี 2559 ปีที่ผ่านมา คือการได้ไปส่งพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หน้าพระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว นอกจากความเศร้าโศกแล้ว สิ่งหนึ่งที่คนรอพระองค์ท่าน ณ ที่ตรงนั้นได้มีความรู้สึกร่วมกันในเหตุกาณ์นี้คือ ความร้อน ความหิว และกระหายน้ำ หลายคนเป็นลมแต่กลับไม่มีใครย่อท้อลุกหนีทิ้งที่นั่งที่จับจองไว้เลยค่ะ แล้วความที่ครอบครัวของดิฉันปลูกฝังให้ทำงานอาสาเพื่อสังคมตั้งแต่เรายังเป็นเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่ก็พาไปบริจาคของในบ้านพักคนชรา บ้านเด็กกำพร้าอยู่เป็นประจำ ดิฉันจึงคิดว่าเราควรต้องทำอะไรให้คนที่สนามหลวงสัก 1 อย่าง แล้วต้องไม่รอช้าด้วย รุ่งขึ้นวันที่ 14 ต.ค. 2559 ดิฉันก็รีบไปซื้อร่มสีดำ 400 คัน เพื่อบริจาคให้ประชาชนจำนวนมากที่หลั่งไหลมาสักการะพระบรมศพ
“สิ่งที่เห็นและได้สร้างความแปลกใจมากๆ คือคนแต่งตัวดี ดูมีสตางค์ไม่ขัดสน ลักษณะเป็นคนในเมืองหลวงจะรีบเข้ามารับร่ม รับเสื้อกันฝน อย่างมั่นใจไม่เก้อเขิน บางคนหยิบร่มไปเลย 2 คัน วันแรกดิฉันกับราณีไปแจกกันเพียง 2 คน เราก็ห้ามไม่ทันร่มและเสื้อกันฝนหมดอย่างรวดเร็วไม่ถึง 20 นาที ไปครั้งที่ 2 ช่วงวันคริสต์มาสก็เป็นอย่างนี้อีกหลายๆ คน จึงต้องบอกว่าขอให้หยิบไปคนละคันนะคะ แบ่งไปให้อีกหลายๆ คนที่ไม่ได้รับ ขณะที่คนต่างจังหวัดก็รีๆ รอๆ ไม่ค่อยกล้าพุ่งเข้ามาหยิบเลยทันที (หัวเราะ) จะเมียงมองสักพักให้มั่นใจก่อนแล้วเข้ามารับไปคนละคัน พอคุยทักทายกันก็รู้ว่าคนต่างจังหวัด หรือคนกรุงเทพฯ จริงๆ ด้วย ก็ยิ่งยืนยันสิ่งที่เราเห็นความแตกต่าง ของคนต่างจังหวัดและคนในเมืองหลวง ดิฉันเกิดที่กรุงเทพฯ ส่วนครอบครัวคุณพ่อคุณแม่เป็นชาวนครศรีธรรมราช ชาวชุมพร การได้กลับบ้านก็ยิ่งเห็นชัดว่าคนเมืองใหญ่เลือกที่จะอยู่แบบสังคมเดี่ยว ขณะคนต่างจังหวัดเลือกการสมาคมกับเพื่อนบ้าน ทำกับข้าวก็แลกเปลี่ยนกันเราได้กินแกงถ้วยฝีมือของคุณป้าคุณน้าข้างบ้านแทบทุกมื้อ
“ดิฉันไปสนามหลวงอีกหลายๆ ครั้ง ก็จะไปช่วยทำอาหารที่ซุ้มชาวชุมพร ชาวนครศรีธรรมราช ช่วยแจกอาหารเป็นงานเพื่อสังคมที่ทำแล้วสบายใจ มีความสุขมาก แล้ววางแผนว่าจะทำไปอีกเรื่อยๆ ไปหยุดเพียงแค่นี้ค่ะ”