เลี้ยงลูกในแบบที่ลูกเป็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2560 เวลา 11:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/477520

เลี้ยงลูกในแบบที่ลูกเป็น

โดย…วราภรณ์

ดร.กุลเดช สินธวณรงค์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท จาร์เค็น บริษัทชั้นนำด้านสถาปัตยกรรม ที่ได้ชื่อว่าสไตล์เลิศล้ำ เวลาทำงาน ดร.กุลเดช ทำงานใส่พลังสร้างสรรค์เต็มที่ แต่เวลาใช้ชีวิตครอบครัวดูแลลูกชายทั้ง 3 คน ได้แก่ เด็กชายติณห์ หรือน้องยูจิ เด็กชายภาคิน หรือน้องมารุ เด็กชายวิธวินท์ หรือน้องโมริ สินธวณรงค์ วัย 9 7 และ 5 ขวบ เขาก็ทุ่มเทและเลือกสิ่งที่ดีและเหมาะสมกับลูกๆ

เช่นเดียวกัน การเลี้ยงลูกผู้ชายทั้ง 3 คน ดร.กุลเดช บอกว่าเป็นเรื่องสนุกดี เพราะลูกแต่ละคนบุคลิกก็คนละแบบ โดยคุณพ่อส่งเสริมให้เรียนที่โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี่ทั้ง 3 คน เพราะโรงเรียนได้ส่งเสริมด้านศิลปะและดนตรีอย่างเต็มที่ และเขาเชื่อว่าความสุนทรีย์ด้านศิลปะและเสียงเพลงจะช่วยส่งเสริมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกๆ ได้เป็นอย่างดี

“วิธีการเลือกโรงเรียนให้ลูก ผมเลือกจากระบบการสอน วิชาที่ลูกต้องเรียน และสิ่งแวดล้อม โรงเรียนนี้ในมุมมองผมคือเป็นโรงเรียนที่มีคาแรกเตอร์ลั้นลามาก มีโรงละครเป็นของตัวเอง ผมชอบดูลูกเล่นละคร โรงเรียนส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านศิลปะ บทประพันธ์ การอ่านหนังสือ ที่สำคัญคือโรงเรียนให้พ่อแม่ต้องคลุกคลีกับลูกๆ ในการทำกิจกรรม เช่น ช่วยกันสอนการบ้านลูก

ผมคิดว่าเราเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกคือด้านวิชาการ ถ้าลูกไม่เก่งเลข ผมคิดว่าไม่เป็นไร เพราะมันคือชีวิตของเขา แต่ผมให้ลูกเรียนเพิ่มคือภาษาจีน กับว่ายน้ำ วิชาการผมคิดว่าไม่ต้อง หรือเรียนภาษาไทยเพิ่มนิดหน่อย แต่ผมอยากให้ลูกเป็นตัวของตัวเอง และเขาได้เลือกชีวิตของเขาเอง นั่นเป็นวิธีพัฒนาการเด็กที่ดี แต่แน่นอน คือหลายคนต้องมาแนะแนวครู ต้องบอกให้ครบ ทุกอาชีพคืออะไร นักร้องคืออะไร นักธุรกิจคืออะไร บอกเขาแต่อย่าชี้ให้ลูกต้องเป็นอย่างนั้น สอนให้ลูกรู้ ให้คิดเอง ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเราจะให้ลูกเรียนจนถึงเกรด 12 ไหม แต่ผมรอให้ลูกเข้าใจตัวเองตอนมัธยมสี่หรือห้า จบจนเข้ามหาวิทยาลัยแล้วเขาอยากเรียนเมืองไทยหรือเมืองนอก ผมจะให้เขาเลือกเอง

ผมอยากให้ลูกตั้งคำถาม ผมคิดว่าคนจะเก่งขึ้นหรือไม่ ถ้าลูกอยากเก่งลูกต้องยิงคำถามให้พ่อ แล้วพ่อจะตอบ ผมอยากให้ลูกถามว่ามหาวิทยาลัยในเมืองไทยเรียนแล้วได้อะไร หรือไม่ได้อะไร ผมจะอธิบายให้ลูกฟังทั้งหมด แต่ผมจะไม่บอกว่าดีหรือไม่ดี  แต่ผมจะพรีเซนต์ให้เขาฟังว่า คนจบมหาวิทยาลัยในเมืองไทยหรือเมืองนอกเป็นอย่างไร แล้วในที่สุดลูกจะบอกว่าอยากได้อะไร ผมให้ลูกคิดเอง ผมคิดว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ อย่างไรก็ต้องเรียน แต่ลูกจะเรียนอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องจบดอกเตอร์ จบแค่ปริญญาตรีก็ได้”

คุณพ่ออารมณ์ดียังบอกอีกว่า เขาอยากให้ลูกเรียนด้านดนตรีและศิลปะด้านการละคร ซึ่งโรงเรียนก็ส่งเสริมให้เด็กๆ เรียนทั้งเปียโน ไวโอลิน ตอนเรียนให้เด็กๆ ฝึกแยกกัน แต่ทุกเทอมโรงเรียนจะจัดคอนเสิร์ตแล้วให้เด็กๆ แต่ละชั้นปีมาซ้อมร่วมกัน ซึ่งเด็กๆ ได้ซ้อมดนตรีมากกว่าเรียนหนังสือในห้องเสียอีก ซึ่งถูกใจคุณพ่อมากๆ ในทางกลับกัน แม้ภรรยา (ศศิวิมล สินธวณรงค์) จะเป็นเด็กเรียนจบสายศิลป์มา แต่พอมีลูก ภรรยาจะเข้มงวดเรื่องวิชาการ ควบคู่ด้านศิลปะไปด้วย ซึ่งเขาก็ไม่ขัด

“ภรรยาผมกลัวลูกไม่เก่งวิชาการ แต่ผมไม่ห่วง ภรรยาพยายามสอนลูกเพิ่มจะได้ช่วยเสริมลูก ผมก็โอเค แต่อย่าให้ลูกเรียนหนัก ลูกหยุดเสาร์-อาทิตย์ ภรรยาขอให้ลูกเรียนภาษาจีนวันศุกร์ ผมบอกได้ แต่ไม่ให้เรียนวิชาการเยอะกว่านี้แล้วนะ สำหรับวันอาทิตย์เราจะพาลูกไปเที่ยว เพื่อให้ลูกเห็นโลกกว้าง ลูกจะได้รู้สึกผ่อนคลาย และเรายังได้ใกล้ชิดกับลูก แต่ลูกผมอนามัยนะครับ ทุ่มครึ่งต้องเข้านอน ก่อนนอนผมก็อ่านนิทานผจญภัยของเด็กให้ลูกฟัง ลูกก็หลับเร็ว แต่เสาร์-อาทิตย์นอนดึกได้”

ดร.กุลเดช แจกแจงถึงอุปนิสัยของลูกแต่ละคน เริ่มที่คนโต น้องยูจิ ชอบศิลปะ วาดรูปเก่ง มีเซนส์ด้านกราฟฟิกสูงมาก เช่น พาลูกไปเที่ยวสวนสัตว์ แล้วเขาจะวาดลายเส้นเป็นภาพถ่าย 2 มิติได้เร็วมาก แต่เมื่อคุณพ่อบอกให้ลูกทำเป็นภาพ 3 มิติให้ดูได้ไหม ลูกก็สามารถทำได้ เพราะเขาได้ทำในสิ่งที่ชอบ ถ้าลูกมาในแนวศิลปะแน่ๆ แล้ว ในฐานะพ่อเขาจะพาลูกไปพบกับอาจารย์ศิลปะเก่งๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านไหน เช่น การวาดรูป ดูแววแล้วลูกคนโตเป็นเด็กที่มีจินตนาการที่ดี แต่คุณพ่อคนนี้เน้นว่าทำอะไรแล้วต้องทำให้ดีที่สุด และต้องไปให้สุดทางที่ตนเองเลือก

คนที่สอง น้องมารุ เป็นเด็กชิล ไม่ค่อยรอบคอบ แต่น่าจะมีแววเป็นนักกีฬาได้ดี คุณพ่อจึงพาเขาไปเรียนกอล์ฟ ดำน้ำ เล่นสกีด้วยตัวคุณพ่อเอง สังเกตเวลาสอนมารุแค่ครั้งเดียว ลูกทำได้ทุกอย่าง ที่สำคัญคือเป็นเด็กเซนซิทีฟชอบอ้อนคุณแม่ ดราม่าเก่งอาจเล่นละครได้ อีกทั้งเล่นดนตรีก็เก่ง โดยเฉพาะเปียโนเล่นเก่งมาก

ด้านลูกชายคนสุดท้อง น้องโมริ วัย 5 ขวบ คุณพ่อบอกว่าเป็นเด็กลั้นลาโดยแท้ เพราะชอบเต้น เวลากินข้าวต้องขอมิวสิค กินไปด้วยเต้นไปด้วย ทั้ง 3 คนต่างอารมณ์กันไป แต่ก็ทำให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ยิ้มได้ตลอด สำหรับลูกคนที่ 3 คุณพ่อยังมองไม่ออกว่าลูกจะไปสายไหน อาจจะออกบันเทิงนิดๆ แต่ถ้าลูกจะไปสายแดนเซอร์คุณพ่อก็ไม่ขัด ถ้าลูกชอบเต้นคุณพ่อจะส่งเสริมให้ลองสวอนเลกไหม เพราะคนเราจะทำอะไรต้องไปให้สุด

คุณพ่อนักบริหารเชื่อว่าลูกจะคิดเป็น มีความเป็นตัวของตัวเอง มีการตัดสินใจที่ดี

 

Leave a comment