ช่องว่างและความจริงใจ สาโรจน์ ณ นคร กับ ณัฐกานต์ อินเป็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2560 เวลา 10:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/478134

ช่องว่างและความจริงใจ สาโรจน์ ณ นคร กับ ณัฐกานต์ อินเป็ง

โดย…โยโมทาโร่ ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ดอกไม้ในแจกันสวยงามแต่อึดอัดกักขัง ต่างกับดอกไม้ตามธรรมชาติแม้จะโดดเดี่ยวแต่อิสระสบายใจ

ความรักความสัมพันธ์ของคนเราก็เปรียบเช่นความงามของดอกไม้ หากจะรักจะคบกันให้ยืนยาวต้องมีช่องว่างระหว่างกัน เช่นเดียวกับสิ่งที่คู่หูคู่ทำงานร่วมกันมากกว่า 10 ปีอย่าง โจ-สาโรจน์ ณ นคร และแมว-ณัฐกานต์ อินเป็ง สองพีอาร์ยึดหลักนี้ให้กันเสมอ

สาโรจน์ เผยจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ดีนี้ว่า

“เราเคยทำงานเป็นประชาสัมพันธ์ในเอเจนซี่มาก่อน จนเรารู้สึกอยู่ในจุดที่อิ่มตัวกับการทำงานกับเอเจนซี่ อยากออกมาทำงานส่วนตัวที่เราสามารถตัดสินใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เลยออกมาทำฟรีแลนซ์เองจะดีกว่า พอดีมีผู้ใหญ่ที่รู้จัก เจ้าของธุรกิจที่ชื่นชอบในผลงานของเรา ก็บอกกับเราเหมือนกันว่าให้ออกมาเปิดเองจะดีกว่า จึงออกมาทำงานส่วนตัวแล้วได้ติดต่อกับนักข่าวหลาย ๆ สาย รวมทั้งพี่แมวก็เป็นหนึ่งในนักข่าวที่เราเคยติดต่อทำงานด้วยกันมาก่อน ก็ทำความรู้จักกันมาเรื่อย ๆ ส่งข่าวให้พี่แมว และคุยกันนอกรอบ และการที่เราได้คุยกันบ่อยก็ทำให้เรารู้สึกคลิกกันในเรื่องการทำงานและนิสัยทีไปด้วยกันได้ ก็เลยติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ

“จนพี่แมวลาออกจากการเป็นนักข่าว นักข่าวเราก็ติดต่อพี่แมวไป อยากให้มาทำงานร่วมกัน เพราะเราก็มีลูกค้าในมือเยอะ มีลูกค้า 10 กว่าแอ็กเคานต์ที่เราดูแลอยู่ ซึ่งตอนนั้นค่อนข้างจะบ้างาน เพราะอยู่ในช่วงที่เพิ่งเริ่มตั้งตัวจึงค่อนข้างที่จะรับงานเยอะ เลยคุยกับพี่แมวว่าเรามาทำงานด้วยกันไหม ที่อยากทำงานกับพี่แมวก็เพราะพี่เขาเป็นคนตรงไปตรงมา พูดอะไรชัดเจน ไม่พูดอะไรหลายรอบ ชอบก็บอก ไม่ชอบก็บอก บอกแล้วก็จบหน้างานตรงนั้น ไม่เอามาพัวพันในเรื่องความเป็นส่วนตัวความเป็นพี่น้องของเรา จะไม่เวิ่นเว้อวุ่นวาย เข้าประเด็นแล้วจบเลย เน้นความเข้าใจและการทำงานอย่างสบายใจมากกว่า”

 

ณัฐกานต์ เสริมว่า

“เวลาเราคุยกัน จะพูดแบบตรงๆ ว่าเราสามารถทำงานให้กับลูกค้าเจ้านี้ได้ไหม ถ้าทำได้เราก็รับ หากทำไม่ได้เราก็จะไม่เอา ไม่ใช่เพราะว่าเราทำงานแบบเห็นการเงิน มีลูกค้าอะไรเข้ามาก็คว้ามาหมด แล้วถ้าเกิดเราดูแลไม่ไหวทำได้ไม่ดีพอ เราก็เสียลูกค้าก็เสีย เราจะไม่ทำงานแบบนั้น จะทำงานก็ต่อเมื่อเรามั่นใจว่าเราสามารถทำให้เขาได้ดีในทุกๆ งานที่รับเข้ามา มีเวลาดูแลให้ลูกค้าอย่างเต็มที่

“เราทำงานไปด้วยกัน พี่อยู่ฝ่ายสนับสนุนถ้ามีปัญหาเราก็รับด้วยกัน ช่วยกันแก้ ผิดตรงไหนเรามาบอกกัน เรื่องเงินไม่ใช่ประเด็น เอาความพอใจและความสามารถที่เราทำให้ได้ เราทำงานด้วยกันได้ก็เพราะว่าเราทำงานกันแบบโดยที่ไม่ใช้นิสัยจุกจิกจู้จี้ เราจะพูดกันตรงๆ ไม่มีนอกไม่มีใน เราไม่เคยมีปัญหาเรื่องเงิน กับโจพี่ทำงานด้วยแล้วสบายใจไม่เรื่องมาก พี่ต่างหากที่เป็นคนไปจุกจิกเขา อย่างงานนี้ส่งหรือยังอันนี้ได้หรือยัง แต่พี่ก็บอกพี่โจเสมอว่าอย่ารำคาญนะ เพราะมันคืองาน เป็นคนที่ว่าทำงานกับลูกค้าเราไม่อยากให้ลูกค้าว่าเรา

“ด้วยความที่เรารู้จักกันมานาน ทำงานด้วยกันมานาน จึงคุยกันในทุกเรื่องตั้งแต่เรื่องงานจนไปถึงเรื่องส่วนตัว รู้จักกันเป็นเหมือนพี่น้องมากกว่า แต่ก็จะไม่ก้าวก่ายกันชีวิตส่วนตัวกัน จะไม่ไปยุ่งว่าเขาทำอะไรยังไง เราคุยกันตั้งแต่เรื่องการทำงานเรื่องเงินเรื่องหัวใจเรื่องครอบครัว มันเป็นในเรื่องของเวลาที่ทำให้เรามีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกันมากขึ้น แต่ละช่วงเวลาก็เหมือนมีบททดสอบของตัวเอง

ณัฐกานต์พรั่งพรูความรู้สึกออกมาว่า เมื่อทำงานมาได้สักระยะหนึ่งเราก็จะรู้ว่าคนนี้เป็นแบบไหนอารมณ์เป็นยังไงอะไรที่เขาไม่ชอบ อะไรที่เขาชอบ

“อาหารแบบไหนที่เค้าชอบ พี่เป็นคนรู้หมด ถ้าไม่ใช่ไลฟ์สไตล์ที่ใกล้ๆ กัน มันจะดีดตัวออกห่างกันไปเอง แสดงว่าคนนี้เราไปด้วยกันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแนวคิดการพูด อย่างพี่เองพี่เป็นคนที่ชอบคบคนที่คบด้วยกันแล้วรู้สึกว่าเป็นกันเอง อย่างโจเป็นคนที่คบด้วยแล้วรู้สึกสบายใจไม่มีนินทาว่าร้ายใครลับหลัง ไม่มีมาเล่าให้ถึงคนนู้นคนนี้ให้เกิดความเสียหาย เรารู้สึกคบกับเขาแล้วสบายใจ 10 ปีที่รู้จักกันมา เราไม่เคยทะเลาะกันเลย เพราะว่าไม่ได้ทำตัวติดกัน เพราะเรามีช่องว่างของกันและกัน ขนาดพี่ไปผ่านแถวบ้านโจ พี่ยังไม่โทรหาโจเลยว่าเธออยู่ไหน แล้วส่วนตัวโจเองก็ไม่รู้สึกอะไรที่เราไม่ได้แวะไปหาเขา เพราะเราก็รู้สึกว่าเขาต้องมีชีวิตส่วนตัวเหมือนกัน พร้อมก็ค่อยมาเจอกันได้ แต่เราคุยกันทางแชตแทบจะวันเว้นวันมีเรื่องหนักๆ อยากระบายก็ยกหูหากันได้ตลอด”

 

สาโรจน์ พูดถึงพี่แมวอีกว่า

“สิ่งที่ประทับใจในตัวพี่แมวก็คือมีอยู่งานนึงเราค่อนข้างที่จะมีปัญหากับลูกค้าเยอะพอสมควร แต่ว่าสิ่งที่พี่แมวทำก็คือไม่ได้กล่าวโทษว่าใครเป็นคนผิด หรือว่าจะต้องหาคนผิดให้ได้ในงานนั้น สิ่งที่เราทำคือการหาทางช่วยกันแก้ปัญหาให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เมื่อจบงานแล้วที่แล้วก็ไม่ได้กลับมาตอกย้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดของใคร ซึ่งทำให้เหลือเรารู้สึกว่าเราประทับใจในการทำงานกับตัวกับพี่แมวมาก ทำงานด้วยกันแล้วเรามีความสบายใจมากกว่า”

 ในขณะเดียวกัน ณัฐกานต์ ก็พูดถึงโจว่า

“เป็นคนที่กตัญญู เป็นคนที่รักครอบครัว มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ออกมาทำงานของตัวเองก็มีล้มลุกคลุกคลาน เราก็นึกถึงเขาอยู่ตลอดเหมือนกัน เพราะว่าตัวเองเป็นคนที่เป็นลูกคนเดียวไม่มีพี่น้อง ดังนั้นถ้ามีเพื่อนที่จริงใจก็จะมีความรู้สึกที่ดีเหมือนกับว่าเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว จนวันหนึ่งที่เขานึกถึงพี่ๆ ก็จะรู้สึกดีใจประทับใจในที่เขานึกถึงเรา พี่เป็นคนแข็งไม่เคยที่จะไปบอกกับโจว่าพี่ของานนี้ แต่ว่าเมื่อถึงเวลาเขากลับนึกถึงเราขึ้นมา ก็ทำให้เรารู้สึกดีว่าอย่างน้อยเขาก็ยังนึกถึงเรา เวลามีงานที่คิดว่าเหมาะกับพี่ก็จะโทรหา ถามว่ามีลูกค้ารายนี้ติดต่อเข้ามาเป็นอย่างนี้ เราสามารถทำได้ไหม มีนักข่าวติดต่อได้ไหม เขาเป็นห่วงแล้วก็ดูแลเราอยู่ตลอด แต่เราจะเป็นห่วงเขาตรงที่เขาเป็นคนที่รักใครรักจริง ให้หมดทั้งใจเวลาเจ็บก็มักจะเจ็บหนัก เป็นสิ่งที่เรารู้สึกเป็นห่วงเขามากที่สุด”

สุดท้ายทั้งคู่ทิ้งท้ายด้วยทัศนะที่คล้ายกันว่า คนเราคบกันควรอยู่บนพื้นฐานความจริงใจไม่หวังผลประโยชน์กัน จริงใจและเชื่อใจต้องให้ใจกัน ทำงานด้วยกันอย่างโปร่งใสในทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเงินไปจนถึงเรื่องส่วนตัว ต่อมาคืออย่าโกหก แค่คิดจะโกหกก็ผิดแล้ว จะไม่ได้มิตรที่ถาวร ต่อมาก็คือการมีช่องว่างให้กันอย่าให้ความสัมพันธ์ไปทับอยู่บนเส้นเดียวกัน อย่าไปอยากรู้ทุกเรื่องของเพื่อนเรา ถ้าเขาอยากบอกเขาจะบอกเอง ไม่ต้องไปพยายามตั้งประเด็นเกี่ยวกับสิ่งที่เขาทำ ไปงัดแงะแซะเรื่องส่วนตัวของเขา ไม่ต้องไปขุดใหม่ไม่ตอกย้ำซ้ำเติม มีวันพรุ่งนี้ วันที่ผ่านมาคือประสบการณ์และอดีตไม่ต้องไปมอง ไม่ต้องรื้อฟื้นเรื่องเก่าแล้วความสัมพันธ์จะเดินหน้าไปด้วยกันได้ตลอด ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม

 

Leave a comment