ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/480527

โดย…สมแขก ภาพ : Fb:Sivaporn Bess Iamjitkusol
ถ้ามองภาพป้าเบส-ศิวพร เอี่ยมจิตกุศล เจ้าของสวนกานต์ธิดา จ.จันทบุรี และผู้ก่อตั้งโครงการปลูกเปลี่ยนโลก (โรก) ในปัจจุบัน หลายคนอาจจะไม่ได้นึกถึงภาพในอดีตของเธอที่พื้นเพสาวคนกรุงเทพฯ ก่อนจะเป็นชาวสวนเต็มคราบ เดิมเคยใช้ชีวิตแบบคนเมือง ไล่ตามสเต็ปหญิงสาวที่บ้านเดิมอยู่ตลาดพลู เรียนโรงเรียนราชินี สอบเข้าและเรียนต่อที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่แล้ววิถีชีวิตที่สุดโต่ง ก็ทำให้เธอประสบกับปัญหาสุขภาพ เป็นภูมิแพ้อย่างหนัก ซึ่งนี่เองเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เธอเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองครั้งใหญ่
“สังคมกำหนดให้เราเป็นคนเก่ง อยากทำทุกอย่างให้สำเร็จ ตอนนั้นป่วยเป็นทั้งโรคภูมิแพ้ เสียค่ารักษาพยาบาลเดือนละ 5,000-6,000 บาท หนำซ้ำเวลากินผักที่มีสารเคมีมากๆ อย่างคะน้า จะอาเจียนทุกครั้ง ตอนแรกคิดว่าเป็นเพราะโรคกระเพาะอาหาร แต่พอตรวจพบก้อนเนื้อบริเวณหน้าอก

“ในช่วงปี 2540 เราได้ยินพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อยู่บ่อยครั้ง พอไม่สบายก็เริ่มคิด ตั้งคำถาม และเริ่มเบื่อกับอารมณ์ที่เราใช้เงินเป็นตัวตั้ง พอใคร่ครวญดีแล้วก็เลยตัดสินใจลาออกจากงาน และเลือกมาใช้ชีวิตที่ชนบทอย่างจริงจัง เลือกเมืองจันทบุรี ใช้เงินเก็บซื้อที่ดิน 30 ไร่ ใน อ.เขาคิชฌกูฏ ใช้พื้นที่ปลูกบ้านหลังกะทัดรัด โดยพื้นที่ส่วนอื่นๆ เป็นสวนทุเรียน เงาะ ลองกอง ปลูกข้าว และปลูกผักแบบอินทรีย์ ปีแรกที่มาอยู่ ก็อยู่คนเดียว คิดตลอดว่า เราจะอยู่คนเดียวรอดไหม แต่หนึ่งปีหลังจากนั้นก็พิสูจน์ว่าเราอยู่ได้ เรานิ่งขึ้น ก็เลยชวนคุณแม่มาอยู่ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะเราได้เห็นท่านอยู่กับเราตลอด 24 ชั่วโมง”
แต่เพราะสาวเมืองแท้ๆ ไม่มีความรู้หรือพื้นฐานด้านการเกษตรเลย เธอต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในการเรียนรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ เธอพยายามปรับปรุงดินให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งหลังจากที่ดินถูกทำร้ายเพราะสารเคมีมาร่วม 10 ปี

“เดิมเรามีต้นทุเรียนอยู่เดิมประมาณ 200 ต้น มาปลูกเงาะ มังคุด ลองกองเพิ่มเติมให้เต็มพื้นที่ ซึ่งระยะแรกใช้สารเคมีเพราะไม่มีความรู้ด้านเกษตร ได้ผลผลิตดีสามารถสร้างรายได้ดีอย่างต่อเนื่อง แต่พบว่าต้นทุเรียนกลับทรุดโทรมลงเรื่อยๆ จึงอยากหาวิธีอื่นที่ไม่ใช้สารเคมี โดยค้นคว้าหาข้อมูลจากหนังสือเกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน และตั้งปณิธานว่าจะผลิตอาหารที่ดีมีความปลอดภัยซึ่งเกษตรอินทรีย์คือคำตอบ เรามาปรับปรุงดินตั้งแต่ปี 2543 ไปขอรับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดินจันทรบุรี ก็ได้ทั้งความรู้ ได้ฝึกอบรม ทำมาเรื่อยๆ ตั้งแต่การปรับปรุงบำรุงดินให้ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ การทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง จนกระทั่งได้รับรองการผลิตพืชอินทรีย์เมื่อปี 2550”
เนื่องจากเคยเป็นผู้บริโภคที่ประสบกับปัญหาสุขภาพจากการกินอาหารที่มีสารพิษตกค้างโดยเฉพาะประเภทผักผลไม้ ป้าเบสจึงคิดว่าจะต้องหาทางกระจายพืชผักที่ปลอดภัยของเธอไปสู่ตลาดให้ได้ “คำถามที่ป้าเบสมักได้รับเสมอเวลาไปถ่ายทอดเรื่องเกษตรอินทรีย์เมื่อหลายปีก่อนคือ ทำได้แน่เหรอและทำแล้วจะขายให้ใคร ซึ่งเรื่องทำได้นั้นก็พิสูจน์แล้วว่าเกษตรอินทรีย์สามารถทำได้จริงที่สวนแห่งนี้ เรามีทั้งผลไม้อินทรีย์ ข้าวอินทรีย์ ผักอินทรีย์ มีสัตว์เลี้ยงทั้งวัว เป็ด ห่าน และไส้เดือนที่กระจายตัวเต็มไร่ (ยิ้ม) แต่เรื่องทำแล้วขายใคร ตลาดอยู่ที่ไหนเป็นเรื่องที่ทำให้ต้องกลับมาหวนคิด และเกิดเป็นแรงผลักดันให้ตนต้องทำตลาดให้เกษตรกรรายอื่นเห็นว่าทำแล้วขายได้

“เริ่มจากไปติดต่อนำผลผลิตไปวางจำหน่ายในโรงเรียนทางเลือก คือ โรงเรียนรุ่งอรุณ และโรงเรียนปัญโญทัย รวมถึงโรงพยาบาลพระปกเกล้า ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เรามองในฐานะคนกิน ถ้าเราเป็นแม่และอยากให้ลูกและสามีได้กินผักผลไม้ปลอดภัยและมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ก็เลยพาตัวเองมาเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อบริโภคก่อน เราป้อนสู่ตลาด เริ่มจากใกล้บ้าน คือโรงพยาบาล และโรงเรียนซึ่งเป็นแหล่งที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ
เมื่อคนเห็นว่าป้าทำสำเร็จเกษตรกรคนอื่นๆ ก็ไม่มีข้อสงสัยที่จะทำเกษตรแบบอินทรีย์ ทำให้ดูเป็นตัวอย่างอยู่หลายปี ถึงมีเกษตรกรสนใจเข้ามาเป็นเครือข่ายผลิตเกษตรอินทรีย์มากขึ้น ส่วนตัวเองก็ได้ขยายจากตลาดในชุมชน ในจังหวัด ก็เพิ่มเป็นส่งจำหน่ายให้กับห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ทำให้มีแหล่งรับซื้อผลผลิตที่แน่นอน สามารถเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรรายอื่นได้ดีกว่าเดิม”

จากเดิมที่เคยคิดว่าจะมาอยู่คนเดียวได้ไหมจะเหงาหรือเปล่า แต่ปัจจุบันคำถามนี้ไม่มีอยู่ในหัวของป้าเบสของต่อไป เพราะในวัย 63 ปี เธอมีลูกหลานแวะเวียนไปเยี่ยมที่สวนกานต์ธิดาไม่ขาดสายทีเดียว “ก่อนหน้านี้เมื่อถึงหน้าร้อน จะมีเด็กๆ มาอยู่กับเรา ซึ่งป้าดีใจที่มีคนตระหนักเรื่องนี้มากขึ้น พ่อแม่หลายคนเข้าใจและสนุกที่จะพาลูกมาเรียนรู้ เป็นโอกาสดีที่เด็กๆ จะได้อยู่กับอากาศดีๆ พื้นที่สีเขียว เป็นบรรยากาศที่ไม่กดดัน” ป้าเบส เล่าถึงวันที่คนคุ้นเคยแวะเวียนมาหาที่เมืองจันท์
จากคนที่หนีโรคภูมิแพ้จากกรุงเทพฯ มาพักกายพักใจที่จันทบุรี วันนี้ป้าเบสกลายเป็นเกษตรกรเต็มตัว ได้รับคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่น สาขาการผลิตพืชในระบบเกษตรอินทรีย์ เป็นเกษตรกรต้นแบบที่ได้รับมอบหมายให้เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ให้กับเกษตรกรรายอื่นที่สนใจ รวมถึงสวนกานต์ธิดาก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นแปลงต้นแบบเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ ตลอดจนเป็นแปลงทดลอง

ป้าเบส บอกว่า แม้ว่าเส้นทางการเดินทางของเธอจะมีปัญหา หรือมีสิ่งใดให้ใคร่ครวญมากมาย แต่ทุกอย่างหากมองให้เป็นสีสันของชีวิต ความสนุกก็จะเกิดขึ้นในทุกขั้นตอน “การตัดสินใจออกมาใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรของป้า นอกจากจะทำให้สุขภาพและโรคภัยต่างๆ ที่เคยเผชิญดีขึ้นแล้ว โครงการปลูกเปลี่ยนโลก (โรค) ที่เราทำยังช่วยทำให้ผู้ป่วยและผู้บริโภคคนอื่นๆ มีสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งป้ามองว่านี่คือกุศลที่ยิ่งใหญ่”
สำหรับเกษตรกรที่สนใจ อยากนำแนวทางการปรับเปลี่ยนระบบเกษตรที่ลดการพึ่งพาสารเคมี แต่ใช้ระบบการพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก สามารถสอบถามขอเข้าเยี่ยมชมสวนกานต์ธิดา หรือเฟซบุ๊กค้นหา ผักสวนป้าเบส จะชุ่มชื่นตาด้วยผักสีเขียวสด และบรรยากาศสวน ไร่ นา มาครบเลยทีเดียว หรือโทร.08-5278-0529 ได้ตลอดเวลา


