ชาร์ลี พาร์เกอร์ ‘เดอะ เบิร์ด’ เจ้าตำรับ ‘บีบ๊อป’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 10:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/484818

ชาร์ลี พาร์เกอร์ ‘เดอะ เบิร์ด’ เจ้าตำรับ ‘บีบ๊อป’

โดย…ปณิฏา

ไมล์ เดวิส เคยบอกว่า เราสามารถบอกเล่าประวัติศาสตร์ดนตรีแจ๊ซได้ด้วยคำเพียง 4 คำ คือ “หลุยส์ อาร์มสตรอง ชาร์ลี พาร์เกอร์”

ขณะที่ 2 คำแรก “หลุยส์ อาร์มสตรอง” เป็นตำนานแห่งแจ๊ซในฐานะผู้บุกเบิกการแสดงเดี่ยว โดดเด่นออกมาจากยุคของบิ๊กแบนด์และสวิง ทางด้าน 2 คำหลัง “ชาร์ลี พาร์เกอร์” เจ้าของสมญานาม “เบิร์ด” นั้น มีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์ดนตรีแจ๊ซสไตล์บีบ๊อป (Bebop)

ชาร์ลี “เบิร์ด” พาร์เกอร์ ลูกชายคนเดียวของ ชาร์ลส์ และแอดดี พาร์เกอร์ นักดนตรีแจ๊ซคนสำคัญ และเป็นแรงบันดาลใจมากที่สุดคนหนึ่งให้กับนักแซ็กโซโฟน และนักดนตรีสายแจ๊ซคนอื่นๆ

ขณะที่ชาร์ลียังเด็ก ครอบครัวของเขาย้ายไปยังมิสซูรี ซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของดนตรีแจ๊ซ บลูส์ และกอสเพล

ก่อนจะฝึกหัดแซ็กโซโฟนเสียงอัลโต เขาเล่นให้วงดนตรีท้องถิ่น จนกระทั่งปี 1935 จึงออกจากโรงเรียนไปเล่นดนตรีอย่างเดียว เริ่มจากแคนซัสซิตี้ ก่อนจะมีโอกาสเข้าสู่สนามใหญ่แห่งแจ๊ซและบลูส์ อย่างกรุงนิวยอร์ก ในปี 1939

บรรยากาศที่นิวยอร์กแสนจะเป็นใจในการสร้างสรรค์ดนตรี ทั้งยังทำให้เขาได้มีโอกาสพบกับนักดนตรีสายแจ๊ซและบลูส์มากฝีมือมากมาย ทั้งนักกีตาร์และนักเปียโน และอื่นๆ ซึ่งทำงานร่วมกับชาร์ลี ทั้งที่นิวยอร์ก และชิคาโก ก่อนจะออกอัลบั้มแรกกับวงแม็คชานน์ ออร์เคสตรา ที่แคนซัส ในปีเดียวกัน

4 ปีถัดมา เขาออกอัลบั้มโซโลแซ็กโซโฟน Confessing the Blues อันกลายเป็นอัลบั้มยอดฮิต และเริ่มทัวร์การแสดงไปยังที่ต่างๆ กับ แม็คชานน์ ออร์เคสตรา ก่อนจะไปร่วมงานกับ ดิซซี่ จิลเลสพี จนกลายเป็นคู่หูที่นิวยอร์ก แล้วข้ามไปยังฝั่งฮอลลีวู้ด

สำหรับดนตรีแจ๊ซสายบีบ๊อปนั้น เป็นจังหวะเพลงเร็ว ที่แสดงให้เห็นถึงเทคนิคความเชี่ยวชาญของนักดนตรี โดยเฉพาะความสามารถในการสอดประสานให้ดูกลมกลืนขณะที่เปลี่ยนคอร์ด เปลี่ยนคีย์ไปอย่างรวดเร็ว แม้กระนั้น บทเพลงในสไตล์ของชาร์ลี พาร์เกอร์นั้น ออกมาในโทนเศร้าสร้อยและหวานๆ มากกว่ากระโชกโฮกฮาก แม้ว่าจะมีจุดเด่นที่จังหวะซึ่งแตกต่าง และมีการพัฒนาทางตัวโน้ตดนตรีไปอย่างรวดเร็วก็ตาม

แม้จะจับแซ็กโซโฟนเล่นมาตั้งแต่อายุ 11 ชาร์ลีก็ยังต้องขยันฝึกฝนฝีมือในการเล่นอย่างหนัก เพื่อให้เทคนิคในการเล่นเป๊ะพอ โดยเฉพาะการเล่นแบบด้นสด หรือ Improvisation ให้อยู่ในระดับชั้นครู เขาเคยให้สัมภาษณ์พอล เดสมอนด์ นักดนตรีแจ๊ซรุ่นน้องว่า เขาฝึกฝนแซ็กโซโฟนวันละ 15 ชั่วโมง ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 3-4 ปี กว่าจะเซียนได้อย่างที่เห็นในช่วงท็อปฟอร์ม

ระหว่างปี 1942–1943 เกิดการสไตรค์ของสหภาพนักดนตรีในสหรัฐ ทำให้มีการอัดเสียงลงแผ่นน้อยลง บรรดานักดนตรีหันไปเน้นการแสดงสด ชาร์ลี พาร์เกอร์ รวมกลุ่มนักดนตรีหนุ่มๆ ด้วยกันเล่นดนตรีกะดึกที่คลับในย่านฮาร์เล็ม กรุงนิวยอร์ก ในจำนวนนี้มี ดิซซี่ จิลเลสพี (เล่นทรัมเป็ต) และตีลอเนียส มังก์ (เปียโน) ชาร์ลี คริสเตียน (กีตาร์) และเคนนี คลาร์ก (มือกลอง) พวกเขาประทับใจประโยคเด็ดของแมรี ลู วิลเลียมส์ บอกกับตีลอเนียส– “เราต้องการดนตรีแบบที่พวกเขาไม่มีทางเล่นได้”

“พวกเขา” หมายถึงชาวอเมริกันผิวขาว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหัวหน้าควบคุมวงบิ๊กแบนด์ สวิงต่างๆ ตามคลับในนิวยอร์กสมัยนั้น

ในบทสัมภาษณ์ราวทศวรรษที่ 1950 ชาร์ลี เล่าว่า คำคืนหนึ่งพวกเขากำลังเล่นเพลง Cherokee ในแบบแจมเซสชัน กับมือกีตาร์ วิลเลียม “บิดดี” ฟลีต พอมาถึงท่อนโซโลแซ็กโซโฟนของชาร์ลี มันได้ยกระดับดนตรีไปอีกขั้น เขาบอกว่า ได้ลองเล่นแบบเซมิโทนไปถึง 12 ตัวโน้ต ซึ่งพบว่า มันช่วยปลดปล่อยข้อจำกัดของเมโลดี และนำไปสู่การโซโลแบบด้นสดได้ดีเยี่ยม

นั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของดนตรีบีบ๊อป ซึ่งในเบื้องแรกนั้นยังไม่แพร่หลายมากเท่าไรนัก เนื่องจากไม่มีการบันทึกเสียงเผยแพร่ การแสดงสดออกรายการวิทยุเองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องรอจนหลังจากปี 1945 ที่เริ่มมีการบันทึกเสียงกันอีกครั้ง โดยได้มีการบันทึกการแสดงสดๆ ของชาร์ลี พาร์เกอร์, ดิซซี่ จิลเลสพี, แมกซ์ โรช, บัด พาเวลล์ ฯลฯ ในคอนเสิร์ตที่ศาลาว่าการกรุงนิวยอร์ก จึงทำให้เพลงแนวบีบ๊อปกระจายออกสู่วงกว้าง

วันที่ 26 พ.ย. 1945 ชาร์ลี บันทึกเสียงกับซาวอย เลเบล โดยโฆษณาว่า เป็นการแสดงดนตรีแจ๊ซที่ดีที่สุด เขาแสดงร่วมกับดิซซี่เจ้าเก่า และได้ ไมล์ เดวิส มาเล่นทรัมเป็ต เคอร์ลี รัสเซล เล่นเบส และแมกซ์ โรช เล่นกลอง ครั้งนั้นพวกเขาเล่นเพลง Ko-Ko, Billie’s Bounce และ Now’s the Time

อีกอัลบั้มที่คอแจ๊ซต้องไม่พลาดคือ Charlie Parker with Strings ซึ่งเป็นความต้องการของเขามานานแล้วที่จะแจมกับดนตรีเครื่องสายต่างๆ ในวงออร์เคสตรา ซึ่งนอร์แมน แกรนซ์ เป็นผู้จัดการบันทึกเสียงให้ในวันที่ 30 พ.ย. 1949 โดยวงแจ๊ซ 6 คน บรรเลงแบบด้นสดกับเครื่องสายคลาสสิก ในเพลง Just Friends, Everything Happens to Me, April in Paris, Summertime, I Didn’t Know What Time It Was แล้วก็ If I Should Lose You

Jazz at Massey Hall ซึ่งชาร์ลี พาร์เกอร์ ไปแสดงที่แมสซีย์ ฮอลล์ เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา ในปี 1953 กับกลุ่มคนเคยคุ้น ดิซซี่, บัด, แมกซ์ และชาร์ลส์ มิงกัส เคราะห์ร้ายการแสดงเป็นช่วงเวลาเดียวกับการแข่งขันมวยนัดสำคัญ ทำให้คนส่วนใหญ่อยู่บ้านดูมวย ไม่มาดูคอนเสิร์ต แต่ก็ยังดีที่มีการบันทึกเสียงเอาไว้

งานนี้ ชาร์ลี พาร์เกอร์ ทดลองเล่นแซ็กโซโฟนพลาสติกยี่ห้อกราฟตัน ทำให้ได้เสียงใหม่ๆ และเป็นที่รู้กันว่า เขามักจะทดลองเล่นอุปกรณ์แปลกใหม่เสมอ เห็นได้จากรายการ “เบิร์ดแลนด์” ของเขา ที่โชว์การเล่นแซ็กโซโฟนรุ่นแปลกใหม่ และยี่ห้อที่หลากหลาย ไม่ต่างจากการรีวิวแกดเจ็ตของคนยุคนี้ ในช่วงนั้น ไม่ว่าใครก็ต้องการสร้างสรรค์แซ็กโซโฟนมาให้ชาร์ลีทดลอง และเลือกใช้แบบถาวรกันทั้งนั้น

สไตล์ดนตรีของชาร์ลี พาร์เกอร์ ได้การยอมรับว่าเป็นตัวโน้ตแตกแถว แบบที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ ให้หลุดออกมาจากแวดวงสแตนดาร์ดแจ๊ซ

น่าเสียดายที่การติดมอร์ฟีนจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในวัยรุ่น พัฒนาไปเป็นการติดเฮโรอีน และติดเหล้า ทำให้ยาเสพติดพรากชีวิตเขาไปด้วยวัยเพียง 35 เท่านั้น

เขาเสียชีวิตด้วยอาการแทรกซ้อนหลายๆ อย่างในวันที่ 12 มี.ค. 1955

 

Leave a comment