ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
12 มีนาคม 2560 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/484805

โดย… อณุสรา ทองอุไร ภาพ : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย
คนส่วนใหญ่มักจะบ่นว่าชีวิตทุกวันนี้เร่งรีบ เคร่งเครียด แข่งขันกันอย่างรุนแรง และจะวาดฝันกันไว้ว่าถ้าเลือกได้ชีวิตหลังเกษียณจะไม่อยู่ในกรุงเทพฯ เนื่องจากกรุงเทพฯ อยู่ยากขึ้นทุกวัน แออัด เบียดเสียด ข้าวของก็แพง ค่าครองชีพสูงลิบ ผู้คนก็ดูจะแห้งแล้งน้ำใจยิ่งขึ้น
ดังนั้น หลายคนจึงวาดฝันไว้ว่าจะมีบ้านชานเมืองสักหลังปลูกต้นไม้ ใช้ชีวิตช้า อยู่กับธรรมชาติอากาศดีๆ อ่านหนังสือจิบกาแฟ ชงชา แบบสโลว์ไลฟ์จริงๆ แต่จะมีใครสักกี่คนที่ทำได้แบบนั้นถ้าพื้นเพไม่ได้เป็นคนท้องถิ่นต่างจังหวัด การจะหาที่หาทางเอาไว้อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ถ้าไม่มีการวางแผนเตรียมการที่ดี
ธีรศักดิ์ อุดมพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ณัฐกานต์ เขาเป็นวิศวกรที่ทำธุรกิจทางด้านพลังงานและโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก แม้จะเป็นคนกรุงเทพฯ และใช้ชีวิตในเมืองหลวงมาตลอดชีวิต แต่เขาก็มีความฝันว่าอยากมีบ้านต่างจังหวัดที่มีบริเวณ ได้ปลูกต้นไม้ เป็นบ้านใต้ถุนสูง แค่เปิดประตูหน้าต่างก็มีลมเข้าอากาศดีได้โดยไม่ต้องเปิดแอร์

“ผมมองภาพตัวเองไว้เลยว่า ชีวิตหลังวัย 50 ผมจะไม่อยู่กรุงเทพฯ อย่างแน่นอน เห็นภาพตัวเองนั่งทำงาน อ่านหนังสือท่ามกลางบ้านในสวนที่มีต้นไม้โอบล้อม บ้านโล่งสบายๆ เดินชมนกชมไม้ใช้ชีวิตช้าๆ ไม่รีบเร่ง” เขาเล่าถึงความฝันให้ฟังด้วยรอยยิ้ม
วางแผนปลูกบ้านทำสวนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว
ดังนั้น เขาจึงวางแผนชีวิตไว้เลย ด้วยการเริ่มเก็บเงินก้อนใหญ่เพื่อซื้อที่แปลงใหญ่กว่า 7 ไร่ เพื่อทำสวนและปลูกบ้านเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ธีรศักดิ์เริ่มเก็บเงินตอนอายุ 40 ปลายๆ เพื่อเตรียมซื้อที่และปลูกบ้าน โดยบ้านไม่จำเป็นต้องหลังใหญ่ตัวบ้านกินพื้นที่ไม่เกิน 100 ตารางวา ที่เหลือเป็นพื้นที่สวนทั้งหมด ซึ่งเขาจะไปบ้านที่เขาใหญ่ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เขาจะช่วยกับคนเฝ้าบ้านปลูกต้นไม้เอง
บนพื้นที่กว่า 7 ไร่นั้นปลูกต้นไม้กว่า 20 ชนิด ทั้งมะม่วงหลากหลายพันธุ์ มะละกอ กล้วย มะปราง เงาะ มะเฟือง เชอร์รี่ไทย เมลอน มีครบทั้งไม้ดอกไม้ใบไม้ประดับ ไม้กิน พืชผักสวนครัว และเขาปลูกแบบปลอดสารพิษใช้ปุ๋ยคอกตามธรรมชาติ

ปลูกต้นไม้ตามใจชอบ
เขากล่าวว่าคือชอบอะไรอยากกินอะไรก็ปลูกตามใจชอบเลย กินอะไรปลูกอันนั้น กินเองก่อน เหลือก็แจกเพื่อนฝูงญาติพี่น้อง ถ้ายังเหลืออีกค่อยขาย ทำตามแนวทางคำสอนของในหลวง ร.9 เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง
“ผมลองปลูกเมลอน ทำโรงเรือนเล็กๆ ขึ้นมาแค่โรงเดียวปลูกไว้ 300 กว่าต้นปรากฏว่าติดลูกประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น กินเอง แจกเพื่อนฝูง แล้วยังมีเหลือไปขายได้เงินมาเกือบหมื่นบาท โอ้! (หัวเราะ) ดีกว่าที่คิดราคาดีมากของไม่พอขาย วิถีเกษตรถ้าตั้งใจทำจริงจัง แบบมีระบบระเบียบก็พอจะอยู่ได้ไม่ลำบาก พอเพียง พอใช้ ไม่อดอยาก รายได้จากการขายผลไม้ในสวนก็พอที่จะจ่ายค่าแรงครอบครัวคนสวนและใช้จ่ายในสวนทั้งหมดได้ อาชีพเกษตรกรถ้าตั้งใจทำก็เลี้ยงชีพได้ชีวิตหลังเกษียณของผมหลังจากนี้ก็สบายใจได้” เขากล่าวอย่างอารมณ์ดี
ปลูกบ้านประหยัดพลังงาน
นอกจากจะจริงจังกับวิถีเกษตรแล้ว เขายังปลูกบ้านให้สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ โดยเขาปลูกบ้านชั้นเดียวใต้ถุนสูง รับลมและแสงจากธรรมชาติ และทั้งบ้านสร้างโซลาร์เซลล์ใช้เอง เนื่องจากเขาใหญ่อากาศจะเย็นสบายถึงปีละ 8 เดือน ดังนั้นเขาจึงปลูกบ้านใต้ถุนสูง เพดานสูง บ้านมีหน้าต่างรอบบ้าน และประตูขนาดใหญ่

“แม้กระทั่งหน้าร้อนอย่างเดือน เม.ย. ที่บ้านนี้ก็ไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศเลย เปิดหน้าต่าง มีลมเข้ามาตลอด ถ้าร้อนหน่อยก็เปิดพัดลมเบอร์ 1 ก็เย็นสบายแล้ว แล้วบ้านตั้งอยู่กลางสวนไม่มีตึกสูงหรือต้นไม้ใหญ่บัง ดังนั้นได้รับลมเต็มๆ แสงก็ส่องเข้ามาเต็มที่ไม่ต้องเปิดไฟตอนกลางวันเลย เป็นชีวิตที่ดีมาก แล้วผมก็สร้างพลังงานแสงอาทิตย์เป็นโซลาร์เซลล์ขึ้นใช้เอง ผมไม่ได้ทำใหญ่โตมากแค่ไม่ 10 ตารางเมตร แต่สามารถใช้ในบ้านของผมและบ้านคนสวนได้เลย ถ้าเดือนไหนพลังงานแสงอาทิตย์ไม่พอก็ใช้ไฟจากการไฟฟ้า เสียค่าไฟแค่เดือนละ 40-50 บาทเท่านั้น เป็นชีวิตที่ดีมาก” เขาเล่าอย่างมีความสุข
ธีรศักดิ์ เล่าต่อไปว่า เขากลับมาที่บ้านสวนเขาใหญ่ทุกวันหยุดและวันนักขัตฤกษ์ มาใช้ชีวิตแบบเนิบช้าง่ายๆ สบาย จะเดินชมสวนตัดแต่งกิ่งไม้ หรือบางทีก็ขี่ม้าดูรอบสวนเพื่อเป็นการออกกำลังกายไปด้วยจูงบ้างขี่บ้าง เป็นชีวิตที่หาไม่ได้ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ชีวิตช้าๆ เนิบๆ แบบนี้ ออกแบบได้ถ้ามีการเตรียมความพร้อมไว้แต่เนิ่นๆ
“อยู่บ้านสวนแต่งตัวสบายๆ แทบไม่ต้องใช้เงินเลย ขี่ม้า ใช้รถไฟฟ้าคันเก่า ขับไปรอบสวน ใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้น ไม่ต้องคอยดูเวลา ไม่ต้องกลัวรถติด วิถีสโลว์ไลฟ์อย่างแท้จริง ชีวิตที่เลือกแล้ว”
รู้จักจังหวะเวลา
เขาบอกว่าการใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ก็ไม่ได้บอกให้ช้ากับทุกสิ่ง แต่เป็นการสร้างสมดุลแห่งช่วงเวลาในชีวิตอย่างเหมาะสม อาจมีบ้างที่ชีวิตต้องการความเร่งด่วน แต่ถึงอย่างไรความเร่งด่วนคงไม่ได้จำเป็นกับชีวิตเสมอไปหรอกใช่ไหม ฉะนั้นสิ่งไหนควรรีบให้รีบ สิ่งไหนช้าได้ก็อย่าเร่งตัวเองเท่านั้นพอ

ไม่เพียงแต่ชะลอจังหวะชีวิตของตัวเองให้ช้าลง แต่ควรต้องมีสติกับสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ให้มากที่สุด สิ่งที่เกิดไปแล้วปล่อยผ่าน สิ่งที่ยังไม่เกิดช่างมัน สนใจแค่นาทีที่กำลังเป็นไป สิ่งแวดล้อมที่กำลังนั่งหายใจอยู่ และคนที่มาร่วมหายใจอยู่ข้างๆ กันเท่านั้นพอ
เพียงแค่เราใส่ใจธรรมชาติมากขึ้น เราก็สามารถสัมผัสธรรมชาติได้แทบทุกวินาที โดยที่ไม่จำเป็นต้องเก็บเสื้อผ้าแล้วออกเดินทางไปหาธรรมชาติจากที่ไกลๆ ให้เหนื่อยเลย ไม่เชื่อลองเงยหน้าจากหนังสือ มือถือ แท็บเล็ต แล้วหันออกไปมองนอกหน้าต่าง เปิดโอกาสให้ตัวเองเดินย่ำเท้าบนพื้นหญ้า ให้สายลมพัดพาผมให้ปลิว ให้ผิวได้รับวิตามินดีจากแสงแดด ออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งแทนการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ สัมผัสทุกสิ่งที่เรียกว่าธรรมชาติมากขึ้นอีกนิด แล้วคุณจะรู้สึกโชคดีกับการมีชีวิตอยู่มากขึ้นทุกวัน
“อย่าลืมว่าเรามีแค่ 1 สมอง กับ 2 มือเท่านั้น ดังนั้นอย่าบังคับตัวเองให้ทำอะไรพร้อมกันหลายๆ อย่าง เพราะนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายในชีวิตได้ จับของสิ่งเดียวด้วยสองมือยังไงก็ชัวร์กว่าแยกอีกมือไปจับ
ของอื่นๆ ในเวลาเดียวกันใช่ไหม
“เห็นได้ชัดว่า การใช้ชีวิตในทุกวันนี้ไม่ได้หมุนวนไปพร้อมกับปัจจัยทั้ง 4 เพียงอย่างเดียว ทว่าเราทุกคนต่างหยิบเอากระแสใหม่ๆ ในสังคมติดไม้ติดมือไปคนละอย่างสองอย่าง แต่ไม่ว่าจะมีเทรนด์อะไรเข้ามา ขอแค่ให้เรามีสติกับการใช้ชีวิตตลอดเวลา เพียงเท่านี้ก็มีชีวิตที่สมดุลได้แล้ว” เขากล่าวทิ้งท้าย
