ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
23 มีนาคม 2560 เวลา 18:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/486585

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด
ตลาดการค้าในโลกออนไลน์กำลังเข้มงวดและดูจะยุติธรรมมากขึ้นสำหรับผู้บริโภค เมื่อคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ออกข้อกำหนดให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต้องแสดงราคา รายละเอียดสินค้าและบริการให้ชัดเจน ถ้าไม่ทำตามมีโทษปรับสูงสุดถึง 10,000 บาท โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้ทันทีไม่ต้องรอหมายจับ แถมยังมีการระบุถึง “สินบนนำจับ” ในอัตราร้อยละ 25 ของค่าปรับหรือมูลค่าสินค้าสุทธิด้วย
พ่อค้าแม่ค้าจำนวนมหาศาลในโลกดิจิทัล กำลังหนาวๆ ร้อนๆ และต้องปรับตัวไปกับประกาศฉบับนี้..
ฝืนธรรมชาติการค้าขายออนไลน์
ประกาศดังกล่าวทำให้การค้าในโลกออนไลน์นับจากนี้ไม่ว่าจะขายส่งหรือปลีก ต้องระบุราคาอย่างชัดเจน เทคนิคและประโยคที่ว่า “สนใจสอบถามราคาผ่าน inbox นะคะ” นั้นอาจเข้าข่ายมีความผิด อย่างไรก็ดีประเด็นนี้ในมุมมองของคนทำธุรกิจผ่านโลกออนไลน์ หลายคนมองว่า สินค้าบางประเภทไม่สามารถระบุราคาที่แน่ชัดผ่านช่องทางสาธารณะได้
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย บอกว่า ความชัดเจนเป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้บริโภคอยู่แล้ว แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่า การแสดงราคาอย่างเปิดเผยทันทีนั้นอาจไม่เหมาะสมกับรูปแบบการขายสินค้าหรือบริการบางประเภทที่อาจปรับเปลี่ยนราคาบ่อยครั้ง เช่น สินค้าไอที สินค้าด้านการเกษตร ที่สำคัญอยากให้รัฐเข้าใจด้วยว่า “แชทคอมเมิร์ซ” หรือการพูดคุยนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าเกิดความไว้ใจและกล้าจับจ่ายมากขึ้น
“ไม่อยากให้เหมารวมกับทุกตัวสินค้าและบริการโดยเฉพาะการไปเอากฎหมายและบทลงโทษมากำหนด ถ้าถึงขนาดบอกว่า เปิดเผยราคาสินค้าผ่านทาง inbox นั้นผิดกฎหมาย ผมคิดว่าฝืนธรรมชาติของการค้าออนไลน์ไปนิด โดยเฉพาะพฤติกรรมการซื้อของคนไทยเป็นลักษณะต้องการความมั่นใจ ต้องได้เจอหรือได้คุยกับผู้ขายก่อน ซึ่งอดีตเราใช้วิธีการโทรศัพท์ แต่ปัจจุบันเราเปลี่ยนเป็นการแชท คือ เขาต้องการคุยเพื่อความมั่นใจ”
ภาวุธ บอกว่า โซเชียลมีเดียไม่เหมือนกับการขายผ่านทางเว็บไซต์ที่มีช่องให้ใส่ราคาชัดเจน เพราะฉะนั้นประกาศดังกล่าวควรเป็นแค่คำแนะนำหรือข้อเสนอแนะมากกว่าที่จะเป็นการบังคับในลักษณะมีบทลงโทษทางกฎหมาย เพราะไม่สอดคล้องกับแนวทางปฎิบัติจริง
ทั้งนี้ตัวเลขล่าสุดจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิคส์ (สพธอ.) เผยตัวเลขการซื้อขายสินค้าผ่านทางอินเตอร์เน็ตของไทย คาดการณ์ว่าปี 2559 มีมูลค่ากว่า 2.5 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้น 12.42% โดยตัวเลขที่น่าสนใจคือ การขายสินค้าผ่านทางโซเชียลมีเดียนั้นแซงยอดขายผ่านทางเว็บไซต์ไปแล้วในอุตสาหกรรมค้าปลีกจากสถิติ พบว่า มียอดขาย 269,660 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สินค้าออนไลน์ในรูปแบบค้าปลีกตลอดจนการค้าของกลุ่มคนรายย่อยนั้นมีจำนวนมหาศาล

Inbox คุยกับลูกค้า=ป้องกันตัดราคา
ความเห็นจากแม่ค้าออนไลน์ “ฉันทชา อดิลักษณ์” ผู้ค้าเครื่องประดับ บอกว่า ร้านที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง ส่วนใหญ่จะมีการบอกราคาสินค้าเเต่ละตัวบนหน้าเว็บไซต์อยู่เเล้ว เพียงแต่เวลานำมาโพสต์หรือนำเสนอผ่านเฟซบุ๊กอาจจะไม่ได้ระบุราคาบอกไว้ เหตุผลส่วนหนึ่งมองว่าเป็นช่องทางในการสร้างปฎิสัมพันธ์กับลูกค้าและเพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหว เช่น การคอมเมนท์และแชร์ ซึ่งเป็นการกระจายการรับรู้ในวงกว้างอย่างหนึ่ง เเต่ส่วนตัวเเล้วหากมีคนคอมเมนท์ถามราคาสินค้า ตนเองก็พร้อมจะตอบกลับ
“เหตุผลที่ร้านอื่นๆ ปิดบังราคาเเละต้องการเปิดเผยเฉพาะใน Inbox เพราะสินค้าบางประเภทอาจมีราคาสูง หากนำเสนออย่างสาธารณะ อาจได้รับการตอบรับที่ไม่ค่อยดี อีกเหตุผลน่าจะเป็นเรื่องของการทำตลาด ระบุราคาไปเลย คู่เเข่งจะรับรู้เเละถูกขายตัดราคาได้”
ฉันทชาพูดถึงผลกระทบจากประกาศใหม่ของกระทรวงพานิชย์ว่า ผู้ที่ขายสินค้าซึ่งออกแบบและผลิตเองไม่น่าจะได้รับผลกระทบ คนที่ได้รับผลโดยตรงน่าจะเป็นกลุ่มคนขายสินค้าประเภทได้รับความนิยมสูงหรือมีคู่แข่งจำนวนมาก เนื่องจากต่อไปนี้ผู้ซื้อสามารถเปรียบเทียบราคาจากแต่ละแห่งได้อย่างรวดเร็ว
“พวกร้านขายเสื้อผ้าโหล หรืออะไรที่เป็นประเภทซื้อมาขายไป อาจจะขายยากขึ้น เพราะผู้บริโภคมีการเปรียบเทียบราคามากขึ้นแน่นอน เพจนี้ขาย 200 เปิดไปอีกเพจของเหมือนกันเลย แต่ขาย 150 ก็ซื้ออีกเพจ แม่ค้าขายของพวกนี้อาจจะต้องแข่งขันกันเรื่องราคามากขึ้น”
กุสุมา หมวกเทศ เเม่ค้าเสื้อผ้าออนไลน์ บอกว่า การเเสดงราคาทันทีลูกค้าบางคนอาจจะเห็นว่าเเพงเกินไปเเละสามารถนำไปเปรียบเทียบกับร้านค้าอื่นๆ ที่ขายสินค้าประเภทเดียวกันได้ นอกจากนั้นในเรื่องการสร้างความสนใจเเละน่าดึงดูดก็จะทำได้ลดลง เพราะลูกค้าอาจจะไม่กดไลค์หรือเเชร์ถ้าเห็นราคา อย่างไรก็ตามส่วนตัวเลือกที่จะประกาศราคาให้ชัดเจนตั้งแต่แรก
“การตอบใน inbox สามารถให้ข้อมูลส่วนอื่นๆ ได้มากกว่า และบางคนมองว่าเป็นช่องทางสร้างความเชื่อมั่นเเละไว้ใจซึ่งกันเเละกันได้ดีด้วย”
แหล่งข่าวผู้ค้าขายในโลกออนไลน์ บอกว่า ในทางปฎิบัติการพูดคุยใน inbox สามารถให้ข้อมูลได้ครบถ้วนกว่า ขณะเดียวกันยังป้องกันการไม่เเจ้งเตือนของระบบเฟซบุ๊กในบางโพสต์ด้วย มากกว่านั้นการประกาศราคาหน้าโพสต์ทันที ยังส่งผลให้ถูกตัดราคาและแย่งลูกค้าจากเเม่ค้าร้านอื่นๆได้
“บางร้านเสียเงินค่าโฆษณาไปจำนวนมาก เเต่กลับถูกตัดราคา มีเเม่ค้าร้านอื่นๆ มาไล่แอดลูกค้าจากคอมเม้นท์ใต้ภาพสินค้าของเราไป บางคนโดนพวกนี้โกง โดนหลอกต่อก็มี เพราะงั้นเหตุผลที่ inbox มันมีมากกว่าเเค่เรื่องปกปิดราคา” เเม่ค้ารายนี้ระบุ

เป้าหมายคือรายใหญ่ไม่ใช่รายย่อย
นันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน บอกว่า จุดมุ่งหมายของประกาศฉบับนี้คือ คุ้มครองผู้บริโภค สร้างความชัดเจนและความยุติธรรมให้กับการค้าขายออนไลน์ เนื่องจากในอดีตมีข่าวปรากฎจำนวนมากว่า ผู้ขายไม่ระบุราคาสินค้าและบริการ รวมถึงมีบางส่วนไม่ได้รับสินค้าตรงตามที่สั่งซื้อ โดยประกาศนี้มุ่งบังคับใช้กับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) หรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ทุกราย แต่ยอมรับว่าในทางปฎิบัติ ช่วงแรกอาจดูแลเข้มข้นกับกลุ่มที่มีการจดทะเบียนอีคอมเมิร์ซก่อนซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 3 หมื่นราย
“ในเชิงป้องกันอยากให้ทุกคนแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน แต่ในทางปฎิบัติทราบดีว่า มีผู้จำหน่ายสินค้าหลายรูปแบบ เช่น ขายกระเป๋า รองเท้าที่ตัวเองเลิกใช้แล้วโดยไม่ได้ประกาศราคาที่ชัดเจน ลักษณะนี้เราคงไม่สามารถเข้าไปติดตามได้หมด ด้วยรูปแบบการขาย ข้อมูลและทรัพยากรที่เรามี เพราะฉะนั้นเป้าหมายแรกคืออยากจะดูแลคนที่ทำธุรกิจการค้าออนไลน์อย่างจริงจัง คือ ทำอย่างไรที่จะสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้บริโภคมากที่สุด โดยต้องการให้ประกาศราคา บอกรายละเอียดขนาดคุณภาพของสินค้า พูดง่ายๆ กรุณาอธิบายให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ผู้บริโภคจะได้ประเมินและเลือกซื้อของที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด”
นันทวัลย์ บอกด้วยว่า สิ่งที่สังคมออนไลน์พากันแชร์ว่า หลังประกาศฉบับนี้ พวกเขาจะพากันแจ้งเจ้าหน้าที่ เพื่อแลกกับเงินสินบนนำจับ 25% นั้น ในแง่ปฎิบัติจริงคงเป็นได้ยาก ยืนยันว่ามีเจตนาทางบวก ไม่ได้ต้องการให้ตามล่าเหยื่อหรือเอาเปรียบการค้าขายในกลุ่มรายเล็กรายย่อย
แหล่งข่าวจากกรมการค้าภายในระบุว่า ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างให้สายงานที่มีหน้าที่ปฏิบัติงานทางกฎหมาย เขียนกรอบและแนวทางปฎิบัติให้ชัดเจน เนื่องจากเป็นประกาศฉบับใหม่ เจ้าหน้าที่ยังไม่คุ้นเคยกับการบังคับใช้ นอกจากนั้นยังต้องมีการกำหนดสถานะของผู้จำหน่ายสินค้าออนไลน์และโซเซียลมีเดียให้ชัดเจนด้วย อาจมีการแบ่งระดับ เพื่อให้สามารถลงโทษได้ตามขนาดและรูปแบบการขายของธุรกิจ เช่น หากเป็นบริษัทขนาดใหญ่ไม่ระบุราคาสินค้า อาจถูกปรับในจำนวนเงิน 6,000 บาท ร้านค้าออนไลน์ที่มีขนาดเล็กลงมา แต่มีแหล่งขายสินค้าที่แน่อนอาจกำหนดค่าปรับไว้ที่ 2,000 บาท ขณะที่ผู้จำหน่ายรายเล็กทั่วไป อาจถูกปรับที่ 400 บาท เป็นต้น
การออกข้อกำหนดครั้งนี้ มุ่งหวังให้เกิดความเป็นยุติธรรมและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ในภาวะที่การค้าออนไลน์เติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง