จิรลาวัณย์ ตั้งกิจเวทย์ ลุยทุกปัญหา ใช้กีฬาผ่อนคลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มีนาคม 2560 เวลา 10:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/486887

จิรลาวัณย์ ตั้งกิจเวทย์ ลุยทุกปัญหา ใช้กีฬาผ่อนคลาย

โดย…บงกชรัตน์ สร้อยทอง ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

 จิรลาวัณย์ ตั้งกิจเวทย์ หรือมีชื่อเล่นที่คนรอบข้างเรียกว่า คุณเชอรี่ ปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการ สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์และนักลงทุนสถาบัน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย หรือ KS

เธออยู่ในอุตสาหกรรมตลาดทุนมากกว่า 20 ปี เป็นทั้งผู้จัดการกองทุนมา และเป็นฝ่ายขายที่ต้องดูแลลูกค้ากลุ่มสถาบัน รวมถึงบทบาทที่ต้องดูฝ่ายวิจัยอย่างปัจจุบันด้วย

เธอเล่าว่า วิธีการทำงานในอุตสาหกรรมนี้ แรกๆ อาจไม่ได้มีจุดเริ่มต้นที่อยากจะเป็น เพราะมีความใฝ่ฝันว่าอยากจะทำงานด้านวาณิชธนกิจ

“เริ่มเป็นผู้จัดการกองทุนที่ บล.ภัทร พอทำได้แค่ 3 วัน จะขอลาออกเลย จนพี่ๆ บอกว่าทำไมไม่ลองดูก่อนและยังไม่ทันได้เรียนรู้อุตสาหกรรมนี้ดีพอ สิ่งที่กลับสะท้อนมาคือ ‘ความรับผิดชอบที่รับปากเขาไปแล้วว่าจะทำ’ จากนั้นก็รู้จักว่าแค่ใช้วิชาชีพที่เรียนมา หลักการอ่านงบการเงิน หลักเศรษฐศาสตร์ ได้พบซีอีโอแต่ละบริษัท และเจอคนดีๆ ก็รู้สึกโอเคมากขึ้น”

 ผ่านไป 7 ปี ภัทรขายส่วนกองทุนให้กับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย และทำให้ได้พบกับงานใหม่ๆ ดูแลพอร์ตกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับองค์กรใหญ่ๆ หลายแห่ง เธอถือว่าทั้งโชคดีและโชคร้ายที่เข้ามาในช่วงที่หุ้นกำลังพีกสู่ 1,400-1,500 จุด แต่ไม่ได้นำเงินเข้าไปในส่วนการลงทุนหุ้นมาก

“เพราะตอนนั้นนำเงินอยู่ในตลาดเงิน เพราะยังมีดอกเบี้ยสูงถึง 17-18% การโยกเงินในหลักร้อยถึงหมื่นล้านบาทเป็นเรื่องปกติมาก แต่เพราะไม่เคยต้องการกำไรเม็ดสุดท้าย มันเสี่ยงมากเกินกว่าที่จะรับรู้ได้ ยอมลดผลตอบแทนลงมาเพื่ออยู่ในจุดที่เรารับได้มากกว่า นี่คือหลักการบริหารความเสี่ยงกับผลตอบแทนมันสำคัญของทั้งอาชีพผู้จัดการกองทุนและโบรกเกอร์

“ถึงตอนนั้นทำให้เรารู้ว่า การมี ‘สภาพคล่อง’ เป็นเรื่องสำคัญ และพอเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง สัญญากับตัวเองว่าจะต้องอยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่เราดูแลอยู่ต้องฟื้นมาให้ได้ก่อน”

การได้ผ่านเหตุการณ์สำคัญระดับช็อกโลกที่ต้องต้องลุ้นคือเกิด 9/11 เครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่มีใครบอกได้ชัดเจนว่าจะจบเมื่อไร ทำให้ได้ประสบการณ์สำคัญของชีวิต

“กลางคืนไม่ได้นอน เพราะไม่รู้ว่าผลจะออกมาอย่างไร สุดท้ายกองทุนปรับตัวไม่ทันไม่มีใครสามารถเคลียร์พอร์ตได้ทั้งหมด ต้องอึดและตามตลาดไป เพื่อรอจังหวะซาลงซึ่งเป็นสัปดาห์ถึงจะสามารถบอกได้ว่า ไทยเราได้รับหรือไม่ได้รับผลอะไร แล้วใช้เงินสดในการรอซื้อกลับมา”

เมื่อทำงานครบ 10 ปี เธอถามตัวเองว่าจะทำอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรท้าทายแล้ว เลยอยากออกมาเลี้ยงลูกดีกว่าเพราะเพิ่งมีลูกคนที่ 2 ด้วย

“จนมีคนติดต่อให้จากเป็นผู้จัดการกองทุนก็ย้ายฝั่งไปดูแลทีมขายกลุ่มลูกค้าสถาบันของ บล.ซีแอลเอสเอ ต้องไปคุยกับลูกค้าซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนต่างๆ ความที่ไม่เคยมองใครเป็นศัตรู และเคยอยู่ในส่วนงานนั้นมาก่อนจึงรู้ว่า ผู้จัดการกองทุนแต่ละแห่งต้องการอะไร ไม่ต้องมามัวบรีฟข่าวไปคุยเรื่องกลยุทธ์การตลาดกันเลย จากที่ไม่เคยมีลูกค้าสถาบันในประเทศจนกลายเป็นสัดส่วนลูกค้าที่มีการเคลื่อนไหวมากที่สุดของบริษัทช่วงนั้น

“การทบทวนตัวเองใหม่และออกมาเลี้ยงลูกจริงจัง เพราะที่ผ่านมาไม่เคยได้พัก หรือออกกำลังกายเลย ไม่เคยได้นอนตื่นสาย ทุกวันตื่นออกมาทำงานเช้า ที่ผ่านมาเสาร์-อาทิตย์ไปกินข้าวกับลูก ซึ่งโชคดีมากที่ลูกเขาเข้าใจ เพราะพูดเสมอว่า ต่างคนต่างมีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนตัวเอง แม่ต้องทำงาน ลูกก็ต้องเรียนหนังสือ จะหยุดพักยาวก็ต่อเมื่อลูกปิดเทอมแล้ว หรือหยุดตามเทศกาลวันหยุดต่างๆ ไปเที่ยวต่างประเทศหรือต่างจังหวัดกัน”

ดังนั้น 7 เดือน หลังจาก จิรลาวัณย์ ออกจากซีแอลเอสเอ นั่นคือการพักผ่อนจากการทำงานของผู้หญิงคนนี้จริงจัง เธอออกตัวว่าไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะที่ผ่านมาไม่มีใจรักในการออกกำลังกายเลย และตัดสินใจเริ่มต้นออกกำลังกายด้วยฟลายโยคะที่ใช้ผ้าและจัดอุปกรณ์จัดเต็มมาก เพราะรู้สึกว่าถ้าลงทุนไปแล้วต้องเอาให้ได้

“ปรากฏว่าเล่นได้เพียง 1 เดือน ชอบแต่รู้สึกว่าไม่สนุกและเป็นคนกลัวความสูงด้วย รู้ว่าดีเพราะบางท่าช่วยถึงหลังเรายืดได้มาก สุดท้ายเบนไปต่อยมวยและพบข้อดีคือ มีครูคอยบังคับ ครูอยู่ต่อหน้า หลบไม่ได้ เลี่ยงไม่ได้ ซึ่งถ้าปล่อยให้เราไปออกกำลังกายที่ยิมเอง มีสิทธิที่จะเดินเฉออกไปทางอื่น หรือคนมาชวนไปกินข้าวก็เปลี่ยนใจแล้ว และพบว่ามันจากคนที่ไม่เคยได้ออกกำลังกายเลย มีพัฒนาการของกล้ามเนื้อที่แข็งแรงจากที่ต้องวิดพื้นและซิตอัพมาก คือตกใจมากว่าเรามีกล้ามเนื้อและทำได้จริงๆ ช่วงนั้นไปอยู่ที่ยิม ต่อยมวยแทบจะทุกวันตั้งแต่บ่ายสอง”

ความเปลี่ยนแปลงอีกครั้งก็เข้ามา พอมาทำงานที่ KS ได้ 2 ปี ด้วยความต้องการรุกลูกค้าสถาบันและสายงานวิจัยใหม่ รวมทั้งต้องสร้างคนใหม่ให้กับองค์กร ทำให้เธอรู้สึกว่าปัจจุบันมีเวลาออกกำลังกายน้อยลง

“แต่พยายามบังคับตัวเองให้มาต่อยมวยให้ได้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพราะต่อยมวยจะมาเมื่อไหร่ก็ได้ และเหลือเวลาต่อยเพียง 1.15 ชั่วโมง จากเมื่อก่อนต่อยครั้งละ 2 ชั่วโมง ถึงจะได้ผลกว่า นานๆ จะไปยืดหลังด้วยโยคะเพราะต้องรอเข้าเป็นคลาส”

ทว่า มุมส่วนตัวและกีฬาที่จิรลาวัณย์มีความชื่นชอบมากที่สุด คือ การตีกอล์ฟ เพราะเล่นแล้วจะรู้สึกสบายใจ ชอบในบรรยากาศ เป็นกีฬาที่เล่นแล้วรู้สึกปลดปล่อยมากที่สุด แม้ต้องตากแดดฝ้าขึ้น

“เวลาที่ไปส่วนใหญ่ตีกอล์ฟกับครอบครัวและลูกชายในวันเสาร์ ส่วนวันอาทิตย์อาจจะตีกับเพื่อนๆ บ้าง ซึ่งตีกอล์ฟประมาณ 2-3 ครั้ง/เดือน ส่วนการต่อยมวยอาจไม่ได้ชอบมาก แต่รู้สึกมันดีกับตัวเองที่ไม่เคยได้ออกกำลังกายเลย เพราะคิดว่าสุขภาพมีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ เวลาไม่ได้มาต่อยก็จะรู้สึกผิดและรู้ทันทีว่าร่างกายไม่ได้ฟิต ก็พยายามจะมีวินัยกับตัวเองมากขึ้น”

จากประสบการณ์ที่ทำงานมาตั้งแต่เป็นเด็กๆ เวลามีปัญหาอาจจะมีมุมหลีกไปช็อปปิ้งคือให้ตัวเองหลุดจากปัญหาไปตรงนั้น เธอเล่าถึงพัฒนาการทางอารมณ์ความรู้สึกตรงนี้ว่า

“แต่พอเราโตขึ้นแล้วจนปัจจุบันอายุ 47 ปีแล้ว เมื่อมีปัญหาจะเดินเข้าไปชนกับมันเลยและจะแก้ไขทันที ไม่ทิ้งและไม่เดินหนีมัน เพราะเอาเข้าจริงเราหลบหนีไม่ได้ ใจลึกๆ เราคิดและรู้สึกอยู่ดี ยิ่งเราเป็นคนทำงานคือทำงาน เล่นคือเล่น แล้วเป็นคนที่ชอบคาดหวังกับคน โดยเฉพาะกับลูกน้องที่เขาจะทำอย่างที่ไม่สัญญาไม่ได้ จะรู้สึกแย่มาก

“เพราะอาชีพเราคือความน่าเชื่อถือ ตัวเราไม่ได้มีอะไรเลยต้องสร้างสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าเชื่อถือ ซึ่งถ้ามันผิดพลาดในจุดเดิมจะแสดงถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าได้ ดังนั้นต้องพยายามสู้ไป เป็นคนที่ยอมสู้ไปกับมันเพื่อแก้ปัญหาให้จบ เพราะเมื่อเราเสร็จเราจะรู้สึกสบาย”

ทุกวันนี้ทุกเย็นกลับบ้าน จิรลาวัณย์จะไปคุยกับลูก หรือไม่ก็แวะออกกำลังกายจากเลิกงาน

“กับลูกสนิทกันและให้เขารู้จักรับผิดชอบตัวเอง ใช้ชีวิตเป็นเด็กตามวัย ไม่ต้องมีภาวะผู้ใหญ่เกินวัยเขา เพราะมองว่าถ้าเขามีความสุขในปัจจุบันแล้วเขาก็จะไม่รู้สึกขาดหรือไปเอาเปรียบ หรืออยากได้อะไรจากคนอื่นแล้ว เรื่องเรียนไม่ได้บังคับ เพราะอยากให้ลูกเป็นคนดีมากกว่าเรียนเก่ง รู้ว่าตัวเองผิดเมื่อตัวเองทำผิดเท่านั้น และบอกเขาว่า อย่าเรียนแย่จนขนาดครูต้องเรียกแม่ไปพบเรื่องการเรียนของลูก

“โดยสิ่งที่เน้นย้ำลูกชายอายุ 15 ปี และ 13 ปีเสมอว่า การเรียนเป็นสิ่งเดียวที่คุณแก้เกรดในอดีตไม่ได้ เมื่อเกรดคุณไม่ดีมันจะอยู่อย่างนี้ตลอดไป เรียนดีไม่ได้แปลว่าอนาคตจะดี แต่อย่างน้อยก็เป็นสิ่งแรกที่คนใช้ในการสมัครงานให้ได้รับโอกาสดี ประตูเปิดได้ง่ายกว่า แต่หลังจากนั้นเป็นเรื่องของแต่ละคนว่าจะทำได้หรือไม่ เรียนดีไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต แต่เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย”

จะเห็นแล้วว่า ชีวิตของผู้บริหารหญิงคนนี้ ปัจจุบันยังคงอยู่ในโลกของการทำงานอุตสาหกรรมตลาดทุนที่มีความแข่งขันสูง แต่เธอพยายามแบ่งเวลาชีวิตให้สมดุล ทั้งเรื่องออกกำลังกายและการดูแลสายสัมพันธ์ของครอบครัว โดยมีเวลาให้กับลูกชายเธอทั้งสองคน

 

Leave a comment