นิธิศ ศรีแย้ม ศราวุธ งามแสงแข ธนิต ประเสริฐวงษ์ ทีมเวิร์กต้องเริ่มจากรักในสิ่งเดียวกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2560 เวลา 10:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/489167

นิธิศ ศรีแย้ม ศราวุธ งามแสงแข ธนิต ประเสริฐวงษ์ ทีมเวิร์กต้องเริ่มจากรักในสิ่งเดียวกัน

โดย…โยโมทาโร่ ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

 “ผมคิดว่าเราเป็นทีมที่รู้ใจกันมากที่สุดทีมหนึ่งตั้งแต่ผมทำงานมา การทำงานของเราเปรียบเหมือนทีมฟุตบอล ผมเป็นกองหน้าคอยทำประตู ศราวุธ ทำหน้าที่กองกลางคอยเป็นตัวรับและประสานทีมให้ทีมนั้นเดินหน้าไปได้ด้วยดี ส่วน ธนิต เป็นเหมือนกองหลังและประตูที่คอยป้องกันไม่ให้เรื่องการเงินนั้นรั่วไหล เราต่างรู้หน้าที่ แค่ยกปัญหาขึ้นมาสักอย่างเข้ามานั่งพูดคุยกัน เราต่างก็รู้แล้วว่าเราจะต้องแก้ไขปัญหานี้ด้วยกันอย่างไร”

นิธิศ ศรีแย้ม รองประธานกรรมการบริษัทและผู้จัดการทั่วไป เล่าถึงเพื่อนร่วมทีม ศราวุธ งามแสงแข ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ และ ธนิต ประเสริฐวงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ทีมบริหารร้านไคเตน (Kaiten) ร้านอาหารปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่น ยากินิคุ (Yakiniku) ที่รู้ใจกันมากที่สุดทีมหนึ่ง

ศราวุธ เล่าเสริมต่อว่า

“พวกเรารู้จักเคยได้ยินชื่อกันมานานก็เพราะเราทำงานในวงการเดียวกัน เหมือนกับถามผมว่ารู้จักเชฟชุมพลไหม (เชฟกระทะเหล็ก ชุมพล แจ้งไพร) ผมก็บอกว่ารู้จัก เพียงแต่เราเคยแต่ได้ยินชื่อ ถามว่าผู้บริหารคนไหนเก่งด้านนี้ คนในวงการก็ช่วยกันชี้เป้าว่าเป็นใคร เรารู้จักเป็นสิบปี เพียงแต่เราไม่เคยได้มาเจอและทำงานร่วมกัน เพราะเราอยู่คนละร้านคนละค่าย เหมือนกับนักฟุตบอลอยู่คนละทีมแล้วมาแข่งกันในลีก เคยได้ยิน เคยได้ไปร้านอาหารที่เขาบริหาร แต่เราไม่เคยเจอตัวกัน

“ด้วยความที่เรามีประสบการณ์ในวงการนี้หลายสิบปี เวลาเข้ามาทำงานด้วยกันมันไม่ต้องจูน พูดออกมาแค่คำเดียวก็รู้ว่าคืออะไรและต้องทำอย่างไรต่อ เรารู้หน้าที่กันดีจากประสบการณ์ของเราเอง นิธิศ ทำหน้าที่เป็นกองหน้า ส่วนผมทำหน้าที่เป็นกองกลาง คอยส่งลูกเพื่อให้ นิธิศ ทำประตูให้ได้ ผมมีประสบการณ์ในการคุมร้านอาหาร เราช่วยกันคิดค้นเมนูใหม่ๆ ออกมา

“เวลาที่เราทำงานด้วยกัน แน่นอนว่าด้วยความที่ต่างฝ่ายต่างมีประสบการณ์ในการทำงาน ก็ย่อมต้องมีแนวทางแนวคิดในการบริหารทิศทางธุรกิจที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับตัวเอง เวลาเราคุยงานเรา 3 คนก็จะมาแชร์ความคิดเห็นกันว่าสิ่งไหนดีสิ่งไหนที่ควรจะต้องทำ แต่ในฐานะที่ นิธิศ เป็นกองหน้าเป็นเบอร์หนึ่งในทีม เขาว่าอย่างไรเราก็ต้องว่าตามนั้น ให้ไปซ้ายก็ต้องไปซ้าย ให้ไปขวาก็ต้องไปขวา

“เราไม่ว่ากัน เพราะทิศทางที่เขานำคือเป้าหมายเดียวกับเราทั้งหมด แต่เราอาจจะใช้คนละวิธีการ ถ้าแผนแรกไม่สำเร็จเราก็ยังมีแผน 2 แผน 3 รองรับ แต่ยังคงเป้าหมายเดียวกันอยู่ เหมือนกับเราเดินทางไปต่างจังหวัด เป้าหมายเดียวกันแต่มีหลายเส้นทางให้เลือก อยู่ที่ว่าเราจะเลือกเส้นทางไหน ถ้าเราเอาแต่ไม่ยอมรับฟังความเห็น ไม่มีใครยอมใคร งานก็ไม่เดินหน้าไปไหน”

ธนิต ก็เปิดมุมมองถึงเพื่อนร่วมทีมธุรกิจทั้งสองคนที่ก่อให้เกิดสายสัมพันธ์ที่มองตาก็รู้ใจ

“ผมคิดว่าที่เราทำงานด้วยกันได้ดี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราต่างมีประสบการณ์ในการทำงานในวงการนี้มานาน เมื่อพูดปัญหางานขึ้นมา เราก็เห็นภาพเดียวกัน ทำให้เราพูดคุยกันเรื่องงานได้ง่ายขึ้น อย่างเช่นเวลาที่เรากำลังเลือกรูปแบบการหมักเนื้อ เราจะคิดแบบเดียวกันว่าจะใช้การหมักเนื้ออะไรให้ปลอดภัยกับผู้บริโภค เพราะในวงการมีรูปแบบการหมักเนื้อบางอย่างที่ทำให้เนื้อนั้นนุ่มเร็ว แต่อาจจะมีสารตกค้างในอาหาร ซึ่งเราต่างรู้กันดี เราจึงเลือกที่จะไม่ทำ ซึ่งทุกคนก็เห็นตรงกันว่าแบบไหนดีที่สุดในสิ่งที่เรามี”

นิธิศ ก็มองตรงจุดนี้และกล่าวถึงประเด็นเดียวกันว่า

“เพราะหลักในการทำงานร่วมกันของเราก็คือทำงานกันอย่างตรงไปตรงมา เวลามีปัญหาเรื่องงานพูดกันตรงๆ ว่าติดอะไรตรงไหน ไม่พอใจอะไรคุยกันให้จบ ไม่มีออกไปพูดต่อข้างนอกแล้วปล่อยให้ปัญหามันค้างคาอยู่อย่างนั้น เคลียร์กันให้เรียบร้อยแล้วค่อยลุกกลับออกไปทำงาน เพราะธุรกิจร้านอาหารเป็นอะไรที่จุกจิก ซับซ้อน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องคนเป็นปัญหาที่มีมากที่สุดทั้งในตัวพนักงานและลูกค้า

 “เรา 3 คนจะมีคติประจำใจเสมอว่า การทำอาหารต้องคิดว่าเรากำลังทำให้คนในครอบครัวเรากิน ถ้าเราคิดได้อย่างนี้เราจะใส่ใจกับการเลือกอาหารที่ดีให้กับคนกิน เพราะเราทุกคนต้องเลือกสิ่งที่ดีให้กับคนในครอบครัว แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องคิดวางแผนให้ดีก็คือ ยิ่งมีสาขาเยอะเราก็ยิ่งมีปัญหาเยอะมากขึ้นตามลำดับ ดังนั้นในการทำงานเราต้องรู้ใจกันให้มากที่สุดให้เป็นทีมเวิร์กที่ดี”

ศราวุธ ทิ้งท้ายย้ำถึงความสัมพันธ์ในเรื่องการทำงานว่า เรื่องการทำงานพวกเรามั่นใจว่าไม่มีปัญหาแน่นอน เพราะเราต่างมีประสบการณ์สูง รู้หน้าที่ รับฟังกัน ให้เกียรติกัน

“แต่สิ่งที่เราต้องรู้ก็คือเรื่องการบริหารร้านอาหารเป็นเรื่องจิตวิทยา สิ่งที่ร้านอาหารทั่วไปมักพลาดก็คือเปลี่ยนรสชาติอาหารตามลูกค้า ผมเคยบริหารร้านอาหารที่ต่างประเทศอยู่ร้านหนึ่ง เขามักจะประสบปัญหาเรื่องลูกค้าคอมเพลนรสชาติ ผมบอกกับเจ้าของเลยว่าขอเวลาแค่ 3 เดือน ไม่ต้องเปลี่ยนสูตร เพราะเรามั่นใจอยู่แล้วว่ารสชาติอาหารของเราดี บางคนชอบเปรี้ยวบางคนชอบหวาน อยากจะเปลี่ยนตามใจเขานั้นทำไม่ได้ เพื่อให้สูตรอาหารคงอยู่เราจะต้องยึดในสูตรและวิธีการของเราเอาไว้”

เมื่อเวลาผ่านไปลูกค้ามากินที่ร้านบ่อยๆ ศราวุธ ก็บอกถึงประสบการณ์ตรงนี้ว่า พวกเขาก็จะเริ่มคุ้นชินว่ารสชาติของเราเป็นแบบนี้ไม่เหมือนที่อื่น

“เป็นเอกลักษณ์ของเราที่ไม่ว่ามากินอีกสักกี่ครั้งก็เหมือนเดิม”

ทั้ง 3 คนมองตากัน แล้วให้ความเห็นเดียวกันว่าที่ทำงานด้วยกันได้ดี ส่วนหนึ่งก็เพราะมีใจรักในการทำอาหาร ทุกคนเป็นคนที่ชอบกินเหมือนกัน มีที่ไหนที่คนเขาบอกว่าอร่อย ทั้ง 3 คนจะต้องไปลองด้วยตัวเอง ถ้าสูตรไหนดีก็เอามาปรับใช้กับงานของตัวเอง

โดยเฉพาะ ศราวุธ จะเป็นคนที่รู้ดีว่าหากต้องการประกอบอาหารให้ได้แบบนี้จะต้องทำอย่างไร กินจนเรารู้ว่าสูตรไหนที่ดีที่สุด เวลาที่เลือกของมาลงที่ร้าน ทั้ง 3 คนจะเป็นคนลงมือชิมอาหารด้วยตัวเอง ทดสอบแล้วทดสอบอีกจนกว่าจะมั่นใจว่าเป็นมาตรฐานเดียวกันทุกครั้งถึงเลือกใช้ ซึ่งต่างมีความเห็นเดียวกัน เพราะว่าทุกคนผ่านการชิมมาทุกชนิดจนรู้ว่าแบบไหนที่อร่อยที่สุด

 การทำงานเป็นทีมที่รู้ใจกันได้ขนาดนี้ นอกจากประสบการณ์ในการทำงานที่ดีแล้ว ต้องมีใจรักในสิ่งเดียวกันด้วย ไม่อย่างนั้นต่อให้เก่งแค่ไหน หากไม่รักในสิ่งที่ทำ ไม่รักในสิ่งเดียวกันก็ไปกันไม่ได้อยู่ดี

 

Leave a comment