ปภาวิน หงษ์ขจร ‘จะต้องกล้าเปลี่ยนเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2560 เวลา 09:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/489279

ปภาวิน หงษ์ขจร ‘จะต้องกล้าเปลี่ยนเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่’

โดย…ปอย  ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“เด็กจนโตไม่เคยแตะต้องกีฬาชนิดใดเลยครับ กึ่งๆ กลัว สิ่งที่ทำแล้วมีความสุขที่สุดคือ ‘การกิน’ กินเพื่อซ่อมแซมความรู้สึกในใจ ลดความเครียด และเติมเต็มกับการที่ผมต้องกินอาหารโรงพยาบาลเกือบตลอดเวลา ผมอยากกินอยากใช้ชีวิตเหมือนเด็กทั่วๆ ไป พ่อแม่มีอะไรก็ให้ๆๆ เพราะทุกโรคที่ผมป่วยสุ่มเสี่ยงกับการเสียชีวิตได้ตลอดเวลา ทดแทนด้วยการกิน และกิน แล้วก็อ้วนมาก เป็นเด็กสุขภาพแย่ ผมใช้ชีวิตแบบนั้นมาโดยตลอดจนเรียนมหาวิทยาลัย”

คนฟังหลายคนที่เป็นแฟนละครพีเรียดฟอร์มยักษ์ เรื่อง “เชลยศึก” คงนึกภาพในอดีตของพระเอกหุ่นสุดล่ำในเรื่องนี้กันไม่ออกเลยทีเดียว มังกร-ปภาวิน หงษ์ขจร พระเอกละครช่อง 8 กับการสวมบทบาท “นายขนมต้ม” นักรบยุคกรุงศรีอยุธยา โชว์กล้ามปูล่ำบึ้ก ซิกซ์แพ็กแน่นปั้ก มังกร ปภาวิน ย้อนเล่าเรื่องวันวานซึ่งวันนี้ยังติดอยู่ในใจ ไม่เคยลืมเลือน ภาพในอดีตหมุนกลับมากับคำบอกเล่าเคยเป็นเด็กอ้วนดำ น้ำหนักร้อยกิโล! โดนเพื่อนล้อเลียนให้เป็นปมด้อยมาก่อน?!!!

“ตอนนี้ความสูง 181 ซม. น้ำหนัก 71 กก. ผมไม่ค่อยซีเรียสกับตัวเลขน้ำหนักบวกลบเพิ่ม 2-3 กก.นะครับ ขอเน้นเรื่องสุขภาพที่ดีไว้ก่อน เพราะพื้นฐานร่างกายเราเคยแย่ เป็นเด็กอ้วน ตัวดำ ส่งผลให้บุคลิกภาพไม่ดีไปด้วย ผมไม่เคยคิดใฝ่ฝันเลยนะครับว่าจะเข้ามาทำงานในวงการบันเทิงได้ด้วยซ้ำ เด็กๆ จำความได้ก็อยู่กับเครื่องให้ออกซิเจนมาตลอด เป็นโรคหอบหืดรุนแรงจนหายใจไม่ทัน แล้วทั้งยากินและยาพ่นมีสเตียรอยด์ที่ทำให้น้ำหนักโอเวอร์ไซส์ได้ทันที 20 กก. เป็นเด็กที่ได้ไปโรงเรียนน้อยมาก ชีวิตไปๆ กลับๆ บ้านกับโรงพยาบาล เรียนๆ หนังสืออยู่บางวันแม่ก็ต้องมารับไปนอนโรงพยาบาล”

ทุกคนที่มีสุขภาพดีคือของขวัญในชีวิต พระเอกหนุ่มหน้าคมเข้มเริ่มต้นสนทนาพร้อมรอยยิ้มที่ดูหล่อแบบไทยแท้ มังกร ปภาวิน เล่าว่าสุขภาพไม่ดีตั้งแต่กำเนิด แต่ก็ยังพอโชคดีที่มีคุณแม่เป็นนางพยาบาลประคบประหงมเลี้ยงดูเด็กชายที่ป่วยเป็นหอบหืดรุนแรง และโรคหัวใจตามมาติดๆ อีกหนึ่งโรค

เด็กมีปมอ้วนดำขี้โรค

ชีวิตวัยเด็กห่างหมอห่างโรงพยาบาลไม่ได้เลย ตอนเรียนชั้นประถมเป็นโรคหอบหืดถึงขั้นต้องให้ออกซิเจนเป็นว่าเล่น ก็ว่าหนักหนาสาหัสแล้ว พอเลื่อนชั้นไปมัธยมปลายก็ได้โรคเพิ่มมาอีก ปภาวิน บอกพลางหัวเราะอย่างมีอารมณ์ขันได้แล้วในวันนี้ว่า พัฒนาแกร่งกล้าตามระดับชั้นเรียน โดยไม่มีสัญญาณใดบ่งบอกอาการมาก่อนเลย โรคหัวใจก็มาคุกคามตั้งแต่วัยรุ่น

“คุณแม่เป็นนางพยาบาลตรวจชีพจรก็ไม่ถึงระดับอาการโรคหัวใจนะครับ แค่ชีพจรเต้นช้า แต่ก็มีอาการที่ทุกๆ เช้าแม่ก็สงสัยลูกหน้ามืดล้มในห้องน้ำบ่อยมากๆ วิ่งเล่นอยู่ดีๆ ก็วูบล้มไปเลย คุณหมอประจำตัวท่านก็สันนิษฐานว่าอาจเป็นภาวะความเครียดสะสม ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอมีโรคเพิ่มขึ้นมาอีก ซึ่งในตอนแรกก็คิดแค่ว่าระบบหายใจไม่ปกติจากโรคหอบหืดทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน หน้าเลยมืดวูบบ่อยๆ แล้วในช่วงนั้นผ่าตัดไส้ติ่งด้วย ซึ่งต้องบอกว่าเป็นผ่าตัดเล็ก แต่สำหรับผมไม่ใช่เรื่องเล็ก (หัวเราะ) หลังฟื้นจากยาสลบชีพจรเต้นเหลือแค่ 30 กว่าๆ จากคนปกติต้องอยู่ที่ 100 กว่า

ความจำรางๆ คือ คุณแม่ต้องปลุกให้ตื่นตลอด เพราะเราอาจหลับลึกแล้วชีพจรหยุดเต้นไปเลย

เพื่อนสนิทคือ คุณป้าคุณน้าพยาบาลทั้งวอร์ด (หัวเราะ) พอตรวจละเอียดก็ได้โรคใหม่มาเพิ่มอีก หมอบอกเป็นโรคหัวใจอีกนะเรา กีฬาเล่นซนๆ สนุกๆ เอ็กซ์ตรีมบีบหัวใจแบบเด็กผู้ชายหมอห้ามเล่นเด็ดขาด ไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตเล่นสนุกกับเพื่อนๆ เรื่องออกกำลังกายในวัยเด็กลืมไปได้เลยครับ แล้วแม่คงกลัวลูกชายเติบโตหรือพัฒนาการไม่ทันเพื่อนๆ ก็แก้ปัญหาโดยการกิน ทำให้กลายเป็นเด็กอ้วนมาตั้งแต่เด็ก”

ยืนยันด้วยรูปภาพในวัยประถม ภาพ ด.ช.ปภาวิน ตัวอ้วนดำ ห่างไกลจากความหล่อเหลาระดับพระเอกสูงใหญ่ คมเข้มในวันนี้ลิบลับ

“เป็นเด็กไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ไม่โดดเด่นด้านใดเลย เคยลองๆ เล่นกีฬาแต่ก็สู้กับการหายใจไม่ทันไม่ไหว ก็กลัวไม่กล้าเล่นอีก แต่ถึงไม่ค่อยได้ไปโรงเรียนแต่ก็ยังพอโชคดีที่ไม่เคยเรียนตกวิชาไหนเลย ไม่เคยซ้ำชั้น ผมใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อยๆ เนือยๆ ไม่รู้ว่าตัวเองเก่งอะไร หรือชอบทำอะไร จนช่วงเรียนจบนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก็อยู่ในแบบแผนคนทั่วไป คือบวชตอบแทนพระคุณให้คุณพ่อคุณแม่ในฐานะที่เราเป็นลูกชายคนโต แต่พอต้องเริ่มชีวิตการงานแล้ว ก็เริ่มมีคำถามเรื่องหน้าที่การงานที่เรารัก ที่เราจะต้องเลือก

ผมทำงานหน้ากล้องได้ดีนะครับ (บอกพลางยิ้มกว้าง) ตอนเรียนเวลาพรีเซนต์งานก็มักเป็นตัวแทนกลุ่มออกไปนำเสนองาน แล้วคะแนนออกมาดีทุกครั้ง ซึ่งก็ตั้งคำถามกับตัวเองแล้วรูปลักษณ์แย่ซะขนาดนี้ อ้วน 102 กก. ไหวหรือไปโชว์หน้ากล้อง (หัวเราะ) และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการลดน้ำหนักอย่างจริงจังครับ” ปภาวิน จุดประเด็นได้น่าสนใจให้ติดตามตอนต่อไป

จุดเริ่มต้นเพื่อพิสูจน์ตัวเอง  

เริ่มศึกษาเรื่องการลดความอ้วน ปรึกษาเทรนเนอร์ กินอาหารคลีนและควบคุมอาหาร ควบคู่กับการออกกำลังกาย โดยไม่ใช้ยาลดน้ำหนักแบบวัยรุ่นหลายๆ คนเลือกทางนี้ ปภาวิน บอกว่าโรคหอบหืดที่มีของแถมโรคหัวใจก็ดีเหมือนกัน ที่ทำให้ไม่กล้าไปลองใช้ยาลดความอ้วน

“กลัวครับ กลัวยามีเอฟเฟกต์แค่นี้เราก็หายใจไม่ทันแล้ว บุคคลที่เปลี่ยนชีวิตของผมในเรื่องนี้ต้องยกให้คุณหมอประจำตัวของผมที่บอกให้ผมลองกล้าใช้ชีวิต คุณหมอใช้วิธี Motivation จูงใจให้ลองออกกำลังกาย ลองกล้าใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นทั่วไป ในช่วงมัธยมฯ ก็ลองออกกำลังกายครับ แต่ไม่จริงจัง เพราะสุขภาพยังเป็นอุปสรรคก็ออกกำลังกายไปแบบเด็กๆ หายใจไม่ทันก็หยุดบ้าง ขยันบ้าง ไม่เคยพิสูจน์ตัวเองได้ในเรื่องนี้ จนจบมหาวิทยาลัยก็ยังอ้วนครับ

บุคคลสำคัญคนต่อมา คือ คุณพ่อ (เฉลิม หงษ์ขจร) พอเรียนจบปริญญาตรี พ่อคุยจริงจังโดยให้เวลา 1 ปี ว่าจะทำงานหรือเรียนต่อ ผมมีเวลาตั้ง 1 ปีเต็มเลยนะครับ (บอกพลางยิ้ม) ก็เลยคิดว่ามาลองกันสักตั้ง

ลองผิดลองถูกครับ เสียเงินกับฟิตเนสหลายๆ แห่งเลย ก็เอาใหม่ ศึกษาหาข้อมูลก่อนตัดสินใจเลือกเทรนเนอร์ นับเป็นโชคดีมากๆ ที่ได้เจอกับเทรนเนอร์ที่ดีมาก เทรนเนอร์บอกเลยครับใช้เวลา 4 เดือน น้ำหนักผมต้องลดลงมาให้ได้ 30 กก. แล้วก็ลดได้ครับ จาก 100 กก. เหลือ 70 กก. โดยเริ่มต้นจากการกินอาหารคลีน ซึ่งมีผลถึง 70% อีก 30% คือการเปลี่ยนตัวเองด้วยการออกกำลังกายด้วยวิธีฟรีเวตเทรนนิ่ง ใช้น้ำหนักของตัวแทนอุปกรณ์ฟิตเนส ที่นี่ไม่มีลู่วิ่ง ไม่มีเครื่องออกกำลังกายอะไรหรูหรา มีแค่ดัมบ์เบล เชือกกระโดด คานโหน ใช้เวลาเพียง 40 นาที ไม่เคยเกิน 1 ชั่วโมง เวลาน้อยแต่เหงื่อออกเยอะมาก รู้สึกเลยครับว่ากล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้นเลย กำลังใจเริ่มมา กล้าลองเครื่องเล่นอื่นๆ แล้วครับ

โรคยังไม่หมด (หัวเราะ) โรคประจำตัวอีกโรคคือโรคกระเพาะจากการกินยาปฏิชีวนะ แต่ผมมองโลกในแง่บวกไปเลยครับ นี่คือสิ่งที่ทำให้กินคลีนไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผมเลย เพราะเราต้องกินอาหารรสชาติจืดอยู่แล้ว คลีนที่ถูกทางคือต้องไม่อด เพียงแต่ต้องคำนวณเป๊ะกินข้าวแบบนับแคลอรี กินอัลมอนด์นับเม็ดเพื่อให้ได้ไขมันดีเพียงพอ วันละ 30 เม็ด อาหารก็สลับไปหลายๆ อย่าง 5 มื้อ แซลมอน อกไก่ หมูอบ สลับกันไป ไม่ยากเลยครับ เพียงแต่วินัยต้องเป๊ะ หลายคนบอกกินคลีนแล้วหิว ไม่จริงเลยครับ มื้อที่ 4 มื้อที่ 5 แทบกินไม่ลงแล้ว แต่ก็ต้องกินเพื่อสร้างระบบเผาผลาญขึ้นมาใหม่ รีเฟรชให้ร่างกาย”

ความมั่นใจในตัวเองเริ่มมาเรื่อยๆ ปภาวิน บอกคำว่าดาราที่ไม่เคยอยู่ในหัว ก็ค่อยๆ เด่นชัดขึ้นแล้ว คำว่าชีวิตคนเราต้องกล้าเปลี่ยนแปลงของคุณหมอประจำตัว คือจุดเปลี่ยนแรกที่พลิกผัน พระเอกหน้าคมบอกเพียงแค่ชีวิตคนเราต้องสร้างโอกาสให้ตัวเองก่อน ประตูแห่งโอกาสบานต่อๆ มาจะเปิดเอง

อย่าเร่ง อย่ารีบมีซิกซ์แพ็ก

เชียร์ให้ทุกคนออกกำลังกาย ปภาวิน อยากฝากบอกวัยรุ่นที่เห็นภาพพระเอกล่ำเป็นต้นแบบ ก็อยากหุ่นดีอยากลีนอย่างนี้บ้าง แต่อย่าหลงทางไปเลือกพึ่งการฉีดหรือกินยาผสมสเตียรอยด์ที่เป็นทางลัดปั๊มกล้ามท้องขึ้นมา อยากเสนอทางเลือกที่ถูกให้ทุกคนสะสมกล้ามเนื้อตั้งแต่วัยรุ่น อายุ 12-13 ปี ซึ่งเป็นวัยเริ่มออกกำลังกายได้แล้ว

“อย่าไปเชื่อใครบอกว่าเล่นฟิตเนสแล้วจะเตี้ย การออกกำลังกายทำให้ข้อต่อได้ใช้งาน โอกาสความสูงเพิ่มขึ้นมาได้ไม่ยากเลย แล้วหุ่นที่ดีแข็งแรงก็คือผลลัพธ์จะตามมาอย่างชัดเจน

นายขนมต้มคือแรงบันดาลใจในเรื่องนี้ด้วยครับ พล็อตเรื่องทำให้เราอินกับโครงเรื่องที่ลิงค์กับชีวิตของผมด้วย ผมจึงตั้งใจถ่ายทอดบทบาทนี้มากๆ อยากเป็นต้นแบบในเรื่องการดูแลสุขภาพให้แข็งแกร่ง นายขนมต้มเป็นเด็กอ่อนแอถูกกลั่นแกล้ง ชีวิตดราม่าต้องสูญเสียคนที่รักมากมาย แต่เรื่องราวก็พลิกผันเมื่อได้รับโอกาสให้เรียนรู้การต่อสู้ ลุกขึ้นมาสู้กับทหารอังวะได้นับสิบคน จากเด็กที่สู้ใครก็แพ้มาโดยตลอด มาถึงวันที่เราสู้กับคนนับสิบได้และปลดปล่อยเชลยศึกกลับชาติเราได้

เรื่องนี้จุดประกายให้ชีวิตผมเลย จากเด็กอ่อนแอ แต่วันนี้เราอยากสร้างครอบครัวให้แข็งแรง อยากดูแลคุณพ่อคุณแม่ให้ดีเช่นเดียวกับท่านดูแลเรามา แล้วถ้าผมสามารถพูดเขียนหรือสื่อสารไม่ว่าทางใดก็ตามเป็นตัวแทนบอกไปถึงวัยรุ่น ซึ่งบางคนชีวิตอาจเป็นภาพเดียวกับเราให้ลุกขึ้นมาสู้เพื่อให้ตัวเองแข็งแรง ละครเชลยศึกยังสื่อเรื่องมวยไทยที่โด่งดังไปทั่วโลก ได้เล่นละครกับพี่สมจิตร จงจอหอ แชมป์เหรียญทองโอลิมปิก ผมยิ่งถือว่านี่คือชีวิตดีๆ ที่พลิกกลับมาเข้มแข็งได้อย่างแท้จริงเลยนะครับ”

แต่เมื่อให้เอ่ยถึงฮีโร่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิต ไม่ใช่ใครอื่น ที่สุดแล้วก็ไม่ใช่นายขนมต้ม ปภาวิน บอกว่าผู้ยิ่งใหญ่ในใจคนนั้นก็คือคุณพ่อของเขาเอง

“พ่อเป็นนักธุรกิจที่ทำทุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวอยู่สบาย ตั้งแต่ธุรกิจเคมีภัณฑ์ สิ่งทอ ไปจนถึงพลาสติกผลิตแพ็กเกจจิ้ง แทบไม่มีวันหยุดพักผ่อนเลย แล้วมีลูกชายคนโตเป็นเด็กขี้โรคอีก ก็ให้คุณแม่ลาออกจากพยาบาลมาทุ่มดูแลผมอย่างเดียวเลยครับ เวลาส่วนตัวพ่อก็ยิ่งไม่มีต้องทุ่มเทดูแลพวกเราไม่หยุด ผมอายุห่างจากน้องชาย 8 ปี แต่พ่อแม่แทบไม่มีเวลาโอ๋ลูกคนเล็กเลย ทำให้ผมอยากตอบแทนกลับคืนให้ครอบครัว ทั้งเวลาทั้งเงินทองของพวกเขาเอามาให้เราเสียเยอะ ก็อยากดูแลทุกคนกลับคืนบ้าง

ผมพูดเรื่องนี้กับครอบครัว คุณพ่อก็ตอบกลับมาด้วยประโยคซึ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในชีวิตเลยก็ว่าได้ พ่อบอกว่า ‘…พ่อไม่เคยเหนื่อยเลย การดูแลลูกเป็นหน้าที่ของพ่อ’ คำพูดนี้ พ่อเป็นจุดเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงชีวิตของผมเลยครับ ผมอยากเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดีแบบเขา แล้วการดูแลทุกๆ คนได้ก็ต้องเริ่มต้นที่ความแข็งแกร่งของเราด้วยนะครับ ประโยคนี้ของพ่อทำให้เราหยุดตั้งใจทำงานไม่ได้เลย”

มังกร ปภาวิน จบด้วยประโยคหล่อๆ สมฐานะพระเอกคนล่าสุดของช่อง 8 น่าสนใจติดตามผลงานเรื่องต่อไป เขาจะหล่อล่ำเร้าใจไปกว่านี้อีกไหม

 

Leave a comment