มักซ์ ฟอน ซีโดว์ มีความอมตะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2560 เวลา 09:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/489291

มักซ์ ฟอน ซีโดว์ มีความอมตะ

โดย…ปณิฏา ภาพ เอเอฟพี

เหมือนกับหลายๆ บทเพลงที่เกิดมาเราก็ได้ยินจนคุ้นหู มักซ์ ฟอน ซีโดว์ ก็เป็นนักแสดงที่เกิดมาปุ๊บ เราก็ได้เห็นบทบาทต่างๆ ของเขาอย่างคุ้นหน้าคุ้นตา ซึ่งแม้บางครั้งเห็นแล้วอาจจะนึกถึงชื่อเสียงเรียงนามของเขาไม่ออก ทว่ารู้ว่าเป็นใบหน้าของนักแสดงที่แสนคุ้นเคย

ชื่อจริงๆ ของเขา คือ คาร์ล อดอล์ฟ ฟอน ซีโดว์ เกิดเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 1929 ที่เมืองลุนด์ทางตอนใต้ของประเทศสวีเดน เขาเข้าสู่แวดวงการแสดงตั้งแต่อายุ 9 ขวบ และตอนอายุ 15 ปี ได้ประเดิมงานแสดงละครเวทีใหญ่ๆ อย่าง A Midsummer Night’s Dream ของวิลเลียม เชกสเปียร์ ณ โรงละครใหม่แกะกล่องที่เมืองมัลโม ประเทศสวีเดน หลังจากนั้นเขาก็หลงใหลในการแสดงและได้เข้าร่วมในการแสดงละครท้องถิ่นอีกมากมาย

ชื่อ “มักซ์” ที่เขานำมาใช้ในอาชีพการแสดงได้มาระหว่างการไปเป็นทหารรับใช้ชาติ โดยนำมาจากชื่อแมลงในละครสัตว์แมลงที่เขาประทับใจ หลังกลับจากเป็นทหาร เขาเข้าศึกษาที่สถาบันการแสดง Royal Dramatic Theatre ในกรุงสตอกโฮล์ม ระหว่างปี 1948-1951 พอเรียนจบก็ได้แสดงทั้งละครเวทีและภาพยนตร์สวีเดนหลายเรื่อง ก่อนที่โอกาสบนเวทีนานาชาติจะมาถึง เมื่อได้รับการแนะนำให้รู้จักกับ อิงมาร์ เบิร์กแมน ยอดผู้กำกับชาวสวีเดน

อิงมาร์ ชวนเขามาร่วมงานกับบริษัทการแสดง มัลโม ซิตี เธียเตอร์ หลังจากนั้น มักซ์ ฟอน ซีโดว์ ก็กลายเป็นนักแสดงหลักในหนังและละครเวทีของผู้กำกับดัง และเมื่อทีวีเริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งอิงมาร์และมักซ์ ก็ได้พัฒนาเทคนิคทางการกำกับฯ และการแสดงในสื่อใหม่ ทำให้ผู้กำกับและนักแสดงคู่ใจหันไปจับงานภาพยนตร์มากกว่าละครเวทีไปโดยปริยาย

ผลงานเด่นที่รู้จักกันดีในการร่วมงานของทั้งคู่ก็คือ เรื่อง The Seventh Seal (1957) ซึ่งไม่เพียงเป็นผลงานคลาสสิกของทั้งสองคนเท่านั้น หากยังเป็นใบเบิกทางทำให้ มักซ์ ฟอน ซีโดว์ ได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเป็นนักแสดง “อินเตอร์” ในทันที

ข้อเสนอจากฮอลลีวู้ดมาถึง ตั้งแต่บทบาทพระเยซู ใน The Greatest Story Ever Told (1965) ตามมาด้วยบทบาทของหลวงพ่อเมอร์ริน ใน The Exorcist (1973)

บรรดาผู้กำกับตัวกลั่น ไม่ว่าจะเป็น เดวิด ลินช์ หรือ มาร์ติน สกอร์เซซี ต่างก็จับจ้องคอยจับจองคิวนักแสดงต่างชาติมากฝีมือ จนมักซ์มีงานในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดมากกว่าภาพยนตร์ชาติตัวเองในที่สุด โดยในกลางทศวรรษที่ 1960 เขาได้เซ็นสัญญากับทเวนตีธ์ เซนจูรี ฟอกซ์ สำหรับการแสดงหนังฮอลลีวู้ด 7 เรื่อง ในเวลา 7 ปี

มักซ์ ฟอน ซีโดว์ โลดแล่นในฐานะนักแสดง นับจากบทอัศวินจากครูเสดที่ต้องเผชิญหน้ากับ “ความตาย” ใน The Seventh Seal (1957) นับเป็นเวลากว่า 6 ทศวรรษ ด้วยวัย 87 ปี กับอีก 364 วันในวันนี้ เขายังคงเป็นใบหน้าที่คุ้นตา ตั้งแต่บทบาทอีกาสามตาในซีรี่ส์ดังช่องเอชบีโอ Game of Thrones จนถึงบทบาทสำคัญในฐานะกุญแจบู๊ลิ้ม อย่าง ลอร์ ซาน เต็กกา ใน Star Wars : Episode VII-The Force Awakens รวมทั้งหนังฝั่งยุโรป (เบลเยี่ยม-ฝรั่งเศส) อย่าง The First, the Last (Les Premiers, Les Derniers)

ด้วยผลงานภาพยนตร์กว่า 100 เรื่อง อีกทั้งซีรี่ส์ทางโทรทัศน์อีกมากมาย เขาได้ร่วมงานกับผู้กำกับชื่อดังฝั่งฮอลลีวู้ดมากมาย เรียกว่าชื่อของมักซ์ ฟอน ซีโดว์ กลายเป็น “สถาบัน” ไปแล้ว แม้ช่วงหลังๆ บทบาทในแต่ละเรื่องจะไม่มาก หากชื่อของเขาจะได้ขึ้นเครดิต “…And Max von Sydow” ติดกลุ่มนักแสดงนำของเรื่องอยู่เสมอ

ในช่วงชีวิตของเขา เรียกได้ว่าแสดงมาแล้วทุกบทบาท ทั้งบทพระเอก ฮีโร่ ตัวร้าย พระ พระเจ้า คนบ้า คนพิการ ฯลฯ หนัง 5 เรื่องนี้ นับได้ว่าเป็นชีวประวัติขนาดย่อของ มักซ์ ฟอน ซีโดว์

The Seventh Seal

1.“The Seventh Seal” (1957)

หนังของอิงมาร์ เบิร์กแมน เรื่องนี้ มักซ์ รับบทบาทเป็นอัศวินที่เพิ่งกลับจากการต่อสู้ในสงครามครูเสด ที่มาเจอกับการระบาดของโรคไข้ทรพิษในสวีเดนบ้านเกิด “ความตาย” คืบคลานไปทั่ว ในที่สุดก็มาหาเขา และเมื่อเขาตอบ “ความตาย” ว่ายังไม่พร้อม การเดิมพันเกมหมากรุกจึงเริ่มต้นขึ้น บทบาทอัศวินของมักซ์ ฟอน ซีโดว์ แสดงให้เห็นถึงความสิ้นหวัง ความกลัว และความทุกข์ทรมาน ไม่ว่าในความเป็นจริงเขาจะเก่งกาจด้านการเดินหมากอย่างไร เมื่อการเดิมพันคือ “ความตาย” ถึงอย่างไรเขาก็หนีไปไม่พ้น

The Hour of the Wolf

2.“The Hour of the Wolf” (1968)

หนังในยุคยังหนุ่มในสวีเดนร่วมกับผู้กำกับคู่ใจอีกเรื่อง มักซ์ในลุคยังหล่อ สูงยาวเข่าดี รับบทเป็นจิตรกรที่ต้องเจอกับเรื่องหลอนๆ หลังย้ายไปอยู่บนเกาะแห่งหนึ่งกับภรรยาสาวสวย และได้ไปรู้จักกับกลุ่มเศรษฐีบนเกาะ หนังแสดงให้เห็นความกลัว ไม่มั่นใจของนักแสดงชาวสวีดิชอีกคราวหนึ่ง ที่ไม่รู้ว่าเรื่องไหนจริง เรื่องไหนฝันกันแน่ นอกจากการแสดงสุดหลอนแล้ว The Hour of the Wolf ยังแสดงให้เห็นความเชี่ยวชาญทางการแสดงที่ยกระดับขึ้นมาอีกขั้น จากนักแสดงที่มีพื้นฐานที่ละครเวที กลับมาเล่นกับการแสดงอารมณ์ผ่านมุมกล้อง โดยเฉพาะภาพโคลสอัพได้อย่างยอดเยี่ยม

The Exorcist

3.“The Exorcist” (1973)

นับว่าเป็นหนังฝั่งฮอลลีวู้ดซึ่งเป็นที่จดจำมากที่สุดของมักซ์ ฟอน ซีโดว์ ก็ว่าได้ แม้ว่าเขาจะมีส่วนในการแสดงเพียง 1 ใน 3 ของเรื่องนี้ก็ตาม หากไม่มีใครลืมบทบาทหลวงพ่อเมอร์รินที่มาทำพิธีไล่ผีออกจากเด็กสาวผู้เคราะห์ร้าย จนตกเป็นเหยื่อของปีศาจเสียเอง

บทบาทในหนังสยองขวัญสุดคลาสสิกเรื่องนี้ ทำให้หลายๆ คนนึกถึงภาพตรงข้ามกับบทบาทของเขาใน The Seventh Seal หลวงพ่อผู้ปราศจากความกลัว และเต็มไปด้วยศรัทราอันแรงกล้าในพระเจ้า เขาไม่หวั่นแม้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับปีศาจร้ายเพียงลำพัง

4.“Three Days of the Condor” (1975)

ในช่วงทศวรรษที่ 1970 นักแสดงชาวยุโรปต่างก็ต้องได้รับบทบาทในหนังทริลเลอร์ของฮอลลีวู้ดกันทั้งนั้น โดยเฉพาะบทบาทของนักฆ่า หรือสายลับ มักซ์ ฟอน ซีโดว์ ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น กับบท ชูเบิร์ต นักฆ่ามือฉกาจและสุดโหดในหนังของซิดนีย์ พอลแล็กเรื่องนี้ ซึ่งภายหลังกลายเป็นแรงบันดาลใจให้บทบาทของฆาเวียร์ บาเด็ม ใน No Country for Old Men

5.“The Diving Bell and the Butterfly” (2007)

ในหนังที่สร้างจากวรรณกรรมชีวิตจริง ผลงานของจูเลียน ชนาเบล เรื่องนี้ มักซ์ ฟอน ซีโดว์ มีบทบาทการแสดงเพียง 2 ฉากเท่านั้นเอง นั่นคือฉากที่ลูกชาย ฌอง-โดมินิก โบบี (มาติเยอ อะมัลริก) โกนหนวดให้ เพราะเขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ก่อนที่อุบัติเหตุจะทำให้ ฌอง-โดมินิก โบบี แย่ยิ่งกว่า เพราะขยับได้เพียงเปลือกตา ขณะที่อีกฉากสำคัญ คือการพูดโทรศัพท์กับลูกชาย ที่อยู่ในอาการล็อก-อิน ซินโดรม และไม่สามารถตอบโต้ด้วยถ้อยคำกับเขาได้อีกแล้ว

นับเป็นฉากสั้นๆ ที่ต้องอาศัยอารมณ์ในการแสดงอย่างล้นเหลือ จนบีบหัวใจและถึงขั้นจับใจของคนดู

 

Leave a comment