ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
01 เมษายน 2560 เวลา 10:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/488038

โดย…ภาดนุ ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์
ความสุขของคนเราเกิดจากการบาลานซ์ชีวิตของตัวเองให้ลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานหรือการใช้ชีวิตส่วนตัว ก็ล้วนมีผลต่อความสุขของคนคนนั้นอย่างแท้จริง
รัชกร วงษ์ยอด วัย 37 ปี รั้งตำแหน่ง Divisional Manager แห่งบริษัท CAA-GBG Global Brands Management Group ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่รู้จักบริหารจัดการเวลาในชีวิตได้อย่างลงตัว
“งานหลักของผมก็คือ ดูแลในเรื่องของลิขสิทธิ์เกี่ยวกับคาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนและเอนเตอร์เทนเมนต์ต่างๆ เช่น Peanuts (Snoopy), Rilakkuma, Peter Rabbit และ 20th Century Fox ซึ่งกำลังจะมีภาพยนตร์เรื่อง Alien Covemant ตอนล่าสุด และการ์ตูนแอนิเมชั่นเรื่อง Ferdinand และอื่นๆ
“โดยหน้าที่หลักของผมคือ การหาลูกค้าซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจแบรนด์ต่างๆ ในเมืองไทย ที่ต้องการจะซื้อลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์การ์ตูนของบริษัทเราไปผลิตเป็นสินค้า ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ ก็คือ ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ที่นำคาแรกเตอร์ หมีรีลักคูมะ (Rilakkuma) ไปใช้ในแคมเปญโปรโมชั่นของร้านเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทางเราก็จะได้ค่าลิขสิทธิ์จากตัวการ์ตูนที่บริษัทถือไว้
“ผมว่าปัจจุบันนี้การนำคาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนต่างๆ มาอยู่ในสินค้าหรือบริการ มันเป็นส่วนหนึ่งของมาร์เก็ตติ้ง แอ็กทิวิตี้ หรือเป็นแคมเปญหนึ่งที่ช่วยผลักดันแบรนด์และยอดขายให้มากขึ้น อย่างสนูปปี้ (Snoopy) ในเมืองไทยเราก็จะมีลูกค้าซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องนอนแบรนด์โตโต้ ได้นำคาแรกเตอร์สนูปปี้ไปผลิตเป็นผ้าปูที่นอนขาย เป็นต้น ซึ่งก็ได้ผลตอบรับที่ดี ได้กลุ่มลูกค้าในวัยที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น”
นอกจากสนุกกับงานที่ทำแล้ว รัชกรยังต่อยอดโดยนำคาแรกเตอร์พีนัทส์ แอนด์ สนูปปี้ ไปร่วมทำซีเอสอาร์ อีเวนต์ กับฟิตเนสสอนซุมบ้าแดนซ์ และมูลนิธิเดอะวอยซ์ (เสียงจากเรา) ซึ่งให้ความช่วยเหลือสุนัขของ เก๋-ชลลดา เมฆราตรี ด้วย
นอกจากจะทำให้คนรู้จักกับซุมบ้าแดนซ์แล้ว ยังทำให้กลุ่มคนที่รักตัวการ์ตูนสนูปปี้จดจำได้มากขึ้น แถมยังได้เงินจากกลุ่มคนรักสุนัขที่บริจาคให้กับมูลนิธิเดอะวอยซ์ฯ อีกด้วย เรียกว่าทั้งสนุกกับการทำงาน ทั้งได้ช่วยเหลือสังคมไปพร้อมกัน
“ก่อนหน้านี้ผมทำงานมาหลายอย่าง ทั้งดูแลแบรนด์เสื้อผ้าและรองเท้ากีฬา จากนั้นก็เปลี่ยนสายไปทำงานเกี่ยวกับรถยนต์หรู ต่อมาก็ทำเกี่ยวกับแบรนด์นาฬิกาแฟชั่น ตามด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เครื่องสำอาง และของเล่นเด็ก เรียกว่าทำงานมาหลายธุรกิจมาก
“เพราะในวัยเด็กผมเป็นคนที่ชอบดูการ์ตูนมากๆ (ไม่ชอบอ่าน ไม่ชอบเล่นของเล่น) เมื่อมีโอกาสได้มาทำงานกับบริษัทที่ดูแลลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนที่ตัวเองชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เลยไม่ปล่อยโอกาสนี้ไป เพราะมูลค่าของคาแรกเตอร์เหล่านี้มันสามารถต่อยอดในอนาคตได้อีกเยอะ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายมากสำหรับเรา แล้วยุคนี้ยิ่งทำสิ่งที่ดีๆ คืนกลับสู่สังคมควบคู่ไปกับธุรกิจด้วยก็จะยิ่งดี”
รัชกร เสริมว่า สำหรับเวลาส่วนตัวนอกเหนือจากงาน เพื่อนๆ หรือคนที่รู้จักกันเท่านั้นถึงจะรู้ว่าเขามีสิ่งที่ชอบอีกอย่างนั่นก็คือ การเข้าคลาสเต้นบอดี้แจม ซึ่งเต้นมาตั้งแต่ปี 2005 จนถึงตอนนี้ก็เข้าสู่ปีที่ 12 แล้ว
“ผมชอบเต้นบอดี้แจมมาตั้งแต่สมัยที่ยังมีแคลิฟอร์เนีย ว้าว ฟิตเนส อยู่เลย ที่ผ่านมาก็เปลี่ยนสถานที่เต้นมาหลายฟิตเนส ล่าลุดมาลงเอยที่ฟิตเนส เฟิร์สท สัปดาห์หนึ่งผมจะเข้าคลาสบอดี้แจม อย่างน้อย 3 ครั้ง โดยจะเต้นมาตลอด ไม่เคยเบื่อเลย เพราะมันกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเราไปแล้ว

“บางคนเวลาทำงานหนักๆ มาก็จะคลายเครียดด้วยการสูบบุหรี่กินเหล้า แต่ผมมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า การหากิจกรรมอื่นๆ ที่นอกเหนือจากเวลางาน เช่น การไปวิ่งที่สวนสาธารณะ หรือไปปั่นจักรยานเป็นเรื่องที่ดี แต่ผมเลือกที่จะเข้าฟิตเนสมากกว่า เพราะรู้สึกว่าตัวเองต้องการสมาธิ ถ้าไปวิ่งในที่กว้างๆ เกรงว่าจิตใจจะเตลิดไปไหนต่อไหนไปเลย (หัวเราะ)
“เมื่อเริ่มต้นเต้นบอดี้แจมสักพักใหญ่ก็เริ่มมีเพื่อนที่สนิทกัน คุยกันรู้เรื่อง เพราะชอบเต้นเหมือนกัน จนล่าสุดเรารวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ได้ถึง 36 คน เวลาสมาชิกครบจริงๆ พอเข้าคลาสบอดี้แจมคลาสหนึ่งนะ จะมีแต่พวกเราเต็มไปหมด (หัวเราะ) แทบจะไม่มีคนอื่นเลยละ ซึ่งบอดี้แจมนอกจากช่วยให้สุขภาพแข็งแรงแล้ว เรายังได้เข้าสังคม มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ
“เพราะมนุษย์เรา เมื่อเกิดและเติบโตมาก็ต้องมีสังคม ได้เจอพ่อแม่ ได้เจอเพื่อนๆ ตอนเรียนหนังสือ เรียนจบมาก็ต้องเจอเพื่อนที่ทำงาน และเพื่อนที่ฟิตเนสซึ่งเป็นอีกสังคมหนึ่ง เรียกว่าเป็นโอกาสที่เราจะได้เจอกัลยาณมิตรที่ดีซึ่งรักการออกกำลังกายเหมือนกันก็ว่าได้
“อีกอย่างเวลาเข้าคลาสเต้นแล้ว มันมีความสุขเพราะอะดรีนาลินมันจะหลั่ง พอทุกคนมีความสุขก็ทำให้สนุกสนานและรู้สึกดีตามไปด้วย แต่บางครั้งเราก็อาจเลี่ยงไม่ได้ที่คนนอกกลุ่มจะไม่ชอบพวกเรา เพราะพอรวมตัวกันเยอะๆ มันก็จะเสียงดัง เลยมีคนหมั่นไส้ แต่พวกเราก็ถือว่าเป็นการฝึกตัวเองให้อยู่รอดบนโลกใบนี้ให้ได้ ต้องปรับตัว และจัดการกับใจตัวเองให้ปล่อยวางให้เป็น และเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้”
รัชกร เสริมว่า ในบางมุมเขาก็ชอบที่จะไปเที่ยวไหนต่อไหนคนเดียวด้วยเหมือนกัน ซึ่งอาจจะดูขัดแย้งกับที่กล่าวมา แต่หากมีเวลาว่างอย่างพักร้อน เขาจะชอบไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือไปทะเลคนเดียวด้วยเช่นกัน
“แต่ถ้ามีเวลาไม่มากนัก ผมก็จะเลือกการไปทำบุญ ที่ผ่านมาก็จะไปทำบุญบริจาคโลงศพที่วัดหัวลำโพงเป็นประจำ อย่างน้อยเดือนละครั้ง ซึ่งพอได้ไปทำบุญแล้วก็สบายใจ รู้สึกดี ที่ผมเลือกวัดหัวลำโพงเพราะเดินทางสะดวก และเป็นเรื่องง่ายที่สามารถทำได้เลย เพราะการที่เราอยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตื่นเช้ามาใส่บาตรได้ทุกวัน เพราะพระสงฆ์ท่านไม่ได้เดินผ่านหน้าบ้านเราเหมือนตอนอยู่ต่างจังหวัด ดังนั้นการทำบุญแบบนี้จึงเป็นสิ่งที่สะดวกใจและสบายใจที่สุด และคิดว่าพอได้ทำบุญแล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องดี
ขณะเดียวกันมันคือการได้อยู่กับตัวเอง ได้อธิษฐานจิต ได้มีสมาธิตอนที่เรากำลังอธิษฐานอยู่ ซึ่งเราต้องดึงจิตให้กลับมาอยู่กับตัวเองในขณะทำบุญ และผมมักจะอธิษฐานเสมอว่า ให้ดวงตาเห็นธรรม ให้มีกัลยาณมิตรที่ดีเสมอ และขอให้ไปที่ไหนก็มีแต่คนเมตตา ซึ่งผมว่านี่แหละมันเป็นวิธีฝึกจิตตัวเองให้นิ่งได้ดีในระดับหนึ่งเลยละ”