วิชาชีวิต และความตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2560 เวลา 09:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/488214

วิชาชีวิต และความตาย

โดย…พริบพันดาว  ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์, เฟซบุ๊กสาขาวิชาชีวิตและความตาย

เรื่อง “ชีวิตและความตาย” เป็นประเด็นปัญหาเชิงสังคมที่กำลังได้&O3243;รับความสนใจมากขึ้นโดยลำดับ สาเหตุก็เนื่องมาจากรูปแบบวิถีชีวิตของมนุษย์&O3246;ในสังคมสมัยนี้โน้มเอียงไปทางด้านวัตถุนิยม ปัจเจกชนนิยม และบริโภคนิยมมากยิ่งขึ้น

ระบบครอบครัว ชุมชน สังคม และวัฒนธรรม อ่อนแอลงและขาดพลังในการปกป้องคุ้มครองชีวิตของคนในสังคม นอกจากนั้น ทัศนคติและรูปแบบการปฏิบัติของสังคมสมัยใหม่&O3242;ต่อชีวิต ความเจ็บป่วยและความตายได้&O3243;เน้นมิติทางด้านวัตถุหรือร่างกายมากจนเกินไป โดยละเลยระบบชีวิตแบบองค์&O3246;รวมที่ครอบคลุมทั้งมิติทางร่างกาย จิตวิญญาณ สังคม และวัฒนธรรม

ในหลายปีที่ผ่านมา ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์&O3246; มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้เปิดหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาชีวิตและความตายขึ้นมา และปัจจุบันมีมหาบัณฑิตจบไปทำงานรับใช้สังคมในสายให้ความรู้เกี่ยวกับชีวิตและความตายแล้วหลายรุ่น

ชีวิตและความตายสำคัญอย่างไร?

วิชาชีวิตและความตาย ของมหาวิทยาลัยหนานหวา ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือไต้หวัน เป็นสาขาวิชาที่มีผู้นิยมเรียนมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ซึ่งน่าจะเป็นแรงบันดาลใจและต้นแบบมาสู่ประเทศไทย

ในฐานะที่พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เน้นการอธิบายเรื่องชีวิตและความตายแบบเป็นองค์รวม ครอบคลุมทั้งชีวิตในชาติอดีต ชาติปัจจุบัน และชาติอนาคต ทั้งมิติทางสังคม ร่างกาย และจิตวิญญาณ

การศึกษาวิเคราะห์&O3246;วิจัยคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับชีวิตและความตายในเชิงลึกมากยิ่งขึ้น จึงมีการจัดทำหลักสูตรสาขาวิชาชีวิตและความตายระดับมหาบัณฑิต ของคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้แนวคิดทางจิตวิทยาและหลักพุทธธรรม เพื่อนำมาบูรณาการประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต รวมถึงเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตพุทธศาสตรมหาบัณฑิตให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องชีวิตและความตาย ตามหลักไตรลักษณ์อย่างเป็นองค์รวม พร้อมทั้งสามารถนำหลักพุทธธรรมมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตให้มีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี เพื่อผลิตพุทธศาสตรมหาบัณฑิตให้มีความสามารถนำหลักพุทธจิตวิทยามาประยุกต์ใช้ในการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ทรมานแก่ผู้ป่วยและญาติ ด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

และเพื่อผลิตพุทธศาสตรมหาบัณฑิตให้สามารถวิจัย สร้างองค์ความรู้และเผยแผ่หลักคำสอนในเชิงชีวิตและความตาย ตามแนววิถีพุทธสู่ครอบครัว ชุมชนและสังคม มีบทบาทในการช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้าย รวมถึงพิธีกรรมหลังความตายและสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่สู่ตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม อย่างเกื้อกูลและสมดุล

ประสบการณ์ที่นำไปใช้งาน

ธีระธรรม ทองโมถ่าย หรืออาจารย์ธนู จิตวิญญาณศาสตร์ ครูสอนด้านจิตวิญญาณ สมาธิ นักบำบัดจิต นักพุทธจิตวิทยา รักษาอาการทางจิต ซึ่งก่อนเรียนหลักสูตรวิชาชีวิตและความตาย เคยบวชเรียนและลาสิกขามามีอาชีพด้านโหราศาสตร์และบำบัดจิต ได้เปลี่ยนแปลงมุมมองทางด้านนี้ไปอย่างสิ้นเชิง วิชาโหราศาสตร์นำมาใช้เพียงเพื่อเรื่องจิตอาสา

“พอได้เรียนหลักสูตรนี้ ได้เปิดมุมมองอีกด้านในเรื่องกรรมเวรและภพภูมิอย่างที่เคยเชื่อมา ได้เห็นแก่นของพุทธศาสนาที่สามารถนำมาใช้เป็นที่ปรึกษาทางวิญญาณให้กับคนทั่วไปได้ในปัจจุบัน เหมือนกับการได้ตระหนักรู้ในโลกอีกด้านหนึ่งทางจิตวิญญาณในวิถีของพุทธ”

ธนวัชร์ เกตม์วิมุต หรือครูดล ประธานเครือข่ายชีวิตสิกขา เพื่อการเรียนรู้และเข้าใจชีวิต ได้เขียนลงในจดหมายข่าวโยคะสารัตถะ ฉบับเดือน ก.ย. 2551 เล่าถึงประสบการณ์การได้เรียนวิชาชีวิตและความตายไว้ว่า

“กว่าจะเรียนจบวิชาชีวิตและความตาย วิชาเพื่อจิตวิญญาณรุ่นแรกของประเทศ บริบทแรกเป็นความรู้สึกอิ่มเอมใจว่ากว่าจะเรียนจบ จบแล้วหรือนี่ เป็นความรู้สึกจบทางใจครบถ้วนด้วยตัวของมันเอง เป็นการเรียนจบในภาคทฤษฎี และลงพื้นที่ฝึกงานในโรงพยาบาลและสถานพยาบาลผู้ป่วยหลายแห่งด้วยกัน และที่สำคัญได้มีโอกาสก่อตั้งเครือข่ายชีวิตสิกขา (ชี-วิ-ตะ-สิก-ขา) ในทันทีที่สำเร็จ Course Work ซึ่งใช้เวลาที่ผ่านมาอย่างมีคุณค่าเป็นเวลากว่าปีครึ่ง”

ธนวัชร์ ยังเขียนเล่าต่อว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ศึกษาวิชาที่ว่าด้วยจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ เป็นวิชาที่รู้สึกว่าเมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์คนหนึ่งน่าจะได้มีโอกาสเรียน จะได้ไม่เสียชาติเกิด เพราะชื่อวิชาก็ตรงๆ และชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นวิชาชีวิตและความตาย (Life and Death Studies) วิชาเพื่อการเรียนรู้และทำความเข้าใจความเป็นจริงของชีวิต

“เมื่อเราเข้าใจตัวเองดีมากเพียงใด เราก็จะเข้าใจผู้อื่นมากเพียงนั้น เมื่อเรียนจบแล้วก็ไม่ได้นำไปใช้เพื่อการทำงานทางโลก หาเงินหาทอง นำพาไปสู่ความเจริญในวัตถุนิยม บริโภคนิยม หากแต่เป็นไปเพื่อความงอกงามด้านจิตวิญญาณของตัวเองและสามารถเกื้อกูลต่อสังคมได้ในฐานะที่จะได้มีโอกาสรับรู้ถึงคุณค่าของชีวิตที่เหลืออยู่”

นอกจากนี้ พระปณต คุณวฑฺโฒ (อิสรสกุล) จากวัดญาณเวศกวัน ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม ซึ่งเป็นพระมหาบัณฑิตสาขาวิชาชีวิตและความตาย ยังมีวิทยานิพนธ์ที่ได้รับรางวัลดีเด่น เรื่องผลของกิจกรรมเชิงพุทธที่เน้นธรรมะเรื่องหลักกรรมและชีวิตหลังความตายต่อความเศร้าโศกของผู้เคยสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ซึ่งใช้เป็นคู่มือช่วยเยียวยาพ่อแม่สามีภรรยาญาติพี่น้องของผู้ตายในปัจจุบัน

‘คิลานธรรม’ ต่อยอดจากวิชาชีวิตและความตาย

กลุ่มอาสาคิลานธรรม เดิมมีชื่อว่ากลุ่มพระอาสาฯ ให้กำลังใจผู้ป่วยฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อต้นปี 2551 จากแนวความคิดของกลุ่มพระนิสิตจิตอาสา สาขาวิชาชีวิตและความตาย ที่พร้อมจะก้าวเข้ามาสู่วิถีแห่งการเรียนรู้ด้วยการดูแลผู้ป่วยและญาติถึงข้างเตียงเพียงหวังเพื่อให้ผู้ป่วยได้ผ่อนคลายความทุกข์และความเจ็บปวด ตามหลักวิชาการให้คำปรึกษาทางพุทธจิตวิทยา อันเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม และการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองร่วมกับการเยียวยารักษาทางการแพทย์

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติสามารถยอมรับและกล้าเผชิญกับความทุกข์ตามความเป็นจริง ให้ผู้ป่วยและญาติมีแนวทางแก้ไขความทุกข์และพัฒนาคุณภาพชีวิตตามศักยภาพ และให้ความรู้เชิงวิชาการและพัฒนาศีลธรรมแก่บุคคลทั่วไป

กิจกรรมธรรมะเพื่อผู้ป่วยของกลุ่มคิลานธรรม ที่มีพระมหาสุเทพ สุทฺธิญาโณ เป็นประธานกลุ่มได้เล่าถึงกิจกรรมนี้ผ่านสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ช่วงไปปฏิบัติกิจของสงฆ์ในการสร้างประโยชน์เกื้อกูลและสร้างสุขให้เกิดในใจของปุถุชนด้วยการทำหน้าที่อาสาสมัคร “ธรรมะข้างเตียง” ของโรงพยาบาลจุฬาฯ กิจกรรมดูแลจิตและสร้างกำลังใจคนไข้ว่า

คิลานธรรม เกิดจากแนวความคิดของกลุ่มพระนิสิตจิตอาสา ที่ศึกษาหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาชีวิตและความตาย ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่พร้อมจะนำความรู้และทักษะจากการเรียนรู้ในห้องเรียน ออกรับใช้สังคมเพื่อความสุขแก่ชนหมู่มากที่ทุกข์ทรมานจากอาการป่วยของตนเองและคนที่รัก เนื่องจากมองไม่เห็นความเป็นจริงทางธรรมชาติของกระบวนการแห่งชีวิต ที่ “เกิด แก่ เจ็บ และตาย” เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับทุกชีวิต

การทำงานกับโรงพยาบาลศิริราช ในฐานะอาสาสมัครดูแลผู้ป่วยแบบ Palliative care คือการดูแลคนไข้ระยะสุดท้าย ที่ต้องการการดูแลแบบประคับประคอง ด้วยวิธีการสนทนาให้กำลังใจเชิงลึกอิงหลักธรรมตามหลักการให้คำปรึกษาเชิงพุทธ ผสมผสานกับหลักจิตวิทยาตะวันตก ทำให้ผู้ป่วยและญาติเข้าใจความจริงแห่งชีวิต และกล้าเผชิญกับความทุกข์ที่กำลังเกิดขึ้น

กลุ่มคิลานธรรมค่อยๆ ได้รับการยอมรับจากกลุ่มผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ เริ่มต้นที่ โรงพยาบาลศิริราช จากนั้นก็ก้าวสู่เตียงคนไข้ในโรงพยาบาลอื่น เช่น โรงพยาบาลจุฬาฯ วชิรพยาบาล สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี สถาบันประสาทวิทยา โรงพยาบาลภูมิพล เป็นต้น

ในปัจจุบันจากความสำเร็จกับการทำงานในระบบบริการสุขภาพ คิลานธรรมจึงขยับออกสู่การรับใช้สังคมในวงกว้าง ด้วยการเตรียมขยายโครงการจัดอบรมให้แก่ผู้สนใจทั่วไปที่แสวงหาการมีชีวิตอย่างทุกข์น้อยลงและสุขมากขึ้น

 

Leave a comment