ข้างใน-ข้างนอก จริตทางศิลปะของ ตะวัน วัตุยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2560 เวลา 10:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/492462

ข้างใน-ข้างนอก จริตทางศิลปะของ ตะวัน วัตุยา

โดย…พรเทพ เฮง

นับได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในศิลปินด้านทัศนศิลป์หรือวิช่วล อาร์ต ไม่กี่คนที่มีงานไปแสดงในต่างประเทศบ่อยมาก และได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีในระดับหนึ่ง

ในรอบ 5 ปีหลังที่ผ่านมา เขาตระเวนไปแสดงงานทั้งเดี่ยวและร่วมแสดงกับศิลปินชาวต่างประเทศในเมืองใหญ่ของประเทศต่างๆ ทุกทวีป มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา กรุงปารีส ฝรั่งเศส นครเมลเบิร์น ออสเตรเลีย กรุงโตเกียว และเมืองโอกินาวา ญี่ปุ่น กรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม กรุงเม็กซิโกซิตี้ เม็กซิโก กรุงปักกิ่ง จีน ฯลฯ

เรียกได้ว่าอยู่เมืองนอกมากกว่าเมืองไทยและปี 2560 จากแผนงานที่วางไว้ เขาอยู่เมืองไทยแค่ 3 เดือน อีก 9 เดือนออกเดินทางไปแสดงงานในต่างแดน

ตะวัน วัตุยา ศิลปินหนุ่มเต็มวัย ด้วยเลข 40 กลางๆ ที่เหมาะสมในการตะลุยนำศิลปะร่วมสมัยของตัวเองไปสู่ชาวโลก และเขายืนยันชัดเจน

“ผมทำงานศิลปะเพื่อตัวเอง”การเดินทางของศิลปะ

“ส่วนใหญ่การแสดงงานเป็นการแปลนล่วงหน้าปีหรือสองปี บางที่ก็กะทันหัน แต่กะทันหันอย่างไรก็ต้องรู้ก่อนอย่างน้อย 6-7 เดือน 2-3 ปีที่ผมไม่ค่อยได้อยู่เมืองไทย เป็นการแปลนล่วงหน้าในการไปแสดงงานที่ต่างประเทศ ปีนี้ก็เดินทางเยอะ” ตะวัน เริ่มต้นพูดคุยอย่างอารมณ์ดี จิบเครื่องดื่มกลั้วคอแบบชื่นใจในที

“บางครั้งคิวเรเตอร์ (คนคัดสรรงานและจัดการประสานงานนิทรรศการศิลปะทั้งหมด) เสนอโปรเจกต์เข้ามา ถ้าไม่ตรงกับตัวเราก็ปฏิเสธไป อย่างปีนี้ก็มีคนติดต่อเข้ามาอีก แต่คิวแน่นแล้ว ประกอบกันหลายอย่าง”

ตะวันตอบลึกถึงในรายละเอียดที่คิวเรเตอร์ในต่างประเทศเลือกงานศิลปะของเขาไปจัดแสดงว่า

“ที่เขาเลือกผมไปจัดแสดงงาน เขาใช้คำว่า คุณภาพ เชื่อตรงจุดนั้น ถ้าเป็นการแสดงศิลปะร่วมกับศิลปินคนอื่นๆ คิวเรเตอร์เขาก็จะสร้างธีมขึ้นมา แล้วมีศิลปินคนไหนที่เขาสนใจ คือศิลปินทุกคนจะมีงานหลายชุดเขาก็จะดูชุดที่เขาคิดว่าเขากับคอนเซ็ปต์

“ประมาณปลายปีนี้ผมก็จะมีการแสดงงานศิลปะที่นิวยอร์กอีกรอบหนึ่ง เป็นคิวเรเตอร์ชาวอิตาเลียนที่สร้างธีมขึ้นมา ซึ่งเขาก็คุยว่าอยากให้ผมทำงานขึ้นมาใหม่ ส่วนใหญ่คิวเรเตอร์จะบอกว่างานศิลปะของเราจะมีลายเซ็นที่มีลักษณะเฉพาะตัว หลายคนบอกว่าเทคนิคดี ซึ่งจริงๆ แล้วผมไม่ได้คิดตรงจุดนั้นเหมือนระบายอารมณ์ เหมือนกับการเล่นมากกว่า โดยเฉพาะสีน้ำ บรรยากาศการแสดงงานศิลปะที่นิวยอร์กก็ได้การตอบรับที่ดีที่โน้นชอบ มีนิตยสารทางศิลปะของที่นั่นมาสัมภาษณ์

“ที่นิวยอร์กจะมีแกลเลอรี่หลายประเภท ทั้งที่ศิลปินต้องเสียเงินเช่าแล้วเอางานไปโชว์บางที่เช่าแล้วก็มีการคัดงานเข้าไป มีทั้งเกรดเอ บี ซี แต่ถ้าพูดเรื่องการขายรูป เพราะเป็นความอยู่รอดของศิลปิน ในอเมริกางานของผมยังขายไม่ได้ ทั้งสองครั้งที่ได้ไปโชว์ที่นิวยอร์ก แต่ว่ามีแรงตอบรับที่ดี ทางแกลเลอรี่ก็เชื่อว่าการแสดงศิลปะที่เขาคัดสรรมาเป็นงานที่ดี แต่ว่าการขายไม่ได้ก็ไม่ได้บอกว่างานนั้นไม่ดี ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน มีเหมือนกันกับงานที่ขายดีๆ แต่ว่าไม่น่าสนใจ”

เขาเล่าว่า ในหลายที่หลายทวีปที่ไปแสดงงานศิลปะมาก็แตกต่างกัน อย่างยุโรปจะไปบ่อย ที่ปารีสจะมีไปแสดงงานเยอะและบ่อยที่สุด บรัสเซลส์ เบลเยียม ก็โชว์ 2-3 ครั้งส่วนการแสดงงานศิลปะในเมืองไทย เขาก็อยากมีอยู่แล้ว แต่ก็มีเงื่อนไขเฉพาะตัว

“โดยเฉพาะงานแสดงเดี่ยวของตัวเอง ก็อยากจะมีสิ่งใหม่ให้กับตัวเอง ไม่อยากให้คนชมงานที่เคยดูงานมาแล้ว คาดถึงได้ อยากมีสิ่งใหม่ เหมือนเปรียบกับนักดนตรีทำอัลบั้ม เขาก็มีอะไรใหม่ๆ ออกมาให้คนฟัง หรืออย่างเป็นคนทำหนังจะทำหนังเหมือนเดิมออกมาอีก ก็ไม่ใช่”

ตะวัน บอกว่า ศิลปินในเมืองไทยที่แสดงงานส่วนใหญ่ก็เก่ง มีคุณภาพของตัวงานที่สูง เพียงแต่เขาไม่ได้รับโอกาส

“เรียกว่าเป็นรสชาติมากกว่า เหมือนผมเคยสงสัยว่าทำไมผมถึงไปได้ดีในยุโรป ทำไมคนฝรั่งเศสถึงชอบงานของผมากๆ ก็เคยพยายามหาคำตอบ มันก็ได้คำตอบหนึ่งคือ มันดูเอ็กโซติก (Exotic-ไพรัช) สำหรับคนยุโรป เหมือนคนตะวันตกเวลาที่เขามองเอเชีย เขาก็จะมองเห็นอะไรที่อ่อนโยนเหมือนสีน้ำและมีความรู้สึกว่านี่คือเอเชีย”

ศิลปะก็เป็นธุรกิจ

“ปีหนึ่งก็ขายรูปไม่เยอะ แค่พออยู่ได้ ไม่ได้ทำให้รวย แต่ก็โอเค”

ตะวัน บอกว่า ปีที่แล้วเขาแสดงงานที่กรุงโตเกียว ค่อนข้างได้รับแรงตอบรับที่ดีงานขายได้ แกลเลอรี่ก็แฮปปี้

“เขาจะจัดงานแสดงเดี่ยวของผมอีกครั้งในเดือน มิ.ย.ที่จะถึงนี้ อีกที่ซึ่งได้แสดงในโตเกียวเขาก็จัดให้อีกในปีหน้า เดิมทีก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะแสดงเยอะและถี่ที่ญี่ปุ่นเพราะผมเริ่มจัดแสดงงานศิลปะที่โอกินาวา
แล้วอยู่ๆ ก็มีแกลเลอรี่ที่โตเกียวติดต่อมาชวนแสดงงาน”

การเป็นศิลปินต้องแสวงหาโอกาสและเครือข่าย เพราะจะทำให้ไปได้ในเชิงธุรกิจ ซึ่งตะวันก็ยอมรับว่า เขาก็ไม่ได้ชอบนัก แต่ก็ต้องทำบ้าง

“เหมือนเป็นดาราเราก็ต้องไปเจอผู้กำกับการแสดง ไปเจอผู้จัดละครเพื่อจะได้มีงาน มีบางอย่างที่คล้ายๆ กัน เหมือนในวงการศิลปะ ส่วนใหญ่ก็เจอกันในวันเปิดนิทรรศการงานศิลปะต่างๆ หรือตามอาร์ตแฟร์แล้วก็เชื่อมคอนเนกชั่นกัน แต่อันดับแรกทำงานของตัวเองให้ดีก่อน ซึ่งบางครั้งต้องไปงานแบบนี้บ้าง ไม่ใช่ไม่ไปไหนเลย บางคนไม่ชอบออกงานเลยก็มี อยากดูงานแสดงศิลปะงานไหนก็แอบไปวันที่ไม่มีคน อย่างผมบางทีก็เบื่อ อย่าง 2 ปีก่อน แล้วมีอาร์ตแฟร์ดูๆ ก็เบื่อ รออีกนิดงานจะเปิดแล้ว ทั้งที่รอก็จะเจอคนในวงการศิลปะปารีส แต่ไม่รอผมกลับเลย

“วงการศิลปะร่วมสมัย เราปฏิเสธเกมนี้ไม่ได้หรอก เพราะทุกอย่างมันต้องเคลื่อนไปถ้าจะมองงานสมัยใหม่หรืองานร่วมสมัยมันก็ต้องออกสู่สังคมภายนอก ไม่ติดอยู่แค่สถาบันการศึกษาหรือพิพิธภัณฑ์”

ในวงการศิลปะร่วมสมัยของไทย ตะวันฉายภาพให้เห็นว่า ก็มีศิลปินที่ทำงานอยู่ไม่น้อยเพียงแต่นักสะสมงานศิลปะในเมืองไทยไม่ค่อยซื้องานร่วมสมัยกันเท่าไหร่นัก

“ผมว่าเพราะเขาไม่เข้าใจมากกว่า วงการศิลปะต้องประกอบกันหลายๆ ส่วน มีศิลปิน แกลเลอรี่ และนักสะสม ซึ่งนักสะสมงานศิลปะในบ้านเรามีไม่เยอะเท่าไหร่ ในจำนวนนี้ก็ไปซื้องานแนวโบราณที่ถูกการันตีเรื่องมูลค่าหรือราคา ส่วนงานร่วมสมัยก็เลยขายไม่ค่อยได้ ศิลปินใหม่ๆ ก็เจริญเติบโตไม่ได้ เหมือนผมก็ต้องออกไปข้างนอกหรือไปต่างประเทศ เพราะอยู่ที่นี่คนไทยไม่ซื้องานของผมแต่ตอนนี้ก็เริ่มมีบ้างแล้ว งานผมขายในเมืองไทยไม่เยอะ

“จริงๆ ก็ไม่ได้ตั้งใจว่าตัวเองจะเป็นศิลปินในระดับอินเตอร์ฯ เพียงแต่ผมอยากจะทำในสิ่งที่ชอบในสิ่งที่เชื่อ วาดในสิ่งที่อยากวาด แล้วมีคนที่เห็นดีเห็นงามกับงานของผมมาซื้อไปบ้างก็ดี เพราะเป็นอาชีพก็ต้องขายงานศิลปะเพื่อการดำรงชีพ ผมไม่สามารถไปบิณฑบาตได้ ก็มีนักสะสมไทยซื้องานของผม แต่ไม่ได้ซื้อต่อเนื่อง เหมือนบางคนมีรูปสองรูปของผม เขาก็พอแล้ว ไม่ซื้อแล้ว ไม่ตามซื้อรูปในทุกครั้งที่แสดงงาน

“แต่มีคนฝรั่งเศสอยู่คนหนึ่ง เขาตามซื้อสะสมงานของผมไป 20 กว่าชิ้นแล้ว ไม่ได้ซื้อทุกซีรี่ส์แต่ซื้อรูปที่เขาชอบ ซื้อมาตั้งแต่ยังไม่มีคนต่างชาติซื้องานของผมเลย ตั้งแต่ 10 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งเขาก็ไม่ใช่คนรวยมาก ต้องอธิบายว่านักสะสมศิลปะในต่างประเทศไม่ได้มีเฉพาะคนรวยเหมือนในเมืองไทย คนระดับกลางก็มีที่เจียดเงินเดือนมาซื้อ เหมือนเป็นความสุข ทำให้เห็นว่าวัฒนธรรมการซื้องานศิลปะหรือสะสมงานศิลปะไม่เหมือนกัน”

โดยสภาพเศรษฐกิจ ตะวัน บอกว่า การดำรงชีพด้วยการเป็นศิลปินวาดรูปและขายภาพเพียงอย่างเดียว ก็พออยู่ได้ แต่ไม่สบายนัก

“เพียงแต่ไม่ลำบากเหมือนช่วงต้นๆ ผมคิดว่าผมโชคดี ที่รู้มากก็มีเพื่อนบางคนก็วาดรูปอย่างเดียว แต่ก็ไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างมาก แต่ก็มีคนซื้อรูปเขาตลอด คนที่ทำไฟน์อาร์ตอย่างเดียวแล้วอยู่ได้โดยไม่ต้องทำอย่างอื่น คิดว่ามีสัก 10% ในเมืองไทย

“คนมีเงินในประเทศนี้ หรือคนที่พอเริ่มมีเงิน เขาก็จะเริ่มซื้อที่ดิน ซื้อรถ ซื้อนาฬิกา ซื้อของเก่า แล้วค่อยมาซื้อรูปเขียนแต่ต้องเป็นรูปเขียนโบราณที่คลาสสิกด้วย แล้วค่อยมาซื้อรูปเขียนสมัยใหม่ แล้วเราก็ไม่มีพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยด้วยนะ มีแต่อาร์ตเซ็นเตอร์ หรือแกลเลอรี่ การขาดคนประสานหรือดีเลอร์ แต่ก็เข้าใจเพราะศิลปินบางคนเขาก็ขายงานเอง ขาดดีลเลอร์หรือระบบที่เพอร์เฟกต์ พอระบบไม่สมดุล คนก็หาทางอยู่รอด

“เอาง่ายๆ ผมเพิ่งไปเม็กซิโกมา จังหวัดวาอาก้า เปรียบคล้ายเมืองตากอากาศแบบหัวหินบ้านเรา เป็นจังหวัดเล็กๆ แต่มีมิวเซียมร่วมสมัยถึง 6 แห่งที่ใหญ่ๆ ไว้โชว์งานศิลปะร่วมสมัย มีห้องสมุดศิลปะ มีช็อปภาพพิมพ์แบบนับไม่ถ้วน ทั้งที่คนเม็กซิกันจนมาก คนจนเพียบเลยทั้งเมือง แต่รัฐบาลเขาก็ทุ่มให้กับด้านศิลปวัฒนธรรม

“ญี่ปุ่นก็ใช่ว่าเศรษฐกิจดี แต่ว่าเขาก็มีเงินทุ่มให้กับเรื่องพวกนี้พอสมควร ผมก็จะกลับโอกินาวา เพราะได้รับเชิญจากเมืองเล็กๆ บนเกาะนี้ เขามีมิวสิคฮอลล์ ที่เชิญนักร้องวงดนตรีระดับโลกมาเล่นดนตรี พอดีเขาไปดูการแสดงงานศิลปะของผมที่โอกินาวา แล้วเขาประทับใจมาก เชิญผมไปทำอาร์ตโปรเจกต์กับชุมชน มีตั๋วเครื่องบิน มีโรงแรมให้พัก 1 เดือน นี่คืองบประมาณของท้องถิ่นที่เขาใส่ใจด้านศิลปวัฒนธรรม”

จริตในศิลปะ

ลายเซ็นทางศิลปะด้วยการเขียนสีน้ำแบบฉับพลันรวดเร็ว สื่อนัยที่ตกกระทบเข้ามาในอารมณ์ทั้งประเด็นทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม เรื่องทางเพศ และผู้คน เจือด้วยลักษณะของศิลปะแนวประท้วงกลายๆ ทำให้เขาเป็นที่ถูกจับตามองถึงความแรงและความเร่าร้อนของเนื้อสารที่แฝงอยู่ในภาพอย่างโดดเด่น ตะวัน ขยายความถึงจุดนี้ให้ฟังว่า

“ศิลปะแนวประท้วงมีนัยทางสังคมการเมือง ไม่มีอะไรมากมาย ผมก็เป็นคนที่ดูทีวีอ่านหนังสือพิมพ์ ติดตามข่าวสารทางอินเทอร์เน็ต อยู่ในโลกออนไลน์เหมือนกับทุกๆ คน บางคนอ่านข่าวแล้วรู้สึกขัดใจก็ไปเขียนระบายบนสเตตัสเฟซบุ๊ก หรือก่นด่ากับเพื่อนที่บ้าน แต่สำหรับผมมีทางออกคือการวาดรูป เอาความรู้สึกที่ไม่ชอบ ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นเอามาใส่ในรูปวาด แต่ว่าพอเป็นงานศิลปะแล้วก็ไม่ควรตรงไปตรงมา ควรให้มีชั้นเชิง”

เขามองศิลปะปัจจุบันในสังคมไทยว่าศิลปินมีความอดทนสูงต่อสถานการณ์บ้านเมือง

“เปรียบเทียบง่ายๆ กับประเทศที่มีสวัสดิการและความเป็นอยู่ดี ศิลปะจะออกมานิ่งๆ เช่น ออสเตรเลียที่ไปสัมผัสมา คนสนใจแต่กีฬา ไม่ค่อยสนใจศิลปะกันเท่าไหร่ มีบ้างก็แค่มารูปไปติดประดับบ้าน จริงๆ สถานการณ์บ้านเมืองในเมืองไทยมีเรื่องราวให้ทำงานเชิงศิลปะเยอะแยะ ไม่เข้าใจศิลปินบ้านเราหลายๆ คนที่ยังอยู่กับตัวเอง มองโลกในแง่งามมีความหวัง ทั้งที่ประเทศไม่ปกติ มีแต่เรื่องประหลาดเกิดขึ้นทุกวัน ไม่รู้สึกอะไรกันบ้างเหรอ ศิลปะมันเคลื่อนไปกับสังคม บ่งชี้ความเป็นไปในสังคมอยู่แล้ว สำหรับผม ส่วนตัวรู้สึกอย่างไรก็ทำออกมา”

ส่วนคู่ขัดแย้งในเมืองไทย ที่ศิลปินแบ่งเป็นสองขั้ว ตะวัน มองว่า

“จริงๆ ทั้งสองฝ่ายก็ควรจะคุยกัน ทั้งสองขั้ว ขั้วหนึ่งอาจจะเป็นคอนเซอร์เวทีฟ อนุรักษนิยม คิดแบบร่วมสมัยบ้าง แต่อีกขั้วหนึ่งเป็นศิลปินที่ร่วมสมัยไปเลย ส่วนตัวผมมองว่าเป็นเกม ศิลปะถูกรับใช้การเมืองอยู่แล้ว หรือถูกวางให้เป็นเหมือนกึ่งโฆษณาชวนเชื่ออยู่แล้ว รัฐก็ใช้ในการโฆษณาประเทศ การประชาสัมพันธ์ต่างๆ มีศิลปินทำศิลปะเพื่อตัวเองในการรับใช้อะไรสักอย่าง

“ผมเชื่อว่าศิลปะควรจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงอิสระของคนสร้างสรรค์งาน ควรที่จะให้ทางออกกับมนุษย์ ไม่ว่าจะทำศิลปะแขนงไหน เมื่อดูแล้วควรมีความรู้สึกปลดปล่อยที่เป็นอิสระ คือผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า ศิลปะที่ดีไม่ใช่ดูครั้งเดียวแล้วจบ มันดูได้ทุกวัน เราสามารถเอารูปวาดแขวนไว้ที่บ้านแล้วดูทุกวัน แล้วมีความสุขกับมัน นี่คือรูปวาดที่ดี

“ศิลปินในอดีต หลายคนที่เขาผ่านช่วงสงคราม เขาก็พูดถึงมันโดยไม่ได้เพิกเฉย เพราะมีผลกระทบถึงเขา ผมไม่ได้เป็นศิลปินแนวศิลปะเพื่อชีวิตเพื่อประชาชนหรือเพื่อสังคม ผมทำเพื่อตัวเอง ผมไม่ได้หวังว่างานศิลปะของผมจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรอก แต่ผมทำในสิ่งที่ผมคิด เพื่อตัวเราและความเป็นอิสระในการทำงาน”

 

Leave a comment