ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
23 เมษายน 2560 เวลา 07:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/491434

โดย…อณุสรา ทองอุไร
ทุกคนล้วนมีความฝันของตัวเองเสมอ ตอนเด็กก็มีความฝันแบบหนึ่ง ตอนวัยรุ่นก็ฝันอีกแบบหนึ่ง ตอนเป็นผู้ใหญ่ก็ฝันอีกแบบหนึ่ง ความฝันอาจจะเติบโตไปตามวัยที่เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับเธอคนนี้ นันทวัลย์ โพธิ์จันทร์ ผู้จัดการอาวุโสสื่อสารออนไลน์ กลุ่มสื่อสารองค์กรสายงานสื่อสารและบริหารแบรนด์ ธนาคารธนชาต แม้พื้นเพจะเป็นคนต่างจังหวัดคุ้นเคยกับการทำไร่ทำนามาบ้างตอนวัยเด็ก แต่ตอนวัยรุ่นวัยสาวก็ไม่เคยใฝ่ฝันอยากจะมาเป็นชาวสวนชาวไร่
จนกระทั่งเข้าใกล้วัย 40 จึงเริ่มคิดถึงความมั่นคงของชีวิต เธอเล่าว่าหลังเรียนจบปริญญาตรีที่คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ก็มาเป็นนักข่าวที่หนังสือพิมพ์แนวหน้าอยู่ 5-6 ปี เจอวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เริ่มไม่มั่นใจในอาชีพนักข่าว คิดจะเปลี่ยนสายงานอยู่ แต่ก็ออกมาทำข่าวออนไลน์ที่ช่องข่าวแห่งหนึ่งเกือบ 10 ปี ก็เจอพิษการเมืองทำให้สำนักข่าวมีปัญหา เธอจึงออกมา
ตอนนั้นก็คิดเลยว่าอาชีพนักข่าวไม่มีความมั่นคงสำหรับเธอเลย ตอนนั้นแต่งงานมีครอบครัวมีลูกชาย 2 คน คิดเลยว่าปล่อยชีวิตไปแบบนี้ไม่ได้ต้องพยายามหาทางเลือกอื่นๆ สำรองไว้บ้าง

เธอได้เงินสำรองเลี้ยงชีพมาก้อนหนึ่งรวมกับเงินเก็บอีกจำนวนหนึ่ง เธอก็ตัดสินใจไปหาซื้อที่ต่างจังหวัด มีกำหนดในใจว่าต้องไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก เดินทางไปต้องไม่เกิน 2 ชั่วโมง มีดินดี น้ำดี ราคาไร่ละไม่เกิน 2 แสนบาท แล้วเธอก็เสิร์ชหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ก็มาเจอที่ดินแห่งหนึ่งที่ จ.นครนายก จำนวน 2 ไร่ ไร่ละ 2 แสนกว่าบาท เธอก็ขับรถไปดูที่แปลงนั้นเป็นป่าไผ่รกครึ้ม เธอไม่ค่อยชอบ แต่ไปเห็นอีกแปลงใกล้ๆ กัน 3 ไร่ เป็นทุ่งนาโล่งๆ มีบ่อน้ำใหญ่อยู่ท้ายแปลง ขายไร่ละ 2.4 แสนบาท
“มันเกินงบที่ตั้งไว้ แต่เราชอบก็เลยขอต่อเหลือไร่ละ 2 แสนบาท เพราะเราต้องไปถมที่ใหม่อีกบ่อมันกว้างเกินไปกินพื้นที่ เขาก็ตกลง ก็นัดวางมัดจำกันเลย” เธอเล่าให้ฟัง
การตัดสินใจซื้อที่เพื่อจะไปเป็นชาวสวน ก็เพราะว่าตอนนั้นมีข่าวเรื่องแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงออกมาเยอะ แล้วมีข่าวผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเป็นดอกเตอร์ลาออกจากชีวิตในเมืองไปเป็นชาวสวน เขาดูมีความสุขมาก มีชีวิตชิลๆ สบายๆ นั่งจิบกาแฟ อ่านหนังสือ ตอนเช้าๆ กับเย็นๆ ก็ออกไปทำสวน แดดร้อนก็เข้ามาพัก ดูมีความสุขมาก ก็คิดว่าเราอยากมีชีวิตบั้นปลายแบบนี้ สบายๆ ไม่ต้องหรูหราร่ำรวย เดินสายกลาง ไม่มากไม่น้อยเกินไป ไม่ต้องใช้เงินมากมาย

เธอตัดสินใจซื้อที่ดินเมื่อ 6 ปีที่แล้ว หลังจากทำงานที่ธนชาตได้ไม่นาน หลังจากซื้อก็ถมดินไปอีก 3 แสนกว่าบาท จากนั้นเกือบปีก็ลงต้นไม้ แต่ก็ไม่ขึ้น ตายไปเกินครึ่งเพราะดินไม่ดี ก็ต้องหาความรู้ลองผิดลองถูก หาความรู้เพิ่ม แก้ปัญหาไปเรื่อยๆ จนปีที่ 2 ถึงเข้าที่เข้าทาง ทำสวนมา 3 ปีแรกก็ลงทุนไปหลายแสน ต้นไม้เริ่มโตให้ชื่นใจ เพราะคุณแม่เธอเป็นชาวไร่ปลูกข้าว ไม่ใช่ชาวสวนเธอก็ไม่ได้มีองค์ความรู้มากนัก
ตอนนี้ผ่านไป 6 ปี สิ่งที่ปลูกเริ่มให้ผลทั้งมะม่วงมีหลายชนิด ทั้งมะม่วงกินสุกและกินดิบ น้ำดอกไม้ เขียวเสวย แรด ปลูกกล้วย มะละกอ มะพร้าว ปลูกหน่อไม้ คือชอบกินอะไร อยากกินอะไร ก็ปลูกไปตามนั้น
“เธอลงมือทำสวนเอง 2 คนกับสามี นานๆ จะจ้างเขามาทำบ้าง เธอจะไปสวนทุกวันเสาร์-อาทิตย์ พอลูกโตก็เริ่มเอาไปใช้แรงงานเพิ่ม (หัวเราะ) เด็กๆ เขาก็ชอบเจอที่โล่งกว้าง ได้เล่นสนุกเขาก็ชอบ ก็เป็นกิจกรรมช่วยกันทำทั้งครอบครัว ได้ออกกำลังกายไปในตัว อยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้ออกกำลังกายเลย ก็ไปออกแรงหาเหงื่อเอาที่สวนนี่ล่ะ”

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เธอก็ปลูกบ้านหลังเล็กๆ ตั้งใจไว้ 6 แสนบาท ปลูกไปบานปลายไปเกือบล้าน มีเงินก็ลงไปกับบ้านและสวนหมดเลย แต่ก็มีความสุขสบายใจ ตอนที่เจอมรสุมเรื่องงานเราจะรู้สึกว่าชีวิตไม่มั่นคงเลย พอมาซื้อที่ดินทำสวนรู้สึกเติมเต็มมากขึ้น มีความมั่นคงทางจิตใจ อย่างน้อยก็อุ่นใจว่าถ้าตกงานคงไม่อดตาย มาอยู่สวนก็พอมีอะไรกิน เหลือกินก็ค่อยขายพอได้ค่าน้ำค่าไฟ ค่ากับข้าวก็พอใจล่ะ
ตอนที่ริเริ่มจะซื้อที่นี่ก็ไม่ได้มีเงินเหลือเก็บเยอะ เธอบอกว่าเทหมดหน้าตัก มีเงินเก็บเพิ่มนิดหน่อยก็ไปซื้อต้นไม้มาลง บ้านก็กู้สหรณ์ที่ออฟฟิศมาซื้อ “ก็ทำทั้งที่ไม่พร้อมนะ ถ้ารอให้พร้อมก็ไม่ได้ทำ มีความตั้งใจเป็นหลักแล้วลุยเลย ทำไปหาไป ถ้ารอให้เงินเหลือก็คงไม่เหลือ กว่าจะเงินเหลือคงอายุใกล้ 60 ถึงตอนนั้นก็ไม่มีแรงจะมาทำสวนเองแล้ว แถมที่ดินก็ราคาเพิ่มขึ้นทุกวัน
เธอเล่าว่าตอนที่ซื้อที่ดินอายุ 38 ปี ที่ดินไร่ละ 2 แสนบาท ทำมา 7 ปี ตอนนี้ที่ดินแถวนี้ขึ้นมาไร่ละเกือบ 8 แสนบาท ซื้อไม่ลงเลย ถ้ารอไม่ซื้อวันนั้นมาซื้อตอนนี้คงได้แค่ไร่เดียวและไม่ได้ที่ดินแปลงสวยๆ แบบนี้ ตอนนี้ที่ดินแถวนั้นมีคนกรุงเทพฯ มาซื้อไว้หลายแปลงแล้ว จากซอยที่เงียบๆ ตอนนี้เริ่มคึกคักมากขึ้นเยอะเลย มีเพื่อนๆ ฝากดู อยากจะมาซื้อบ้างก็หาให้ไม่ได้จับไม่ลง
“โชคดีที่ตัดสินใจถูกตอนนั้นที่กัดฟันซื้อเอาไว้ เพราะถ้าลังเลกลัวๆ กล้าๆ ก็ไม่มีวันนี้ ตอนนี้มะม่วงออกลูกเก็บผลกินได้ พอเหลือขายแล้วเริ่มเห็นเงิน ตอนนี้พอมีแรงก็จะลงต้นไม้เพิ่ม เพราะถ้าอายุ 50 กว่าแรงก็คงตกทำไม่ไหว อย่ารอให้แก่เกินไปถ้าจะทำสวนนี่คิดว่าไม่ควรเกิน 40 พออายุใกล้ๆ 50 ทุกอย่างได้เก็บเกี่ยวเราก็จะสบายแล้ว” เธอให้คำแนะนำ

เธอยังบอกอีกว่าประเทศไทยเริ่มเป็นสังคมผู้สูงวัย เด็กจะน้อยลง จะหวังให้ลูกหลานมาเลี้ยงก็ลำบาก สังคมก็แข่งขัน ลูกๆ จะเอาตัวรอดหรือปล่าก็ไม่รู้ ดังนั้นอย่าหวังพึ่งใคร เตรียมความพร้อมของตัวเองไว้ดีที่สุด
จากประสบการณ์ของเธอคิดว่าต้องมีเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี ในการเตรียมความพร้อมเก็บออมหรือลงทุนเรื่องที่ทางเพื่อการเกษียณ ถ้าช้ากว่านั้นเวลาไม่พอในการเก็บออมหรือปลูกสร้างและก็จะลำบากในยามบั้นปลาย ใครชอบแบบไหนก็ทำแบบนั้น เธอชอบทำสวนอยากอยู่กับธรรมชาติก็เลยเลือกเส้นทางนี้
“การได้มาทำสวน นอกจากเติมเต็มชีวิตวัยเด็กของเธอแล้ว การมาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอากาศดีๆ ทำให้มีความสุข การได้ลงมือลงแรงทำสวนเองก็เหมือนได้ออกกำลังกายไปด้วยในตัวสุขภาพดี ได้ยืดเส้นยืดสายไม่ต้องไปเข้าฟิตเนส นั่งชมนกชมไม้มีความสุขใจ นี่คือชีวิตที่เธอออกแบบเองได้ เป็นชีวิตช้าๆ ชิลๆ แต่มั่นคงทางจิตใจและอารมณ์” เธอกล่าวอย่างมีความสุข