ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
07 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/493614

โดย…สมแขก ภาพ อดิศร อินคต
จากเด็กหนุ่มที่เรียนจบวิศวกรรมศาสตร์ เมื่อเจอกับสาวนิติศาสตร์ที่สนใจงานด้านการเกษตรอินทรีย์ ทำให้เขาต้องตกกระไดพลอยโจนมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว อดิศร อินคต วัย 31 ปี เพิ่งเขียนเรื่องราวของตัวเองและแฟนสาว นฤมล เทพวรรณ์ ลงในเว็บบอร์ดชื่อดัง และตั้งแฟนเพจชื่อ เกษตรท้ายบ้าน เพื่อบอกกล่าวญาติพี่น้องเพื่อนพ้องที่รู้จักว่าพวกเขาสองคนกำลังทำงานที่มีความสุขมาก ผลพลอยได้คือทั้งสองคนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้หนุ่มสาวหัวใจสีเขียวอีกไม่น้อยทีเดียว
“ผมจบวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี แฟนผมจบนิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร ตอนแรกพวกเรามาทำงานประจำที่กรุงเทพฯ แต่แฟนผมเขาสนใจและตั้งใจอยากทำเกษตรอินทรีย์ที่บ้านมาเสมอ เขาศึกษา เก็บความรู้เพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ต ในขณะที่ผมไม่สนใจเลย จนกระทั่งเราสองคนตัดสินใจกลับไปทำงานประจำที่ จ.เชียงราย บ้านเกิดของเขา แต่ก็ทำได้ไม่นาน ก็ตัดสินใจลาออกอีกครั้งเพื่อหวังจะเป็นเกษตรกรเต็มเวลา” อดิศร เล่าจุดเริ่มต้นของเกษตรท้ายบ้าน

“ในช่วงแรกเราสองคนคิดว่าจะหาทุนเพื่อไปทำการเกษตร ก็เลยไปขายเสื้อผ้าก่อนหวังว่าจะทำไปพร้อมกันได้ แต่ทำไม่ได้ เพราะต้องออกไปขายของตามตลาดนัด ช่วงแรกได้กำไร แต่มีช่วงที่รายได้ตกเหลือวันละ 70 บาท ทำให้เราสองคนตัดสินใจง่ายขึ้นว่าจะหยุดขายของและทำเกษตรจริงจัง” เจ้าของเพจเกษตรท้ายบ้าน บอกอีกว่า เงินกำไรที่ได้จากการขายเสื้อผ้าเขานำมารักษาอาการป่วยของแฟนสาวที่เกิดจากอาการแพ้ยา “การหยุดอยู่บ้านทำให้ผมต้องเริ่มทำเกษตรจริงจัง”
จากคนที่ไม่เคยเชื่อว่าเกษตรกรรมจะทำให้ยั่งยืน กลัวว่าทำแล้วทุนที่เหลือน้อยนิดจะจมไปกับผืนดินที่อาจยังไม่งอกเงยในทันที บวกกับเสียงคำถามมากมายที่ถาโถมเข้ามา ทำให้อดิศรท้อหลายต่อหลายครั้ง “เราเริ่มปลูกผักจากท้ายบ้านของเราเป็นพื้นที่ว่างเปล่า เราปลูกผักแปลงเล็กๆ สองแปลงปลูกมะเขือเปราะเจ้าพระยา ผักบุ้ง ฯลฯ เริ่มได้ผลผลิตก็เอาไปขายในตลาดที่ขายผักอินทรีย์ แต่ไม่มีใครซื้อเลย ทำเกษตรอินทรีย์คนที่บ้านก็ตั้งคำถาม คนในหมู่บ้านก็สงสัย เหมือนกรอกหูเราตลอดว่าทำไม่ได้ ไปไม่รอด แรกๆ ผมก็คิดเหมือนกัน

“ช่วงแรกๆ เรารับไม่ได้ โมโห และเสียใจตลอด เราคิดว่าเรากลับมาพัฒนาบ้านเกิด ทำไมถึงทำกับเราแบบนี้ แต่เวลาและประสบการณ์ทำให้เราใจเย็นขึ้น จัดการอารมณ์ได้เร็วและมีสมาธิกับงานมากขึ้น พยายามไม่คิดแทนคนอื่น แต่รู้ตัวว่าเราคิดและทำอะไรอยู่ก็พอ พอเราผ่านอุปสรรคด้วยกันมา ผมกับแฟนก็ปรึกษาและวางแผนกันใหม่ เปลี่ยนจุดขายเป็นตลาดสดธรรมดาๆ คนเดินเยอะกว่าพอมีรายได้กลับเข้ามา ครั้งแรกคือ 500 บาท/เดือน เราขายทุกวันพระ อาทิตย์ละหนึ่งวัน เราทำไปหนึ่งปีกว่าๆ ตอนนี้เรามีรายได้ 5,000 บาท/เดือน แม้จะน้อยกว่าเงินเดือนที่พวกเราเคยได้ 3 เท่า แต่มันมีความสุขที่ตอนทำงานประจำเราไม่เคยมี”
อดิศร เล่าอีกว่า ความฝันของเขาไม่ใช่การมีเงินเยอะ แต่คือการได้ทำงานกับครอบครัว สิ่งที่เขาค้นพบหลังจากได้ลงมือทำงานเกษตรเต็มตัวคือ การพบว่าตัวเองกินผักเก่งทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่ชอบกินผักเลย “ผมพบความสุขจากการทำงานนี้จากตอนแรกไม่เคยเชื่อว่ามันจะไปรอด มันรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้จับดิน ปลูกต้นไม้ อยู่กับน้ำ และสิ่งสำคัญคือได้ทำสิ่งเหล่านี้กับคนที่เรารัก ความเปลี่ยนแปลงของผมคือก่อนหน้านี้ผมไม่ชอบกินผักเลย แต่พอเรามาปลูกผักทำให้ผมลองชิมผัก ทำให้รู้สึกว่าผักที่เราปลูกมันรสชาติดีกว่าผักที่เราเคยกินมา เลยชอบกินผักที่เราปลูกมากเป็นพิเศษ (หัวเราะ)”

จากที่ดิน 1 งานหลังบ้าน ปลูกกล้วย ผักบุ้ง มะเขือ ทั้งสองคนเริ่มขยายงานไปในพื้นที่ใหญ่ขึ้น คือที่ดินของฝ่ายหญิงจำนวน 5 ไร่ เริ่มขุดสระน้ำ เลี้ยงไก่ไข่ และทำนา “การทำนาเป็นการทดสอบความรู้ทั้งหมดของเราเลย เรารู้ทันทีว่าไม่พร้อมสำหรับการทำนา อุปสรรคมากมายสอนเรา การทำอินทรีย์ 100% ก็ต้องต่อสู้กับความคิดเก่าของคนที่ทำมาก่อน แต่พอเราให้กำลังใจกันและกัน ก็กลับมาสู้ใหม่ ยิ่งทำยิ่งสนุก ได้ทดลองอะไรใหม่ๆ ได้เข้าใจศาสตร์พระราชา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มากขึ้น เข้าใจเพราะลงมือทำอย่างแท้จริง และเข้าใจว่าสิ่งที่พวกเรากำลังทำ คือการสร้างความยั่งยืนให้ครอบครัว”
หนึ่งวันของสองหนุ่มสาวที่วันนี้คือเกษตรกรเต็มเวลาเริ่มต้นจากตีสี่ครึ่ง และจบที่ฟ้ามืดเกือบทุกวัน “เราตื่นเช้าเพื่อไปปลูกต้นไม้ในที่นา เป็นช่วงที่เราปรับพื้นที่ ดังนั้นเรายังต้องปลูกต้นไม้อยู่ จากนั้นก็ดูแลไก่ที่เลี้ยงไว้ ให้อาหาร ดูสุขภาพ จากนั้นก็จะกลับมาทำงานในร่มหลังบ่ายโมง เช่น ดูแลต้นกล้าที่เพาะไว้ ทำปุ๋ยหมักไปจนถึงเย็น ออกไปดูแลแปลงผักท้ายบ้าน เตรียมดินปลูกต้นไม้ ก่อนจะพักผ่อน
“เป้าหมายของเราสองคนคือเลี้ยงตัวเองได้ มีผลผลิตหมุนเวียนทำให้สิ่งที่เราทำยั่งยืน ความสุขของผมทุกวันนี้คือการได้ทำงานกับแฟน นี่คือเป้าหมายของผม ผมได้ทำงานด้วยกัน ปรึกษากันวางแผนหาทางออกเมื่อเจอปัญหา ทุกอย่างไม่เคยราบรื่นตั้งแต่เริ่มต้นอยู่แล้ว แต่งานนี้สอนพวกเราว่าถ้ามีใจใหญ่พอ ถ้าตั้งใจทำจริงๆ เงินทุนน้อยก็สามารถทำได้ ถ้าไม่ตั้งใจก็ล้มเหลว” เจ้าของเพจเกษตรท้ายบ้าน สรุป

