“ประหยัดสุดขีด-ชีวิตเดือนชนเดือน” เเรงงานไทยยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤษภาคม 2560 เวลา 19:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/493157

"ประหยัดสุดขีด-ชีวิตเดือนชนเดือน" เเรงงานไทยยุค 4.0

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

เป็นอีเว้นท์ที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ในวันแรงงานไปเสียแล้ว สำหรับภาพพี่น้องแรงงานไทย รวมตัวกันออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลปรับค่าแรงและสวัสดิการต่างๆ ให้เหมาะสมกับค่าครองชีพปัจจุบัน เพราะชาวแรงงานมองว่าค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท/วัน หรือ 15,000/เดือน ไม่ตอบโจทย์ต่อการดำรงชีวิตอีกต่อไป

ขณะที่รัฐบาลกำลังเร่งพัฒนาให้เเรงงานไทยเข้าสู่ยุค 4.0 ทว่าคำถามที่น่าสนใจก็คือ “หากวันนี้ค่าแรงที่ได้ไม่พอกับค่าครองชีพ พี่น้องเหล่านี้ปรับตัวอย่างไร”

ลดรายจ่าย เพิ่มเงินด้วยอาชีพเสริม

“งานประจำอย่างเดียวไม่พอ ไม่งั้นเป็นหนี้ ต้องหารายได้เสริม ไปรับจ้างเสริมเป็นแม่บ้านซึ่งช่วยได้มาก เพราะได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าทำงานปกติเฉลี่ยวันละ 400 – 1,000 บาท ขึ้นอยู่กับตกลงกับนายจ้าง แต่โอกาสทองแบบนี้ก็ไม่ได้มีเข้ามาทุกสัปดาห์” เสียงจาก หนูเจียว คบพิมาย แม่บ้านชาวร้อยเอ็ด ผู้เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ นานกว่า 20 ปี

เธอเล่าว่า ครั้งแรกเข้ามาเป็นสาวโรงงานเย็บรองเท้า ย่านวงเวียนใหญ่ ได้ค่าจ้างคู่ละ 5 บาท ก่อนจะเปลี่ยนมาสมัครเป็นแม่บ้านทำความสะอาด ปัจจุบันทำงานนี้มาแล้วกว่า 10 ปี ยอมรับว่าด้วยสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่แสนแพงนั้น ทำให้ไม่มีเงินเหลือเก็บ

“สมัยนี้อยู่ยากกว่าเมื่อ 20 ปีก่อน อดีตห้องพักราคาเพียงเดือนละ 700-800 บาท แต่ปัจจุบันต่ำสุดก็ 1,500 บาท ยิ่งรวมกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงมากทุกเดือน ทุกปี เงินจากงานประจำอย่างเดียวยังไม่พอกินเลย ไม่ต้องพูดเรื่องเงินเหลือเก็บ”

หนูเจียว บอกว่า ทำงานเป็นลูกจ้างแม่บ้านชั่วคราวตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ได้รับค่าตอบแทนวันละ 320 บาท ค่าล่วงเวลาชั่วโมงละ 56 บาท หากวันไหนหยุดก็ไม่ได้ เมื่อรายได้ไม่พอกับรายจ่าย อาทิ ค่าห้องเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเทอมลูก หรือแม้แต่เงินที่ต้องส่งกลับบ้านที่ต่างจังหวัดในบางเดือน ทำให้ต้องตัดสินใจหารายได้เสริมในช่วงวันหยุด

นอกจากหารายได้เสริม การใช้ชีวิตบางอย่างก็ต้องปรับ เพื่อลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ค่าอาหารหากซื้อกินปกติราคามื้อละ 30 บาท วันหนึ่ง 3 มื้อเท่ากับ 90 บาท ต้องปรับเปลี่ยนให้ประหยัดลงด้วยการตกลงกับเพื่อน ช่วยกันหาซื้อหรือทำกับข้าวมากินร่วมกันคนละหนึ่งอย่าง

“นั่งกินร่วมกันก็ช่วยลดค่าอาหารไปได้ส่วนหนึ่ง แถมยังได้กินอาหารหลากหลาย ที่สำคัญได้นั่งคุยกับเพื่อนๆ ร่วมงานด้วย ถือว่าเป็นความรู้สึกดีไปอีกแบบ”

หนูเจียว ทิ้งท้ายว่า เหตุผลที่ยังคงทำงานนี้ต่อไปแม้จะได้รับค่าตอบแทนไม่สูงเหมือนอาชีพอื่น คือมีความสุขกับงาน เพื่อน สังคม รวมไปถึงสภาพแวดล้อมที่ดี กว่าการกลับไปอยู่บ้านต่างจังหวัดที่ไม่มีอะไรเลย ขอทำอาชีพนี้จนกว่าจะไม่มีแรงหรือไม่มีใครจ้าง อย่างไรก็ตามหากได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้นเป็น 500 บาท/วัน จะทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้นมาก

หนูเจียว คบพิมาย

 

รู้ว่าเงินไม่เหลือ แต่ต้องดิ้นต่อไป

บุญทับ เมสังข์ พนักงานรักษาความปลอดภัยวัย 53 ปี เล่าว่า ด้วยสภาพอากาศที่ไม่เเน่นอนในบ้านเกิด จ.มหาสารคาม ส่งผลกระทบต่อราคาพืชผลทางการเกษตร ทำให้ตัดสินใจเดินทางมาทำงานในกรุงเทพฯ ช่วงแรกที่เข้ามาทำงานเป็นคนสวนให้บ้านแถวจังหวัดนนทบุรี ทำได้ 15 ปี เจ้านายเก่าถูกยึดบ้าน จำเป็นต้องเลิกและเดินทางกลับบ้าน แต่สุดท้ายตัดสินใจกลับเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้งเพื่อสมัครงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย

“ผมทำมา 6 ปี ได้ค่าจ้างวันละ 480 บาท รายจ่ายต่อเดือนแทบไม่เหลือ เพราะมีรายจ่ายมาก แค่ค่าเช่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ ตกเดือนละ 5 พันกว่า หากนับรวมกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นทุกวัน แต่ละเดือนแทบไม่เหลือเงิน แม้รวมเงินเดือนของภรรยาแล้ว”

บุญทับ เลือกปรับวิธีการใช้เงิน โดยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ไม่ซื้อของฟุ่มเฟือย กินให้น้อยลง เลือกกินเฉพาะอาหารหลัก 3 มื้อเท่านั้น เวลามาทำงานก็ใช้รถจักรยานยนต์สลับกับจักรยานเพื่อให้มีเงินพอใช้ โดยความฝันของรปภ. สูงวัยรายนี้คือ ต้องการให้หน่วยงานรัฐช่วยเหลือชีวิตแรงงานให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ปรับค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มเป็น 530 บาท/วัน เพราะด้วยอายุเท่านี้หากต้องทำงานล่วงเวลาจากปกติ 12 ชั่วโมงคงเป็นไปไม่ได้

 

บุญทับ เมสังข์

ยอด กลิ่นสุวรรณ อาชีพรับเหมาก่อสร้าง เล่าว่า ทำงานอาชีพนี้มานานกว่า 25 ปีตั้งแต่ปี 2535 ทำเป็นทุกอย่างตั้งแต่งานปูน เดินประปา ระบบไฟฟ้า เมื่อก่อนได้รับค่าแรงเพียงวันละ 200-300 บาทเท่านั้น แต่ปัจจุบันด้วยประสบการณ์จึงได้ค่าแรงเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 600 บาท โดยปกติอาชีพนี้เงินค่าจ้างอยู่วันละ 400 – 600 บาท (ราคางานเหมา) แต่หากเป็นตามไซต์งานขนาดใหญ่ ค่าแรงงานยิ่งถูกลงอยู่ประมาณวันละ 300 บาท ยิ่งเป็นแรงงานต่างด้าวค่าจ้างบางคนไม่ถึง 300 บาท เวลางานตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น วันไหนหยุดก็ไม่ได้เงิน

สำหรับการปรับตัวเพื่อให้อยู่ได้ เขา บอกว่า ต้องซื้อข้าวมากินรวมกันกับเพื่อนๆ ส่วนเครื่องดื่มชูกำลัง บุหรี่ ต้องลดลง เพราะส่วนตัวมีค่าใช้จ่ายมากและมีหลานที่ต้องดูแลถึง 6 คน ฉะนั้นจึงไม่ต้องพูดถึงเรื่องเงินเก็บ แต่ก็ต้องทำจนกว่าจะไม่ไหว หรือถ้าหากเดือนไหน เงินไม่พอใช้ก็ต้องเบิกเงินล่วงหน้า จึงคิดว่าหากเป็นไปได้ก็ต้องการค่าแรงมากกว่านี้

 

ยอด กลิ่นสุวรรณ

วิกฤติรัฐบาล 4.0 แก้ปัญหาแรงงานไม่ตรงจุด

วิไลวรรณ แซ่เตีย อดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ผู้ที่ทำงานเรียกร้องสิทธิสวัสดิการให้แก่ผู้ใช้แรงงานมานานกว่า 30 ปี สะท้อนว่า สาเหตุผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่ที่ยอมออกจากบ้านเกิด เข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ เนื่องจากฐานะทางบ้านไม่เอื้อที่จะทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ก็ยังจำเป็นต้องส่งเงินกลับบ้านให้พ่อแม่หรือลูกที่รออยู่ แต่ด้วยสภาพค่าครองชีพในสังคมเมืองปัจจุบันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผู้ใช้แรงงานก็ต้องหาวิธีปรับตัวเพื่อให้อยู่รอด นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ใช้แรงงานถึงต้องเคลื่อนย้ายสถานที่ทำงานบ่อยครั้ง ทำให้เกิดการหมุนเวียนของแรงงาน เพราะผู้ใช้แรงงานคิดแต่เพียงว่า หากทำแล้วไม่พอค่าใช้จ่าย ก็ต้องหางานใหม่

อดีตประธาน คสรท. ฉายภาพวิวัฒนาการค่าแรงจากอดีตถึงปัจจุบันว่า มีความเปลี่ยนแปลงและแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด เมื่อก่อนแม้จะได้รับค่าแรงไม่มาก แต่ด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำก็ทำให้แรงงานอยู่ได้ เมื่อปี 2519 ค่าแรงช่วงเริ่มทำงานโรงงานวันละ 20 บาท ก็อยู่ได้เพราะค่าข้าวเปล่า 50 สตางค์ กับข้าวถ้วยละ 1 บาท มีเงิน 100 บาท สามารถซื้อของได้หลายอย่าง แต่เมื่อมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นแบบก้าวกระโดดเป็น 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ สถานการณ์ชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานกลับแย่ลง เนื่องจากสินค้าและค่าบริการต่างๆ พากันปรับตัวสูงขึ้น จากที่เคยมีเงินเหลือเก็บหลายร้อยต่อเดือน ปัจจุบันทำงานเท่าไหร่แทบไม่มีเงิน มิหนำซ้ำบางคนยังเป็นหนี้

สถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ใช้แรงงานต้องหาวิธีปรับตัวที่ต่างกันออกไปตั้งแต่ หางานทำนอกเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งส่วนตัวคิดว่าค่าแรงในปัจจุบันควรอยู่ที่ 360 บาท/วัน เท่ากันทั่วประเทศ และรัฐบาลควรมีนโยบายควบคุมกลไกราคาสินค้าจำเป็นและมีมาตรการดูแลเรื่องสวัสดิการที่ชัดเจน เพื่อช่วยลดภาระให้แก่ผู้ใช้แรงงาน เพราะหากไม่มีความชัดเจน ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาแรงงานได้อย่างถาวร และหนีไม่พ้นต้องเรียกร้องกันทุกปี

“การแก้ปัญหาของแรงงานที่ผ่านมา กระทรวงแรงงาน ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดและตอบโจทย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าจ้าง การปฏิรูปสวัสดิการ กฎหมายประกันสังคม การส่งเสริมการรวมตัวเพื่อทำให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องแรงงานมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพื่อรองรับระบบการจ้างงานที่กำลังจะเปลี่ยนไปในอนาคต ยุคที่ต้องพึ่งพาการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ฉะนั้นเรื่องนี้รัฐบาลต้องหาวิธีแก้ไขให้ได้เด็ดขาด”

ทั้งหมดนี้คือเสียงสะท้อนจากแรงงานไทยในยุคที่ประเทศกำลังก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0

 

วิไลวรรณ แซ่เตีย

 

Leave a comment