ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
20 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/495750

โดย…พรเทพ เฮง ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน
หนุ่มโปรไฟล์ดี ลุคที่แข็งแรงและสดใส ในช่วง 2-3 ปีนี้ เขาเป็นที่รู้จักผ่านสื่อต่างๆ ค่อนข้างมาก ถูกจับตามองในฐานะนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ต่อยอดธุรกิจเดิมของครอบครัวไปสู่อีกมิติหนึ่งของคนรุ่นใหม่
เช้า-ประคุณ พรประภา ที่กำลังวิ่งแข่งกับตัวเองในลู่วิ่งที่ตัวเองชอบเชิงธุรกิจ มีแรงฝันและความท้าทายใหม่ๆ อยู่เสมอ บางมุมที่แสดงออกถึงวิถีชีวิตและวิธีคิดที่ผสมผสานระหว่างไทยกับญี่ปุ่นอย่างลงตัวในฐานะลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น มาดูว่าเขาคิดอะไรอยู่ และสิ่งใดเป็นแรงบันดาลใจและผลักดันความคิดของเขาที่นำไปสู่การทำธุรกิจด้วยมุมมองที่คาดไม่ถึง
ส่วนผสมชีวิตที่ลงตัว
กระบวนทัศน์แบบคนรุ่นใหม่ของ ประคุณ ทำให้เราเห็นเหลี่ยมมุมที่มองโลกแบบนักธุรกิจในแนวสตาร์ทอัพฉายฉานอยู่ในตัวของเขาอยู่พอสมควร เขามองไทยและญี่ปุ่นที่สัมผัสด้วยตัวเองตั้งแต่เล็กจนโตว่า
“ตอนนี้ก็ไม่ถือว่าเมืองไทยล้าสมัย ยังไปได้อีกไกลเพียงแต่อาจจะช้านิดหนึ่ง ไทยกับญี่ปุ่นจะดีไปคนละแบบ ญี่ปุ่นทุกอย่างไว เทคโนโลยีทันสมัย ทุกอย่างเป๊ะมีวินัย แต่เมื่อมาดูเมืองไทยเทียบกับญี่ปุ่น คนไทยผ่อนคลายและสบายใจมากกว่า คนญี่ปุ่นคุณภาพสูงแต่เคร่งเครียดสุดๆ คนไทยคุณภาพพอได้อยู่แต่มีสมดุลของจิตใจที่สบายอกสบายใจมากกว่า ผมชอบสไตล์ของคนไทยมากกว่า แต่ก็พยายามผสมผสานกันมากกว่า”
เมื่อถามถึงการทำธุรกิจของคนรุ่นใหม่ที่มาแบบเร่งเร็วแรง และรีบออกจากงานไปทำในสิ่งที่ชอบหรือพักผ่อนตอนที่ยังอายุไม่มากแต่ประสบความสำเร็จในชีวิตเรียบร้อยไปแล้ว แต่ประคุณมองในมุมของเขาว่า
“ผมไม่น่ารีไทร์เร็ว เพราะอยู่นิ่งๆ ไม่เป็น ผมชอบแข่งกับตัวเอง ผลตอบรับในการทำธุรกิจของผมก็ค่อนข้างดี เป็นระดับผู้บริหารต้องรู้จักใช้คนให้ถูกกับงาน ซึ่งยากมากแต่ก็พยายาม เพราะคนรุ่นใหม่จะเทิร์นโอเวอร์หรือทำงานแบบไม่ทนเยอะ ก็ต้องจัดสิ่งที่เขาถนัดให้เขาทำให้ได้อย่างสบายใจ
“คนในเจนผมเกิดมาพร้อมมือถือ ทุกอย่างในอินเทอร์เน็ตจะเร็วหมด ผมก็เช่นกันจะมีความใจร้อนเล็กๆ มีความอดทนที่ต่ำ แต่ว่าถ้าเราได้หาสิ่งที่ชอบแล้วลงมือทำ ผมว่ามันก็ดีนะ คนรุ่นนี้จะมีสมรรถภาพในการทำงานที่ดี เพราะสามารถเลือกในสิ่งที่ตัวเองอยากทำได้เยอะ ผมก็จะลองดูในสิ่งที่อยากทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ”
ความสำเร็จก็ย่อมที่จะมาพร้อมกับความกดดัน แต่ประคุณมีวิธีจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกและชีวิตการทำงานที่ไม่ให้ก้าวล่วงเข้ามสู่การพักผ่อนและความเป็นส่วนตัว
“ความกดดันในการที่จะต้องประสบความสำเร็จ ตอนแรกก็กดดันมาก พอกลับบ้านผมก็ไม่มีคิดอะไรเพื่อป้องกันความเครียด เอามือถือออกไปเลย แล้วทำการยืดกล้ามเนื้อสักชั่วโมงหนึ่ง เปิดข่าวตั้งไว้ พยายามไม่คิด ฝึกหายใจและยืดกล้ามเนื้อไป ก็สามารถนอนหลับได้สบาย ไม่งั้นถ้าเรากลับไปเอาเรื่องงานไปคิด มันก็จะนอนไม่หลับ”
เอ็นหัวเข่าฉีกขาดนำสู่อีกมิติการออกกำลังกาย
“สำหรับธุรกิจยิมฯ คือผมชอบเล่นกีฬาอยู่แล้ว เป็นคนที่แอ็กทีฟอยู่ตลอด ตั้งแต่ตอนเรียนก็แข่งวอลเลย์บอล ตอนอยู่มหาวิทยาลัยก็แข่งสกีหิมะ ผมชอบการหลั่งอะดรีนาลิน อยู่เฉยๆ ไม่เป็น” ประคุณคุยด้วยรอยยิ้มเมื่อเล่าถึงการออกกำลังที่เขาเปิดยิมฯ ครอสฟิต (Crossfit) ขึ้นมาในเมืองไทย
ครอสฟิต เป็นกีฬาที่ค่อนข้างใช้พลัง เป็นการออกกำลังกายที่เป็นเหมือนการฝึกเพิ่มขีดความสามารถและสมรรถนะของร่างกาย มีการผสมผสานการออกกำลังกายหลายรูปแบบ เช่น วิ่ง โหนบาร์ ยกน้ำหนัก ฯลฯ ซึ่งต้องใช้แรงเยอะพอสมควร
“ผมโตมาที่ญี่ปุ่น ทีมฟิตเนสและกีฬาเขาก็เก่งอยู่แล้ว ถ้าเทียบกับเมืองไทยที่โน่นมีวินัยสูงมาก สำหรับการเล่นกีฬาครอสฟิต เริ่มต้นจากที่ผมได้รับบาดเจ็บจากการแข่งสกี ผมล้มวันก่อนแข่ง ทำให้เอ็นเข่าฉีก กีฬาสกีนักกีฬาบาดเจ็บค่อนข้างเยอะเพราะมันเร็ว คนที่เล่นก็จะชอบความเร็ว ชอบอะดรีนาลิน ผมก็กลับมาเมืองไทยเพื่อผ่าตัดเข่า ที่กลับมาผ่าเมืองไทยเพราะตอนนั้นหยุดพอดี ส่วนมากเราจะแข่งตอนปิดเทอม เจ็บปุ๊บก็บินกลับมาเลย
“ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าเอ็นเข่าขาด ซึ่งไปเข่าบวม ก็ตัดสินใจ ซึ่งผมต้องหัดเดินใหม่ คือเป็นเอ็นใหม่ต้องให้ประสาน หัดเดินใหม่ ทำกายภาพทุกวัน ตอนนั้นรู้สึกลำบากอยากกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม ก็เข้ายิมฯ ปกติแต่มันก็เบื่อ ก็เห็นเพื่อนที่อยู่ออสเตรเลียคุยกัน ถามเขาว่ามีอะไรเล่นไหม เขาบอกว่ามีกีฬาครอสฟิตที่อเมริกา ออสเตรเลีย และยุโรปกำลังบูมมาแรงเลย โอเคผมก็เลยเล่นดูว่ามันต่างกับการออกกำลังกายในยิมฯ ธรรมดาอย่างไร?
“ก็คือเข้าไปวันแรก ก็ยังกล้าๆ กลัวๆ อยู่ เพิ่งผ่าเข่ามาได้แค่ปีครึ่งเอง ตอนแรกก็หนักใจว่าทำได้หรือเปล่า แต่โค้ชครอสฟิตเข้ารับประกันและเขาเก่งจริง เขาดูแล้วรู้ทันทีว่าเรากลัวเพราะเคยผ่าและเจ็บเข่ามาก่อน เขาก็แก้ให้ทันทีเลย ตอนแรกข้างบนใหญ่ช่วงล่างเล็ก แต่เขาจัดจนได้สมดุล”
ประคุณ ขยายความว่า ครอสฟิต จะเป็นการออกกำลังกายแบบคอมมูนิตี้ของคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีเสน่ห์สำหรับคนเมืองเป็นอย่างสูง
“แม้เราจะเข้าไปแรกๆ เป็นคนใหม่ แต่ว่าทำให้รู้สึกดีได้ คอมมูนิตี้จะผลักดันให้เต็มที่ เพราะเป้าหมายของคนที่มาครอสฟิตคืออย่างฟิตอยากแข็งแรง เป้าหมายเดียวกันเราจึงวางไว้ที่ครอบครัวของครอสฟิตเป็นชุมชนคนออกกำลังกายขึ้นมา ไปด้วยกัน นั่นคือจุดที่ดึงดูดผมเข้าไป
“กีฬาครอสฟิตกับเมืองไทยยิ่งเหมาะเลย เพราะว่าไลฟ์สไตล์คนไทยจะไม่เดิน จะไม่ค่อยขยับสักเท่าไหร่ ตื่นมา นั่งรถไปทำงาน อยู่ออฟฟิศ กลับบ้าน นอนแช่ดูทีวี ซึ่งจะทำให้เป็นออฟฟิศซินโดรม แล้วอาหารไทย คนไทยชอบกินหวาน กินเผ็ด รสจัด ก็คือโซเดียมสูง การกินน้ำตาลเยอะๆ ทำให้ร่างกายแย่ ซึ่งวิธีที่จะแก้ก็คือการออกำลังกาย แต่ว่าทัศนคติและวิธีการคิดของคนไทยเรื่องการออกกำลังกายยังไม่มีมากนัก ซึ่งผมอยากเปลี่ยนตรงนี้
“โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เป็นคนเมือง ผมว่าจริงๆ เดี๋ยวนี้คิดกันว่าไปวิ่งสัก 20 นาทีก็พอแล้ว จริงๆ แล้วผมอยากปรับให้มาสร้างกล้ามเนื้อ 20 นาที ง่ายๆ เลยการสร้างกล้ามเนื้อทำให้เราเบิร์นมากขึ้น สมมติ 3-4 วัน ผมออกกำลังกายโดยการสร้างกล้ามเนื้อ พอผมนั่งอยู่เฉยๆ แต่กล้ามเนื้อผมเยอะขึ้นผมก็เบิร์นเยอะขึ้นแล้ว ในระยะยาวต้องสร้างกล้ามเนื้อให้เป็นฐานก่อนแล้วก็จะแข็งแรงได้ง่ายขึ้น
“ส่วนมากคนไทยมักจะบอกว่าไม่มีเวลาไปยิมฯ ยุ่ง ครอสฟิตจะอัดไปในหนึ่งชั่วโมงจะได้เยอะมาก คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป ยิมฯ ที่มีอยู่ในเมืองไทยที่วิ่งเป็นหลัก เบิร์นแคลอรีเยอะจริงแต่กล้ามเนื้อไม่ได้ใช้ แล้วโปรแกรมของเราจะทำให้มันเหมาะสมกับแต่ละคน และเล่นได้ทุกระดับ”
ประคุณ ยอมรับว่าการที่เอ็นหัวเข่าขาดของเขาฉีกขาด ทำให้กลัวหรือขยาดกับการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายหนักๆ แรงๆ แต่ครอสฟิตได้เปิดมิติอีกมิติหนึ่งของการออกำลังกาย และนำปรัชญาการออกกำลังกายที่เขาชอบมากใช้กับธุรกิจ
“ผมกลับมาฟิตกว่าตอนที่ผมแข่งสกีเสียอีก ตอนนี้ก็มาแข่งครอสฟิตลีลาไปแล้วครั้งสองครั้งด้วยนะ เรียกว่าผมบ้าพลังก็ได้ ผมไม่ได้เป็นแบบบอดี้บิวเดอร์ที่เล่นให้ตัวใหญ่ แต่ผมเล่นให้แข็งแรงแล้วใช้ได้จริง ไม่ใช่ก้ามปูแล้วเดินเบ่งกล้ามโชว์ เมื่อเทียบครอสฟิตกับปรัชญาการทำธุรกิจ เร่งเร็วเอาสิ่งที่ดีที่สุดออกมาให้ได้ ประสิทธิภาพสูงสุด เราทุ่มเวลาลงไปแล้วก็จะตั้งใจทำอย่างเต็มที่ ทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบไม่ให้เสียในสิ่งใด เวลาที่เราออกกำลังกายหรือทำงานอยู่ ทำให้เพอร์เฟกต์คุ้มค่าไปถึงเป้าหมายอย่างมีคุณภาพ เวลาทำงานหรือทำธุรกิจก็เอาปรัชญาการออกกำลังกายมาใช้ ถ้าจะทำอะไรก็ทำให้ดีที่สุดอย่างที่ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ”
เป้าหมายตอนนี้เรื่องยิมฯ ครอสฟิตของเขาที่บริหารอยู่ ประคุณบอกว่า เทรนด์ออกกำลังกายในเมืองไทยกำลังมา แต่ความรู้ของเทรนนิ่งยังไม่ถึง
“หากสามารถยกระดับได้ถึงจุดหนึ่ง ผมอยากทำฟิตเนส เฟสติวัล นำทุกยิมฯ มารวมกัน โดยเอาครอสฟิตเป็นหลัก วางเป้าไว้ 3 ปี ตอนนี้ในเมืองนอกครอสฟิตกำลังบูมที่สุด แต่คนไทยยังไม่ค่อยรู้จัก วันนั้นเมื่อนึกถึงสุขภาพและการออกกำลังกายก็ให้นึกถึงครอสฟิต”

ธุรกิจทัวร์การศึกษาเชื่อมญี่ปุ่น-ไทย
ในฐานะที่นั่งดูธุรกิจและลุยทำในแต่ธุรกิจที่มีเป้าหมายของแต่ละบริษัทไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละส่วนวางตัวเองไว้คนละแบบ เอส.เอ็ม.ไอ. ทราเวล ซึ่งเป็นบริษัททัวร์เก่าแก่ที่สร้างขึ้นมายาวนานและมีคอนเนกชั่นกับญี่ปุ่นเยอะอยู่แล้ว ประคุณมองถึงตลาดของนักเรียนนักศึกษาแลกเปลี่ยนในเชิงท่องเที่ยว
“ผมก็อยากลิงค์กับทางภาครัฐและเอ็นจีโอของญี่ปุ่น โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่น มีทัวร์แลกเปลี่ยนนักศึกษา เพราะผมเรียนที่โน่นก็อยากให้นักศึกษาญี่ปุ่นมามีประสบการณ์ที่เอเชียและเมืองไทย และนักศึกษาจากทั่วเอเชียไปที่ญี่ปุ่น เพราะได้ประสบการณ์เยอะ ได้ไปเปิดหูเปิดตาในประเทศอื่น ตอนนี้กำลังจะเริ่มโครงการนักศึกษาแลกเปลี่ยน”
ด้วยความที่ทำธุรกิจการศึกษาของคนรุ่นใหม่ เขาก็มองถึงการทำเพื่อสังคมอยู่เช่นกัน
“ตอนนี้เรามีทุนสนับสนุนจากทางภาครัฐ สำหรับคนที่งบไม่ถึงหรือขาดแคลนทุนทรัพย์ก็อยากให้เขาได้ไปมีประสบการณ์ตรงนั้น การทำงานกึ่งๆ ธุรกิจเพื่อสังคม มองเทรนด์นี้ ทำธุรกิจที่ดีต่อโลกที่ดีต่อสังคม ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดี สำหรับโฮสเทลที่คิดคร่าวๆ ถึงพวกแบกเป้หรือแบ็กแพ็ก เราจะคุยกับสิบบาร์ที่เป็นโฮสเทลในเมืองไทย เป็นเครือข่ายกันแล้วเอาเงินที่เก็บมาส่วนหนึ่งไปทำสาธารณประโยชน์ต่างๆ เราสนับสนุนสังคมด้วยการแบ่งปัน”
ประคุณ เล่าถึงประสบการณ์ทำทัวร์สำหรับคนรุ่นใหม่เพื่อแลกเปลี่ยนและสร้างแรงบันดาลใจระหว่างเด็กญี่ปุ่นและเด็กไทยว่า
“เราทำปีที่แล้วในจังหวัดอะกิตะ ซึ่งจังหวัดนี้เป็นอันดับหนึ่งในการสอบของประเทศญี่ปุ่น เราก็นำอาจารย์จากที่นั่นมาดูโรงเรียนในเมืองไทย อย่างกรุงเทพคริสเตียน เขาต้องการโรงเรียนชายล้วน เราก็ส่งเด็กนักเรียนให้เขาสัมผัสวิถีชีวิตของเด็กญี่ปุ่นโดยตรง อยู่ฟาร์มสเตย์ด้วย ให้ดูมหาวิทยาลัยที่โน่น ซึ่งต้องดูโรงเรียนที่มีแผนกภาษาญี่ปุ่นด้วย
“เทรนด์ญี่ปุ่นนั้นกลับมาตั้งแต่วีซ่าหายไป บินแค่ 6 ชั่วโมง เสาร์-อาทิตย์ก็ไปได้แล้ว ทุกอย่างง่ายขึ้น สมัยก่อนพาคณะเรียนไปต้องทำเรื่องวีซ่ากันหนักมาก ตอนนี้ไปได้เลย คนไทยชอบญี่ปุ่นอยู่แล้ว ถ้าสามารถผลักดันในเรื่องท่องเที่ยวแบบการศึกษาหรือแลกเปลี่ยนให้เป็นเทรนด์ได้ก็จะดีมาก เอสเอ็มไอเรามีออฟฟิศอยู่ทั่วเอเชีย ทั้งสิงคโปร์ เมียนมา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ผมไม่ได้มองแค่เมืองไทย คือไทยเป็นจุดแรก เราเอาเน็ตเวิร์กมาใช้เป็นประโยชน์ อย่างที่ผมบอกพวกนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เมื่อได้รับทุนไปจุดนี้เขาจะตั้งใจเรียนมาก ถ้าไปเขาก็จะได้เรียนรู้เพิ่มเติมเปิดหูเปิดตาและมีประสบการณ์ ซึ่งกลับมาจะได้ทำประโยชน์ให้กับประเทศ”
สุดท้าย ประคุณมองว่า ธุรกิจนี้เขาไม่ชอบการแข่งขันตัดราคากัน เพราะทำให้ตลาดล่มคนไทยจะแข่งเรื่องราคา ไม่ได้แข่งกันที่คุณภาพ เป็นปัญหาเรื้อรัง แต่เขาก็พยายามหาของที่มีความแตกต่างและทำความเข้าใจกับผู้บริโภคมากกว่า