ลอนโบว์ลส กีฬาข้ามศตวรรษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/495815

ลอนโบว์ลส กีฬาข้ามศตวรรษ

โดย…โยโมทาโร่

เมื่อเอ่ยถึงลอนโบว์ลส คงมีน้อยคนนักที่จะรู้จัก แต่ถ้าพูดถึงเปตองเราจะนึกถึงอาม่า อากง แถวบ้านไปโยนเล่นที่สวนสาธารณะบ่อยๆ แต่ลอนโบว์ลสเป็นอะไรที่เก่าแก่กว่านั้นมาก

ย้อนกลับไปในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 สมาคมลอนโบว์ลสอังกฤษและสกอตแลนด์ได้เริ่มการจดทะเบียนเป็นสมาคมการเล่นและสร้างกฎกติกาให้เป็นรูปแบบเดียวกัน ซึ่งต้องเข้าใจว่าในยุคสมัยนั้นจะมีการเล่นคล้ายๆ กันอยู่หลายรูปแบบ ซึ่งต่างก็มีกติกาปลีกย่อยและการคิดคะแนนที่แตกต่างกันออกไป

อรรถวิทย์ สาริกา นักกีฬาลอนโบว์ลส เล่าความเป็นมาของกีฬาลอนโบว์ลสว่า เป็นกีฬาที่ชาวอังกฤษนิยมเล่นกันมากโดยเฉพาะชนชั้นสูง ก่อนที่จะเริ่มได้รับความนิยมเล่นโดยทั่วไปในอังกฤษ และหัวเมืองต่างๆ ทุกครั้งที่อังกฤษขยายอาณานิคมได้สำเร็จ ก็จะนำกีฬาชนิดนี้ไปเล่นในอาณานิคมในเครือจักรภพทั่วโลก ซึ่งช่วงหลังๆ ประเทศอาณานิคมอาจจะมีชื่อเรียกและกติกาที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่จุดเริ่มต้นก็มาจากลอนโบว์ลสของอังกฤษ

ลอนโบว์ลสนั้นสามารถเล่นได้ทั้งเอาต์ดอร์และอินดอร์ โดยเอาต์ดอร์สามารถใช้พื้นสนามหญ้า จะเป็นสวนหรือสนามกอล์ฟก็ได้ทั้งนั้นขอให้เป็นพื้นระนาบเดียวกันก็พอ ว่ากันว่าแทบทุกบ้านที่มีพื้นที่โล่งบริเวณบ้านก็จะดัดแปลงให้เป็นสนามหญ้าเรียบเพื่อใช้เล่นลอนโบว์ลสในครอบครัว ครอบครัวที่มีฐานะดีก็จะสร้างสนามในร่มสำหรับเล่นในฤดูหนาว

สำหรับประเทศไทย เริ่มต้นที่ราชกรีฑาสโมสรประมาณปี 2524 มีการจัดแข่งระหว่างประเทศเป็นครั้งคราว แต่สุดท้ายก็ได้บรรจุเข้าในกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 20 พ.ศ. 2542 ที่ประเทศบรูไนเป็นเจ้าภาพ

กติกาของลอนโบว์ลสนั้นไม่ซับซ้อนมาก เริ่มจากให้ผู้เล่นสองฝ่ายโยนหัวก้อย ใครชนะก็เป็นฝ่ายได้โยนลูกแจ็ก (ลูกเล็กสีเหลือง) ลงในสนามเล่นเพื่อกำหนดระยะของลูกแจ็กที่ใช้เล่นในเกม และเป็นฝ่ายที่ได้โยนวู้ดก่อนในเกมนั้น ผู้เล่นจะสามารถโยนวู้ดได้ 4 ลูก เมื่อจบเอนด์ จึงค่อยนับลูกที่ใกล้แจ็กที่สุดเป็นฝ่ายชนะในเอนด์นั้นนับเป็น 1 แต้ม และเริ่มการแข่งขันต่อไปจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะมี 21 แต้มจึงจบเกม

อรรถวิทย์ เล่าต่อว่า การเล่นลอนโบว์ลสนั้นดูเหมือนง่าย แต่จริงแล้วๆ จะมีเรื่องของความเร็วลูกของสนาม ซึ่งแต่ละสนามนั้นจะมีการอัดพื้นดินก่อนปูหญ้า ถ้ายิ่งอัดพื้นให้แน่นมากขึ้นเท่าไหร่ ความเร็วสนามก็ยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น ลูกที่ปล่อยออกไปจะวิ่งได้เร็วและไกลกว่าปกติ

ผู้เล่นจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสนามแข่งที่แตกต่างให้ได้ รวมทั้งวางแผนการเล่นให้กีฬาชนิดนี้ไม่ได้เป็นกีฬาที่เรียกเหงื่อเหมือนกีฬาชนิดอื่น แต่เล่นแล้วฝึกสมาธิและท้าทายความสามารถของตัวเองว่าจะเล่นได้ดีสม่ำเสมอแค่ไหน และเป็นกีฬาที่เน้นเรื่องของมิตรภาพในการเล่น สร้างสังคมของกลุ่มคน มากกว่าผลที่จะแพ้ชนะอย่างแท้จริง

 

 

Leave a comment