สุขกับชีวิตพอเพียง และทำในสิ่งที่รัก ภาวลิน ลิมธงชัย มาสะกี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/495813

สุขกับชีวิตพอเพียง และทำในสิ่งที่รัก ภาวลิน ลิมธงชัย มาสะกี

โดย…วราภรณ์ ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

อดีตวิศวกรสาว ตูน-ภาวลิน ลิมธงชัย มาสะกี เจ้าของ “หอม โฮสเทล แอนด์ คุกกิ้ง คลับ” ตั้งอยู่บนชั้น 4 ตึกนานาสแควร์ ที่ผันตัวเองมาเป็นเจ้าของธุรกิจโฮลเทลที่ต้องการให้ผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติและต่างวัฒนธรรมมาทำความรู้จักกันผ่านมื้ออาหารที่ปรุงร่วมกัน ภาวลินจัดเป็นคนรุ่นใหม่ที่มองหาหนทางของการมีชีวิตที่ออกแบบได้เอง คือเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบ จากเงินเดือนหลัก 2 แสนบาท ที่ต่างประเทศ เธอลาออกและมาเปิดโฮสเทลเล็กๆ และสอนทำอาหารไปด้วย ล่าสุดภาวลินได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 20 ของเอสเอ็มอีผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าโครงการ พอแล้วดี The Creator รุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นโครงการสร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็นต้นแบบของสังคมบนพื้นฐานหลักปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” บวก “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” เพื่อเปิดมุมมองใหม่ของความพอเพียง ศาสตร์ของพระราชาที่สามารถนำมาปรับใช้กับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ผ่านธุรกิจที่หลากหลาย

ทิ้งเงินเดือนหลักแสนมาทำสิ่งที่ตนเองชอบ

หลังศึกษาจบปริญญาโทวิศวะปิโตรเลียมจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเทกซัส สหรัฐอเมริกา ภาวลินหาประสบการณ์ทำงานเมืองนอกที่ชลัมเบอร์เจร์ บริษัทน้ำมันปิโตรเลียมที่มีชื่อเสียงอันดับหนึ่งของโลก เธอต้องย้ายไปประจำอยู่ที่แท่นขุดเจาะน้ำมันเพื่อเก็บสตางค์เอาไว้เยอะๆ โดยย้ายไปที่แรกคือเวียดนาม ต่อมาไปประจำที่บราซิล และลาออก รวม 4 ปี ที่ตูนทำงานเมืองนอกเก็บเงินได้ 1 ก้อน เธอกับแฟนจึงตัดสินใจกลับมาอยู่เมืองไทยและเข้าทำงานที่ปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย

ในที่สุดเธอตัดสินใจออกจากงานที่มีเงินเดือนสูงๆ ตูนตัดสินใจอยู่นานและคิดอย่างรอบคอบถึง 2 ปี โดยก่อนออกจากงานประจำเธอคิดรอบด้านว่า ตอนนี้เธอมีภาระอะไรหรือไม่ ประกอบกับสามีของเธอมีหน้าที่การงานดี น่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเรื่องลูกได้ อีกทั้งการไม่มีหนี้สิน คิดว่าถึงจุดที่เธอน่าจะลองทำธุรกิจของตัวเองได้แล้ว เธอจึงตัดสินใจลาออก

“ตูนทำงานที่ ปตท.นาน 5 ปีแล้ว แต่ช่วง 2 ปีหลังตูนเริ่มเข้าคอร์สเรียนเยอะมาก เช่น ทำอาหาร คอร์สพัฒนาตัวเอง เรียนสตาร์ทอัพ เรียนการทำธุรกิจ คือเรียนเพื่อให้รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้ และอยากทำอะไรแน่ๆ ช่วง 1 ปีหลังที่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไรก่อนออกจากงานประจำ ตูนดูก่อนว่าตัวเองมีรายจ่ายอะไร โชคดีที่คุณพ่อคุณแม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง สามีดูแลซัพพอร์ตเรื่องลูกได้ และคำนวณธุรกิจใหม่ของตูนว่าจะได้กำไรเท่าไรต่อเดือน โดยคิดที่จุดต่ำที่สุดคือน้อยกว่าเงินเดือนเก่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งโฮสเทลของตูนน่าจะพอเลี้ยงตัวเองได้ โดยไม่คิดกำไรไม่เว่อร์เลย จึงดูไม่ลำบาก น่าจะไม่เครียด และเป็นสิ่งที่ตูนอยากทำ”

ประสบการณ์จากการเดินทางสู่โฮสเทล

ค่าที่เธอได้เดินทางทำงานมาหลายทวีปทั่วโลก อีกทั้งเธอชอบทำอาหาร อยากเป็นเชฟที่ได้ทำอาหารให้คนอื่นกินที่ไม่ใช่ทำในร้านอาหาร ได้ทำอาหารให้เพื่อนกิน โฮสเทลที่มีสอนทำอาหารไทยด้วยน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

“ตูนชอบความรู้สึกที่ได้ทำอาหารให้เพื่อนต่างชาติได้กินอาหาร และรู้สึกว่าทำไมเราต้องทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ ด้วยการดื่มแอลกอฮอล์ตลอดเวลา พอถึงจุดหนึ่งจึงคิดว่าเราอยากติดต่อสื่อสารกับคนอื่นผ่านอาหารบ้างดีกว่า เพราะประเทศไทยก็เด่นเรื่องอาหาร พอเราเริ่มไปสอนคนบนแท่นขุดเจาะทำอาหาร ก็ได้เพื่อนใหม่ๆ ที่ชอบอาหารไทยที่เราทำเสมอ หลังจากลาออกจากอาชีพวิศวกรแท่นขุดเจาะน้ำมัน จึงตั้งใจมาทำโฮสเทลเล็กๆ โดยเน้นให้มีครัวขนาดใหญ่เพื่อให้แขกที่มาพักได้ทำอาหารร่วมกัน รวมทั้งตั้งใจให้มีอีเวนต์เกี่ยวกับการปลูกผักและทำอาหารเป็นประจำ ดังนั้นในโฮสเทลก็จะมีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่มาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมผ่านอาหาร ซึ่งแขกที่มาพักทุกคนก็ดูมีความสุข เพราะนอกจากได้รับประทานอาหารอร่อยๆ แบบไม่ซ้ำแล้ว ยังได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ และเรียนรู้ความแตกต่างของวัฒนธรรมผ่านเมนูอาหารอีกด้วย”

พอออกมาได้ทำโฮสเทลเล็กๆ ขนาด 7 ห้อง แบ่งเป็นห้องเดี่ยว 2 ห้อง ห้องรวมอีก 5 ห้อง ห้องรวมพักได้ 36 เตียง โดยใช้เงินลงทุนราว 6 ล้านบาท มี 2 หุ้นส่วน ย้ำว่าเงินสดๆ ไม่ได้กู้ยืมที่ใดมาเลย

“ตอนนั้นลงทุนหลัก 6 ล้าน ล้วนเป็นเงินเก็บ ไม่ได้กู้ ไม่ชอบเป็นหนี้ เพราะ หนึ่ง คือ เรารู้สึกเปิดปีแรกกำไรคงน้อย ถ้ากำไรน้อยหากเรากู้ธนาคาร ได้รายได้น้อยเราคงเครียด และเราคงไม่ได้คิดเรื่องการสร้างแบรนด์ แล้วเราจะไม่กล้าลงทุนทำอะไรต่อ ตอนนี้โรงแรมเราเปิดได้ 6 เดือนแล้ว ซึ่งแรกๆ เราไม่ได้หวังกำไรมากอยู่แล้ว พอเราได้รายได้มาเราก็นำมาสร้างแบรนด์ต่อ ซึ่งการสร้างแบรนด์ตูนคิดว่าสำคัญ เพราะปัจจุบันโฮสเทลในเมืองไทยเกิดเยอะ ถ้าเราไม่แตกต่าง เราจะอยู่ในสงครามราคา เราจะถึงจุดที่ไม่มีความสุขกับมัน เพราะเราเครียด คิดวนอยู่ที่กำไรขาดทุนมีอยู่แค่นั้น ถ้าเราทำแบรนด์เราจะรู้ว่าเรากำลังทำอะไร รู้ว่าลูกค้าเราเป็นใคร เราไม่ได้หว่านไปเลย ตอนนี้เปิด 6 เดือนฟีดแบ็กก็ดีนะคะ โดยเรานำรายได้ที่ได้ไปพัฒนาโฮสเทลของเราให้ดีขึ้น เพราะตูนร่วมโฮสเทลกับเพื่อนรุ่นน้องอีกคน เช่น เปลี่ยนฝักบัวใหม่ ทำแล้วลูกค้าแฮปปี้ตูนยอมทำ”

ดาดฟ้าสีเขียวด้วยผักออร์แกนิก

ความโดดเด่นของโฮสเทลของอดีตวิศวกรสาวคือ ดาดฟ้าปลูกพืชผักสีเขียวไว้ทำอาหารรับประทานได้ด้วย จนกลายเป็นความสุข ที่เธอได้ทำในสิ่งที่ตนเองชอบ อยากพัฒนาไปเรื่อยๆ

“ถ้าอยากเป็นวิศวกรที่เก่งต้องอ่านมาก แต่ตูนไม่มีความสุขกับการอ่านหนังสือวิศวะ แต่ถ้าเราชอบอะไรเราจะกล้าลองผิดลองถูก หาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา อย่างเช่น การทำโฮสเทล ตูนยังอยากพัฒนาโฮสเทลของเราไปเรื่อยๆ คิดเพิ่มเสมอว่าลูกค้าจะได้ประสบการณ์อะไรจากการมาพักโฮสเทลของเรากลับไปบ้าง ตูนเน้นการท่องเที่ยวที่เกี่ยวกับอาหาร เราจึงออกแบบให้ชั้นดาดฟ้าของเราให้ปลูกพืชผักไว้ทำอาหารรับประทานได้ ซึ่งสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของต่างชาติ คือ เขาชอบท่องเที่ยวแบบชิลๆ ไม่ต้องอยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลา เราทำให้ดาดฟ้าของเรามีสีเขียวจากธรรมชาติแล้วยังกินได้ด้วย แต่ก็เหนื่อยสุดๆ เพราะการปลูกผักกินได้กับกินไม่ได้มันต่างกัน การปลูกผักกินได้ต้องปลูกเปลี่ยนผักหมุนเวียนไปเรื่อยๆ เราต้องปรุงดินเป็น เราต้องมีความรู้แดดหน้านี้ปลูกอะไรได้หรือไม่ได้ เช่น หน้าร้อนเข้าสู่หน้าฝนผักที่เหมาะกับการปลูกคือ ผักบุ้ง หน้าหนาวปลูกผักสลัด ปลูกแตงโมได้ หน้าหนาวปลูกแคนตาลูป เรียกว่าตูนโชคดีที่รู้จักสวนผักคนเมือง เขามาจัดกิจกรรมที่โฮสเทลของเราด้วย เพราะเขาอยากให้คนเมืองปลูกผัก ผักที่เราปลูกทำอาหารอะไรได้บ้าง เรามักได้คำแนะนำดีๆ จากสวนผักคนเมือง”

ข้อดีของการปลูกผักกินเองคือ ผักที่กินสะอาดปลอดสารเคมี แม้ต้นจะเล็กและไม่สวยนักแต่ปลอดภัย อีกทั้งชาวต่างชาติยังรู้จักพืชผักต่างๆ ของคนไทยเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

“อย่างตูนสอนทำอาหารมื้อก่อนมื้อเย็น เช่น เปาะเปี๊ยะ ยำหัวปลี สอนทั้งอาหารคาวและหวาน และอาหารไทยเมนูที่ทำง่ายหน่อย หากมีส่วนผสมของตะไคร้ ซึ่งต่างชาติไม่รู้ว่าตะไคร้หน้าตาเป็นยังไง ซึ่งเรามีปลูกอยู่ในสวนบนดาดฟ้าของเรา เราก็ชี้ให้เขาดูได้ เขาก็ตื่นเต้น หรือผักขึ้นฉ่ายฮิตมากในหมู่ฝรั่ง แต่เขาไม่เคยเห็นต้นจริงๆ พอเราชี้ให้เขาดูเขาก็รู้สึกดี ได้สอนให้เขาทำกับข้าวกินเอง ซึ่งลูกค้าที่มาพักกับตูนส่วนใหญ่หลักๆ ชอบท่องเที่ยวและชอบทำอาหารกินเอง ยิ่งเมืองไทยขึ้นชื่อคือ อาหารอร่อย เขารู้ว่าพอมาที่นี่มีเรื่องราวของอาหาร สอนทำอหาร เขาอยู่ที่นี่ที่เดียว ไม่ต้องออกไปไหนเลย อิ่มด้วยเรื่องอาหาร”

ท่องเที่ยวแบบช้าๆ ไม่เร่งรีบ

การได้ทำอาหารร่วมกันระหว่างเจ้าของโฮสเทลกับลูกค้าชาวต่างชาติที่มาพัก ก็เป็นวิถีสโลว์ไลฟ์อีกแบบหนึ่ง

“โฮสเทลของเราก็อยู่กันแบบช้าๆ ไม่เร่งรีบนะคะ อย่างนักท่องเที่ยวที่มาพักวันเดียวตั้งเป้าจะไปเที่ยววัดโพธิ์ก็ยังได้กินอาหารไทยที่เขาปรุงเอง ซึ่งการปรุงอาหารกินเองก็ต้องประณีต ถ้าอยากรีบก็ต้องไปกินอาหารที่ฟู้ดคอร์ต แต่ตูนชอบลูกค้าที่มาอยู่นานเป็นอาทิตย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบบนั้น เขาจะเอนจอยกับสิ่งที่เราให้เขา เหมือนได้อยู่บ้านจริงๆ เพราะเขาท่องเที่ยวแบบไม่มีตาราง เขาจะย้ายไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเขาพบสถานที่ใช่ เขาจะหยุดเลย ซึ่งมีเยอะ หรือบางคนอยู่กรุงเทพฯ วันเดียว และไปที่อื่น เขาก็จะกลับมาอยู่ที่เราอีก เพราะเขาชอบ เพราะเขาอินกับมิตรภาพ ทำให้ที่นี่เป็นบ้าน เราเน้นคอมมูนิตี้ง่ายๆ อยู่ด้วยกัน ทำอาหารด้วยกัน”

ส่วนตัวภาวลินเองบอกว่าทุกวันนี้เธอพอใจกับชีวิตมาก เพราะเธอสามารถคอนโทรลเวลาและชีวิตตัวเองได้ มีเวลาได้ดูแลลูกและดูแลธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง

“ความพอเพียง” คำสอนในหลวง ร.9

จากการเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพอแล้วดี ทำให้ภาวลินได้ศึกษาคำสอนของในหลวงเกี่ยวกับความพอเพียง ภาวลินบอกว่า ในหลวงไม่ได้สอนให้เราพอกับชีวิตแล้วไปเป็นชาวนาชาวสวน แต่พระองค์สอนให้ “พอ” คืออยู่ในธุรกิจก็ให้มีความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้ธุรกิจเรายั่งยืน เราไม่ทำเหมือนคนอื่น พระองค์สอนว่า เราจะเปิดร้านกาแฟแต่ให้มีจุดเด่นต่างจากคนอื่นแล้วเราจะยั่งยืน พอยั่งยืนแล้วก็สามารถแบ่งปันให้คนอื่น แล้วประเทศเราจะเจริญได้

“ตอนนี้ตูนทำเรื่องราวของอาหาร ตูนได้ไปช่วยตลาดชุมชนแนะนำให้ชาวต่างชาติรู้ว่าลองไปตลาดนางเลิ้งไหม เขามีวัฒนธรรม ตลาดบางแห่งก็ขึ้นชื่อเรื่องอาหารที่มีความผสมผสานระหว่างไทยกับญวนซึ่งต่างชาติอยากท่องเที่ยวสถานที่แบบนี้มาก คือได้ไปกินอาหารที่เป็นออริจินัลจริงๆ ศาสตร์พระราชาของเราดีที่สุด ใกล้เคียงกับชีวิตคนไทย ในหลวงไม่ได้สอนแค่พอเพียง มีเงินพอแล้ว แต่ถ้ามีคนทำธุรกิจเดียวกันข้างๆ แล้วเราจะทำอย่างไร คำตอบคือเกื้อกูลกันแล้วมันจะยั่งยืน เหมือนชุมชนริมน้ำที่จันทบุรี ก็โด่งดังเพราะเขามารวมกัน เปลี่ยนบ้านกรมหลวงชุมพรให้กลายเป็นโรงแรม และขายขนมเอาจุดยืนของบ้านแต่ละหลังมาอยู่ด้วยกัน ช่วยกันพัฒนา เพราะเราต่างก็มีของดีของเรา”

 

Leave a comment