ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
28 พฤษภาคม 2560 เวลา 07:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/496717

โดย…ภาดนุ
หนุ่มบุคลิกดีวัย 33 ปี เก่ง สถิตศรีสกุล คือช่างภาพพรีเวดดิ้งสุดแนวที่มีไลฟ์สไตล์การทำงานและการใช้ชีวิตในแบบเท่ๆ ไม่เหมือนใคร ทั้งยังมีความชอบส่วนตัวในเรื่องการใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ ซึ่งนับวันจะหาได้ยากในชีวิตคนรุ่นใหม่วัยทำงานอย่างในปัจจุบันนี้
ช่างภาพพรีเวดดิ้งคือสิ่งที่ใช่
“งานหลักของผมจริงๆ แล้ว ก็คือ การดูแลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เกี่ยวกับการแบ่งที่ดินให้เช่า ซึ่งเป็นธุรกิจที่ผมดูแลให้กับครอบครัว โดยใช้เวลาเก็บค่าเช่าแค่เดือนละ 5 วันเท่านั้น แต่อีก 20 กว่าวันที่เหลือจะว่าง ดังนั้นผมจึงเอาเวลาที่เหลือนี้ไปทำงานที่ผมชอบ นั่นก็คือ การถ่ายภาพนั่นเอง
ก่อนอื่นต้องเท้าความก่อนว่า เดิมทีผมเรียนจบปริญญาตรี สาขาโฆษณาประชาสัมพันธ์ จากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต เมื่อเรียนจบผมก็มาช่วยครอบครัวดูแลธุรกิจเลยล่ะ ทำมา 8-9 ปีแล้ว โดยไม่ได้เป็นพนักงานที่บริษัทไหนมาก่อน แม้ผมจะเรียนนิเทศศาสตร์ แต่ก็ไม่เคยเรียนถ่ายรูปมาก่อนเลยเช่นกัน การถ่ายรูปของผมมาจากความชอบส่วนตัวซะมากกว่า ผมจึงเริ่มฝึกฝนและเรียนรู้เทคนิคการถ่ายภาพด้วยตัวเองโดยเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาเรื่อยๆ”

เก่งบอกว่า เมื่อฝึกฝีมือถ่ายภาพจนเข้าที่แล้ว เขาก็เริ่มผันตัวเองมาเป็นช่างภาพพรีเวดดิ้งและงานแต่งงาน หลักๆ แล้วเขาจะชอบถ่ายงานพรีเวดดิ้งมากกว่า เพราะลูกค้าจะมีการรีเควสต์สถานที่ที่อยากจะไปถ่ายภาพ ซึ่งเขาจะชอบมาก เพราะทำให้เขาได้ท่องเที่ยวไปด้วยในตัว
“ก่อนรับถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง ผมจะมีแพ็กเกจราคาในการถ่าย มีสถานที่หลากหลายให้ลูกค้าได้เลือก ทั้งโลเกชั่นที่เป็นแม่น้ำ ทะเล หรือภูเขา ซึ่งขึ้นอยู่กับความชอบของลูกค้าเป็นหลัก สมมติว่าช่วงนี้ที่ จ.เชียงใหม่ สวย ผมก็จะพาลูกค้าไปถ่ายภาพที่ จ.เชียงใหม่ หรือฤดูนี้ที่เขาค้อสวย ผมก็จะมาแนะนำลูกค้าด้วยเช่นกัน
พูดง่ายๆ คือ นอกจากธุรกิจครอบครัวแล้ว ผมยังมีอาชีพเป็นช่างภาพพรีเวดดิ้งด้วยครับ อย่างที่บอกว่าผมไม่ได้เรียนถ่ายภาพมาโดยตรง ดังนั้นก่อนที่จะมาเป็นช่างภาพได้ ผมต้องพาตัวเองไปคลุกคลีอยู่กับการทำงานในสตูดิโอถ่ายภาพพรีเวดดิ้งย่านทองหล่อ ในยุคที่ธุรกิจนี้ยังเฟื่องฟูอยู่ เพื่อที่จะได้เรียนรู้และซึมซับกับประสบการณ์การถ่ายภาพให้ได้มากที่สุด โดยเรียนรู้และช่วยทำงานในสตูดิโอจนได้เป็นช่างภาพเต็มตัวอยู่ถึง 3 ปีเต็ม”

หลังจากนั้นเขาก็ลาออกมาเป็นช่างภาพพรีเวดดิ้งแบบฟรีแลนซ์มาจนถึงปัจจุบันนี้ โดยยังมีลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกช่วงก็มักจะมีคู่รักหนุ่มสาวจัดงานแต่งงานกันตลอดทั้งปี ทำให้ช่างภาพสายนี้มีงานเข้ามามิได้ขาด
“การเป็นช่างภาพนอกจากจะได้ทำงานที่ตัวเรารักแล้ว เรายังได้มีโอกาสไปเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ โดยเปลี่ยนโลเกชั่นไปเรื่อยๆจึงถือเป็นงานที่สนุก ท้าทาย และไม่น่าเบื่อเลย ปัจจุบันนี้ผมได้เปิดเพจ FB : Shoot ideas wedding house ซึ่งจะลงรูปเกี่ยวกับงานเวดดิ้งทั้งหมด และยังมีเฟซบุ๊กกรุ๊ป : Pre wedding shoot ideas ซึ่งเป็นกรุ๊ปพรีเวดดิ้งอันดับ 1 ของไทย ที่แสดงผลงานของคนที่เคยร่วมเวิร์กช็อปและช่างภาพที่อยากแสดงผลงาน โดยตอนนี้มีสมาชิกทั้งหมด 4.5 หมื่นคนแล้ว นอกจากรับงานของตัวเองแล้ว ผมยังรับหน้าที่เป็นหัวหน้าเพจที่จะรับงานมา แล้วกระจายงานไปให้สมาชิกในทีมหรือลูกน้องอีกด้วย
เท่าที่ผ่านมาการเป็นช่างภาพพรีเวดดิ้งก็ทำรายได้ให้ดีมากๆ เพราะจะรับงานเป็นแพ็กเกจ แพ็กเกจละ 3-5 หมื่นบาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว ก็ยังเหลือเงินหลายหมื่นบาท ที่สำคัญมันเป็นงานที่ผมรักด้วย ความสุขจึงอยู่ตรงนี้มากกว่า โดยผมอาจจะไปสำรวจโลเกชั่นที่ลูกค้าเลือก ก่อนจะไปถ่ายภาพกันจริงๆ ซึ่งโลเกชั่นเหล่านี้ก็มีทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศในโซนเอเชียเลยละครับ”

เก่งบอกว่า นอกจากนี้เขายังรับหน้าที่เป็นวิทยากรสอนเวิร์กช็อปถ่ายภาพอีกด้วย เมื่อสมาชิกที่ต้องการจะเวิร์กช็อปรวมตัวกันครบตามจำนวนเมื่อไหร่ ก็สามารถเชิญเขาไปเป็นวิทยากรได้เลย ซึ่งเขาจะรับงานทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
หลงรักวิถีชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์
“ด้วยความที่ผมเกิดและโตที่ต่างจังหวัด คุณพ่อคุณแม่เป็นชาว อ.แม่สวย จ.เชียงราย ผมจึงเป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง ที่พอตื่นเช้าขึ้นมาก็เห็นลุงๆ ป้าๆ แถวบ้านไปนากันทุกวัน ผมเองก็เติบโตและวิ่งเล่นตามท้องทุ่ง กินนอนแบบติดดินอยู่กับพี่ป้าน้าอานั่นแหละ
แต่พอโตขึ้นก็ต้องเข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ เมื่อเรียนจบก็ต้องทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุง แต่ในใจส่วนลึกๆ ของผมแล้วก็ยังคงนึกถึงการละเล่นและวิถีชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ที่บ้านนอกอยู่เหมือนกัน ดังนั้นพอมีช่วงเวลาว่างผมก็จะกลับไปที่ จ.เชียงราย ไปใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัดเป็นระยะๆ อย่างล่าสุดผมได้กลับไปบ้านที่ จ.เชียงราย ซึ่งครอบครัวผมก็ให้ญาติๆ ใช้ที่ดินทำนาอยู่

เมื่อกลับไปเห็น ผมจึงนึกสนุกกับการทำนา ผมก็เลยไปช่วยญาติๆ ทำนาในระยะสั้นๆ โดยใช้รถไถนาแบบเดินตามไถนาเพื่อให้ดินร่วน จะได้หว่านข้าวได้ง่ายบ้าง ไปดำนาปลูกข้าวบ้าง ซึ่งชาวนาส่วนใหญ่มักจะหว่านข้าวกันในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค. เพื่อให้ข้าวออกรวงได้น้ำในหน้าฝนอย่างเต็มที่ แล้วถึงจะไปเก็บเกี่ยวอีกทีในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. ซึ่งตอนเด็กๆ ผมเองก็เคยเกี่ยวข้าวกับเขาด้วยเช่นกัน”
เก่งบอกว่า ด้วยความที่ อ.แม่สวย เป็นสถานที่ที่อากาศดีที่สุดแห่งหนึ่งของ จ.เชียงราย และอยู่ใกล้กับดอยอ่างขางที่อากาศดีมากๆ ซึ่งจะมีโครงการต่างๆ ของหลวงตั้งอยู่บนนั้น จึงทำให้สภาพอากาศที่ อ.แม่สวย และบริเวณใกล้เคียงดีไปด้วย
“ตอนกลางคืนอากาศจะสบายๆ แม้จะเป็นหน้าร้อน อุณหภูมิอยู่ที่ 20-23 องศาเท่านั้น ไม่ได้ร้อนเหมือนจังหวัดอื่น พอมีโอกาสได้กลับไปเยี่ยมญาติๆ หรือกลับไปหาเพื่อนๆ เมื่อใด ผมจะใช้เวลากับชีวิตที่ต่างจังหวัดอย่างเต็มที่เลยล่ะ

ทุกวันนี้ผมยังมีความคิดเลยว่า สักวันหนึ่งคงต้องกลับไปใช้ชีวิตที่ อ.แม่สวย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของผมแน่นอน แต่ตอนนี้ยังจำเป็นต้องทำงานและอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ก่อน ช่วงอายุที่ผมอยากจะเกษียณตัวเองก็น่าจะราวๆ 50 ปีไปแล้ว เพราะตอนนั้นผมก็คงเริ่มแก่แล้ว ซึ่งการได้ไปใช้ชีวิตอยู่ในชนบท แวดล้อมไปด้วยญาติๆ น่าจะเป็นจุดหมายที่ผมตั้งไว้เลยล่ะ เพราะตอนนี้ครอบครัวผมก็ยังมีที่ดินอยู่ที่นั่นหลายไร่
ทุกวันนี้แม้คุณแม่ผมจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ผมก็ยังมีคุณพ่อที่ต้องดูแล และมีหน้าที่การงานอยู่ในเมืองกรุง แต่อย่างที่บอกว่าเป้าหมายของผม ก็คือ การมีครอบครัว เมื่อลูกๆ โตดูแลตัวเองได้แล้ว ผมก็จะไปอยู่ด้วยกันกับภรรยาสองคนตอนเกษียณ ส่วนลูกๆ ใครจะอยู่กรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัดก็แล้วแต่การตัดสินใจของเขาเลยครับ”
เก่งทิ้งท้ายว่า ถ้าให้เปรียบเทียบชีวิตคนเมืองกับชีวิตคนต่างจังหวัด สำหรับเขาแล้วคิดว่าล้วนมีข้อดีแตกต่างกันไป ข้อดีของการอยู่ในเมือง ก็คือ มีอาชีพที่หลากหลาย ซึ่งผู้คนสามารถทำงานหาเงินเลี้ยงตัวเองได้ หลายคนจึงยังจำเป็นต้องอยู่ในเมืองไปอีกสักพักใหญ่ๆ