พลกฤษณ์ รัตนศิริวิไล ใช้ชีวิตช้าๆ เพื่อรักษาสมดุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2560 เวลา 07:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/497576

พลกฤษณ์ รัตนศิริวิไล ใช้ชีวิตช้าๆ เพื่อรักษาสมดุล

โดย…อณุสรา ทองอุไร

ชายหนุ่มยิ้มง่ายหน้าตาใจดี ด้วยวัยไม่เต็ม 30 ดี แต่เขาสามารถต่อยอดธุรกิจของครอบครัวแตกสายงานออกมาให้มียอดขายหลายสิบล้านบาทภายในเวลาไม่ถึง 3 ปี เติบโตอย่างก้าวกระโดดภายในเวลาอันรวดเร็ว ทำงานอย่างมุ่งมั่นจริงจังรีบเร่งตามประสาหนุ่มไฟแรงที่ทุ่มเวลาให้กับงานเกินร้อย พลกฤษณ์ รัตนศิริวิไล ผู้อำนวยฝ่ายการตลาด และผู้ก่อตั้งอัลเน็กซ์ บริษัท ไทยเม็ททอล อลูมิเนียม

เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ด้านศิลปอุตสาหกรรม ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี แล้วทำงานเป็นดีไซเนอร์และผู้จัดการฝ่ายการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์สปาชื่อดังระดับประเทศเกือบ 3 ปี จึงลาออกเพราะตั้งใจจะไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ หากบังเอิญธุรกิจที่บ้านกำลังขยายตัว คุณพ่อจึงต้องการให้มาช่วยงานที่บ้านดีกว่า เขาช่วยงานอยู่ประมาณ 2 ปี ก็ขอคุณพ่อต่อยอดงานออกมาทำอะลูมิเนียมปลอดสนิม ซึ่งมีน้ำหนักเบา มีสีให้เลือกหลากหลาย ใช้เป็นวัสดุตกแต่งภายนอกอาคาร ติดตั้งได้ง่าย นอกจากขายในประเทศแล้วยังส่งออกไปต่างประเทศอีกด้วยภายใต้ชื่ออัลเน็กซ์ และประสบความสำเร็จในเวลาเพียง 3 ปี

แม้งานหลักจะไปได้ดีและยุ่งเพียงใด แต่เขาก็มีอีกมุมของชีวิตที่อยากหันมาใส่ใจสุขภาพอย่างจริงจัง เพราะมองเห็นความสำคัญ เรื่องการดูแลตัวเอง การมีสุขภาพที่ดี เพราะเห็นแต่ข่าวหรือคนรู้จักที่มีปัญหาสุขภาพ เป็นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ กันมากมาย โดยเฉพาะสาเหตุจากการกินอาหารปนเปื้อน อาหารที่ไม่ถูกลักษณะ สารพิษสารเคมีทั้งหลายจากพืชผักผลไม้ เนื้อสัตว์ต่างๆ

เขาจึงเริ่มหันมาสนใจแนวทางเกษตรปลอดสารพิษ โดยเริ่มจากการเลือกซื้อพืชผักผลไม้เนื้อสัตว์ปลอดสารเคมี มาสักพักใหญ่และพบว่าผักแบบนี้จะมีราคาแพง หาซื้อยาก ที่สำคัญก็คือไม่แน่ใจว่าปลอดสารจริงหรือไม่

ประกอบกับที่พี่เขยของเขาก็เริ่มสนใจแนวทางนี้เช่นกัน เพราะพี่เคยทำงานเกี่ยวกับโครงการเกษตรพอเพียง ก็เลยชวนกันว่าเราควรจะปลูกผักเลี้ยงไข่กินเองดีไหม ครอบครัวของพวกเราจะได้มีสุขภาพที่ดีกันทั้งบ้าน เพราะบ้านเรามีผู้สูงวัย มีเด็กๆ หลานๆ ก็หลายคน ก็คิดกันว่าน่าจะลงมือทำได้แล้ว

ในที่สุดก็ได้ทำฝันให้เป็นจริง เมื่อมีคนรู้จักที่อยู่ห่างบ้านของเขาแถวพระราม 3 ประกาศขายที่ 3 ไร่ ก็ปรึกษากับคุณพ่อว่าเราซื้อที่ตรงนี้ดีไหมเขาอยากทำแบบนี้ ใกล้บ้านที่ไม่ไกลจากถนนและเป็นที่ที่เขาเคยทำสวนมาก่อนด้วย คุณพ่อเห็นด้วยก็เลยตัดสินใจซื้อที่แปลงดังกล่าว

“ทั้งผมและพี่เขยเป็นเด็กเมืองแท้ๆ ไม่เคยทำสวน แทบจะไม่เคยปลูกต้นไม้กันเลย แต่เรามีใจรักที่อยากจะปลูกผักกินเอง แต่พี่เขยเขามีองค์ความรู้ ก็เริ่มลุยกันเลย โดยจ้างคนสวนแถวนั้นมาช่วยดูแลอีกคน พี่เขยเป็นคนวางระบบเราก็ช่วยกัน มีคนสวนเป็นลูกมือ จากที่ไม่ค่อยเป็นอะไรเลย ก็เริ่มเก่งขึ้นเรื่อยๆ วันหยุดก็ไปทำสวนกันบ้างสนุกดี (หัวเราะ)” เขากล่าวอย่างอารมณ์ดี

แรกเริ่มเขาใช้พื้นที่แบ่งเป็นแปลงเล็กๆ เพื่อปลูกผักออร์แกนิกก่อนเป็นอย่างแรก พอผักโตพอเก็บกินได้ครั้งแรกทั้งบ้านตื่นเต้นกันมาก ที่เขาสามารถปลูกผักรอดที่มีผักสลัดกินเอง ทั้งครอบครัวมีโอกาสได้มีผักกินบ่อยขึ้น เขาไปหาซื้อน้ำสลัดมาหลายๆ แบบ ทุกคนในครอบครัวเพลิดเพลินกับการกินผักแม้กระทั่งหลานๆ ก็สนุกกับการกินผักกันมากขึ้น ความรู้สึกของทั้งบ้านคือตื่นเต้นและมีความสุขมากที่ได้ปลูกผักกินเอง

หลังจากนั้นเขาก็เริ่มปลูกผักสวนครัวต่างๆ ทั้งพริก มะนาว ใบมะกรูด ตะไคร้ วัตถุดิบของการทำเครื่องแกงต่างๆ เขาก็ปลูกจนครบ รวมทั้งผักต่างๆ อีกหลายชนิด เวลาแม่บ้านจะทำกับข้าวก็ข้ามถนนไปเด็ดผักที่ต้องใช้ เหมือนกับว่าเรามีซูเปอร์มาร์เก็ตส่วนตัวเลยทีเดียว

หลังจากเริ่มปลูกผักสลัดกินเองได้ ปลูกผักสวนครัวกินเองได้ กำลังใจเริ่มมาว่าพวกเขามือเย็นสามารถปลูกต้นไม้ขึ้น (ยิ้มดีใจ) เขาก็เริ่มขยายพื้นที่ไปปลูกไม้ผลขนาดใหญ่ เช่น ขนุน มะม่วง กล้วย เน้นไม้กินผลเป็นหลัก โดยปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยคอกปุ๋ยจากธรรมชาติไม่ใช้สารเคมีใดๆ เลย ผักไม่สวย ใบเล็กหน่อย ก็ไม่เป็นไร เพราะมันสะอาดปลอดภัย

เขาเริ่มทำสวนปลูกผักมาได้ 6 เดือน เขาก็คิดถึงโปรตีนว่าควรจะมีโปรตีนกินเอง เขาก็เริ่มขุดบ่อ เลี้ยงปลานิล ปลาดุก โดยรับคนสวนเพิ่มอีก 1 คน เพื่อมาดูแลตรงนี้ พร้อมกับเลี้ยงไก่เพื่อเอาไข่ไว้กิน และสุดท้ายก็เลี้ยงหมูด้วย รวมทั้งทำโรงเพาะเห็ดเล็กๆ ขึ้นอีก 1 โรง

“เราค่อยๆ ขยายไปเรื่อยๆ โดยเอาความต้องการพื้นฐานเป็นที่ตั้งว่าเราอยากกินอะไร เราควรกินปลาก็เลี้ยงปลา เราควรมีไข่กินเองก็เลี้ยงไข่ เราชอบกินเห็ดก็ทำฟาร์มเห็ดเล็กๆ ไว้กิน ซึ่งก็ออกมาเยอะจนกินไม่ทัน จนเหลือเอาไปแจกญาติๆ เพื่อนๆ เพราะไม่ได้ตั้งใจจะทำขาย ทำสวนเพื่อหวังให้คนในครอบครัวกิน คนที่เรารักได้กิน ปรากฏแจกแล้วก็ยังเหลือ คนแถวๆ นั้นพอเขารู้ว่าเรามีเห็ด มีไข่เขาก็มาขอซื้อ ถ้าเรามีเยอะเราก็แบ่งขายไปบ้างพอได้ค่าปุ๋ยบ้างไรบ้าง ตอนนี้มีคนรอคิวซื้อเห็ดกับไข่ไก่เราตลอดเลย” เขาเล่าอย่างภูมิใจ

เขาเล่าต่อไปว่าดีใจที่ได้ร่วมแบ่งปันอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดสารเคมีให้กับคนอื่นได้กินด้วย เพราะจะกินได้อย่างสบายใจไร้กังวล ส่วนเรื่องเลี้ยงหมูนั้นเพราะเราต้องการมูลของเขามาทำปุ๋ย ก็ลองเลี้ยงหมูดู 4-5 ตัว นอกจากได้มั่นใจว่าเรามีอาหารที่ดีปลอดสารพิษกินเองแล้ว เวลาวันหยุดเราก็ไปดูสวนกันหลานๆ ตามคุณตา คุณน้าไปก็สนุกสนาน เหมือนเป็นกิจกรรมอีกแบบของครอบครัว วันไหนกลับบ้านเร็วก็แวะไปดูสวน กลับจากทำงานเหนื่อยๆ มาเดินเล่นในสวนก็หายเครียด เพราะงานประจำมีเรื่องต้องทำมีแต่เรื่องด่วนๆ การได้มาทำสวนมันทำให้ชีวิตสมดุล ทำให้ชีวิตช้าๆ ลงบ้าง ตอนไหนควรช้า ตอนไหนควรเร็ว

หลังจากที่เขาเริ่มทำสวนปลูกผัก เลี้ยงปลากินเอง มาได้ปีกว่า ใช้พื้นที่ไปยังไม่ถึงครึ่งเลย เขามานั่งคิดเล่นๆ ว่า

“เอ๊ะ!! ที่ก็ยังเหลืออีกกว่า 1 ไร่ ลองปลูกข้าวกินเองด้วยมั้ยจะได้ครบวงจร (หัวเราะ) แต่เกรงว่าจะยุ่งยาก คนสวนจะไหวไหม เลยยังรีรอๆ กันอยู่ แต่ถ้ามีโอกาสคงอยากลองดูอยากจะปลูกข้าวกล้องข้าวไรซ์เบอร์รี่ดูบ้าง”

พลกฤษณ์ เล่าถึงความรู้สึกในการมาปลูกผักทำสวนกินเองว่า นอกจากความสบายใจความมั่นใจว่าครอบครัวของเขาได้กินอาหารที่ปลอดภัยได้ระดับหนึ่งแล้ว ยังรู้สึกมีความสุขเวลาที่ได้กินผักที่ปลูกเองกับมือ ได้กินไข่ที่เลี้ยงเอง ได้กินปลาที่เราเลี้ยงเอง

“จะรู้สึกเลยว่าไข่ไก่เราอร่อยกว่าปกติ ผักก็หวานกว่าซื้อมาจากตลาด มันสุขใจอย่างบอกไม่ถูกเลย มันอิ่มเอมใจเป็นที่สุด อยากเชิญชวนให้ทุกคนลองมาปลูกผักกินเอง เริ่มจากปลูกง่ายพวกผักโตเร็วทั้งหลาย พริก โหระพา มันจะทำให้คุณมีกำลังใจ อาจจะปลูกลงกระถางหลังบ้าน ริมรั้ว ถ้าพอมีที่เยอะหน่อย ก็ค่อยปลูกมะนาว  ถั่วฝักยาว กล้วย มะละกอ ซึ่งใช้ที่หลังบ้านไม่มาก บางทีก็มีคนขอเข้ามาดูที่สวนเราก็ยินดีนะส่งต่อความรู้แบ่งปันกันไป”

 

Leave a comment