เกษตรกรสตรีรุ่นใหม่ ห่างไกลหนี้สิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤษภาคม 2560 เวลา 14:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/496999

เกษตรกรสตรีรุ่นใหม่ ห่างไกลหนี้สิน

เกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อย มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เนื่องเพราะอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยมีการส่งออกมากเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยเกษตรกรสตรีเหล่านี้ คือผู้ควบคุมค่าใช้จ่าย ดูแลครอบครัว ทว่าพวกเขายังมีปัญหาในการประกอบอาชีพและความเป็นอยู่

จากการประเมินความต้องการของเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยกลุ่มหนึ่งใน อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ และ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี พบว่าพวกเขาต้องการความรู้และทักษะการบริหารการเงินส่วนบุคคล และการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อหลุดพ้นจากปัญหาหนี้สิน และการแบกรับความเสียหาย จากการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทุกปี

โครงการธุรกิจยั่งยืนกับโคคา-โคลา เพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อย โดยกลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ประเทศไทย กลุ่มน้ำตาลไทยรุ่งเรือง และสถาบันคีนันแห่งเอเซีย นำร่องเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยในพื้นที่ดังกล่าว ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารการเงินส่วนบุคคล และการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน ที่ออกแบบจากความต้องการของพวกเขาเอง

หลังเริ่มดำเนินโครงการนำร่องในเดือน ส.ค. 2559 ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วม 625 คน และเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกที่เริ่มขึ้น 3 เกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยรุ่นใหม่จาก อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ที่มุ่งมั่นปฏิวัติวิถีการทำเกษตรกรรมแบบเดิมๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิต และเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรคนอื่นๆ เห็นว่าชีวิตดีขึ้นได้ไม่ยาก เพียงแค่มีความตั้งใจและลงมือทำ

จี๊ด-รจนา บุญเพชร เกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยที่ยึดมั่นในคติ “หาทางเลือก เพื่อทางรอด” เล่าว่า จากเมื่อก่อนขายอ้อยได้เท่าไหร่ ก็นำมาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายโดยไม่มีการวางแผน ปัจจุบันหันมาจดบันทึกค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน ทำให้รู้ว่าค่าใช้จ่ายส่วนไหนไม่จำเป็น ใช้เงินเป็นระบบ จัดสรรเงินทุน และออมเงินได้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่เพียงแค่ขายอ้อยและใช้เงินที่ได้มาไปวันๆ”

นอกจากนี้ จี๊ดยังนำเทคนิคการทำเกษตรที่ได้อบรมจากโครงการแบ่งปันเพื่อนๆ รวมไปถึงการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมบนสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น การปรับหน้าดิน และเทคนิคการใช้น้ำหยดกับแปลงเกษตร ทำให้ได้มาซึ่งผลผลิตที่มีคุณภาพและราคาดียิ่งขึ้น

แหม่ม-ณัฐวรรณ ทองเกล็ด อดีตสาวแบงก์ที่ตัดสินใจกลับไปทำกิจการไร่อ้อยของครอบครัว เข้าใจถึงการแบกรับต้นทุนการทำเกษตรที่สูงเกินความจำเป็น จากการจ้างแรงงานคนและความเสียหายจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว เผยว่า หลังจากเข้าร่วมโครงการและเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยการจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย ทำให้มองเห็นภาพรวมการบริหารจัดการด้านการเงินและการเกษตรมากขึ้น

เธอเข้าใจแล้วว่าการลงทุนทำเกษตรของตัวเองนั้นหมดไปกับค่าแรงงานคนมากเกินไป หากปรับเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรจะสามารถแบ่งเบาและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ในระยะยาว นอกจากนั้น เธอยังเห็นว่าปัญหาทุกอย่างเกิดจากความไม่รู้จักพอ สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่หากสามารถปรับลดความต้องการให้พอดี ชีวิตก็จะลงตัวและสมดุล

ด้าน เนะ-รจนา สอนชา เกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อย ผู้มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรด้วยกัน กล่าวว่า ต้องการพิสูจน์ให้เกษตรกรคนอื่นเห็นว่าสามารถบริหารจัดการการเงินและทำการเกษตรยั่งยืนได้สำเร็จ จึงเริ่มต้นจดบันทึกการเงิน รวมไปถึงการนำความรู้ด้านการเกษตรยั่งยืนที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการมาใช้ ทำให้เนะสามารถพัฒนาธนาคารปุ๋ย บริหารจัดการเงิน และทำเกษตรผสมผสาน เช่น มะเขือเทศราชินี ข้าวโพดเทียน เพื่อรายได้เสริมอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนั้น เนะ หรือฉายาที่เพื่อนๆ เรียกว่า หมอดิน เพราะเชี่ยวชาญในเรื่องดิน ยังถ่ายทอดความรู้ที่มี และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรด้วยกันในการบริหารจัดการชีวิตอีกด้วย

 

Leave a comment