เทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะ เกษตรกรก้าวหน้าด้วยแอพพลิเคชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤษภาคม 2560 เวลา 10:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/496858

เทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะ เกษตรกรก้าวหน้าด้วยแอพพลิเคชั่น

โดย…พริบพันดาว

“เกษตรกร 4.0” คือ เกษตรกรที่มีความรู้ความสามารถทางด้านเกษตรอย่างแท้จริงและมีความรู้ความสนใจทางด้านเทคโนโลยีในการนำมาต่อยอดเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ และที่สำคัญ สะดวกสบายกว่าเดิม ซึ่งปัจจุบันหลายคนเรียกตัวเองว่า “เกษตรกรสายอินดี้”

ล่าสุดมีการนำเสนอเทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะต้นทุนต่ำ ของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) คือ “สมาร์ท ฟาร์ม คิท” ชุดอุปกรณ์ควบคุมการรดน้ำเสริมแกร่งเกษตรกรไทยยุค 4.0 ชุดอุปกรณ์ควบคุมรดน้ำอัจฉริยะต้นทุนต่ำ พึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน

การเสียเวลาและค่าใช้จ่ายจำนวนมากไปกับความไม่แน่นอนของลมฟ้าฝนและอากาศ รวมถึงการบริหารจัดการที่ไม่มีทิศทางที่ดี เป็นจุดอ่อนและข้อด้อยของเกษตรกรไทย เพราะฉะนั้นในยุคออนไลน์ เกษตรกรจึงใช้สมาร์ทโฟนที่บรรจุแอพพลิเคชั่นที่ทำงานเชื่อมโยงสัมพันธ์กับเทคโนโลยีการเกษตรจึงเกิดขึ้น

เรียกว่าทำเกษตรบนหน้าจอสมาร์ทโฟน แต่ไม่ใช่การเล่นเกมฟาร์มวิลล์ในโลกเสมือน เป็นการทำเกษตรในโลกจริง

ทำความรู้จัก “เกษตรกร 4.0”

ในการบรรยาย เอสเอ็มอี คลินิก โดยธนาคารกรุงเทพ กับหัวข้อ “เกษตรกรไทยยุค THAILAND 4.0” โดย ดร.สุมิท แช่มประสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการดำเนินการโครงการคนกล้าคืนถิ่น ได้พูดถึงประเด็นเกษตรกรไทยในยุค 4.0 ดร.สุมิท โดยอธิบายว่า

“ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยี หรือจะเป็นยุค 4.0 หรืออนาคตที่ไกลกว่านั้น ภาคการเกษตรจะเป็นภาคส่วนที่ก้าวได้ช้าที่สุด เพราะ 4.0 ที่ทุกคนพูดถึงจะเป็นในเรื่องของนวัตกรรม และการเข้าใจในการใช้เทคโนโลยี ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่จะใช้ในวิถีเดิมๆ ไม่สามารถใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ได้ ตั้งแต่กระบวนการผลิต การหาข้อมูล หรือในส่วนอื่นที่จะเป็นประโยชน์ มองว่าหากจะไปถึง 4.0 ยังต้องปูพื้นอีกเยอะ ในเชิงความหมายหลายคนอาจพูดถึง 4.0 แต่ในทางปฏิบัตินั้นอะไรคือ 4.0 ภาคเกษตรต้องเห็นชัดเจนในเชิงปฏิบัติ และที่สำคัญที่สุดคือ ทำอย่างไรเขาถึงจะเป็น 4.0 ได้”

การที่จะให้ภาคเกษตรไปถึง 4.0 ได้นั้น ดร.สุมิท ให้เหตุผลว่า อย่างแรกต้องเตรียมพร้อมให้เกษตรกรสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ ต่อมาคือต้องเชื่อมโลกได้ คือ อยู่กับสังคมโลกในยุคต่อไปได้ เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก

“ต้องเน้นว่าจะอยู่กับการเปลี่ยนแปลงได้ ตัวเองต้องรู้อะไร เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง เช่น ต้องเข้าใจธรรมชาติ มีความรอบรู้ ศึกษางานวิจัย หรือรู้จักทดลองและค้นคว้า หากมีคุณสมบัติเหล่านี้จะสามารถปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงได้ สรุปก็คือ การจะเข้าถึง 4.0 ต้องเข้าใจแม้กระทั่งขั้นตอนการวิจัย มีองค์ความรู้มากพอที่จะทดลองจนเข้าใจ คือ การเป็นเกษตรกรต้องเข้าใจป่า ดิน น้ำ พันธุกรรม จุลินทรีย์ เทคโนโลยี หากมีองค์ความรู้พวกนี้ครบก็สามารถอยู่ในยุค 4.0 ได้”

แอพพลิเคชั่น “สมาร์ท 100 ฟาร์ม”

 

การทำการเกษตรในรูปแบบ “สมาร์ทฟาร์ม” ควบคุมการให้น้ำ ปุ๋ย ผ่านแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟน เพื่อควบคุมคุณภาพผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตถึงร้อยละ 50 โดยได้รับการสนับสนุนจากคณาอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ที่ จ.เชียงใหม่ พัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับช่วยทำการเกษตรได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส และยังสามารถใช้หาช่องทางการตลาดจำหน่ายผลผลิตได้ด้วย

โครงการสมาร์ท 100 ฟาร์ม ซึ่งส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเกษตร รวมทั้งการใช้แอพพลิเคชั่นสมาร์ท 100 ฟาร์มในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งสามารถที่จะควบคุมระบบต่างๆ ในฟาร์มผ่านโทรศัพท์มือถือ

เมื่อต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา สวนลุงจง ต.ร้องวัวแดง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ที่มีผลผลิตพริกออร่าพันธุ์ฮอลแลนด์เก็บขาย หลังจากลุงจงเจ้าของสวนเอาใจใส่ดูแลพริกมาตลอด 2 เดือน โดยเฉพาะการให้น้ำ ซึ่งได้รับการส่งเสริมให้ใช้ระบบตั้งเวลาปิดเปิดน้ำอัตโนมัติ ทำให้ประหยัดทั้งแรงงาน เวลา และควบคุมปริมาณน้ำได้ง่ายและลุงจงก็สบายขึ้น เป็น 1 ในฟาร์มที่เข้าร่วมโครงการ

ระบิน ปาลี หนึ่งในอาจารย์ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นสมาร์ท 100 ฟาร์ม ขึ้นมา บอกว่า แอพพลิเคชั่นนี้จะช่วยให้เกษตรกรมีการจัดการที่ดีขึ้น ประหยัดเวลาและแรงงาน ดูแลฟาร์มผ่านมือถือได้ นอกจากนี้ยังสามารถดูย้อนหลังปริมาณน้ำและปุ๋ยที่ให้ในแต่ละวัน เพื่อวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับสภาพอากาศ ทำให้ได้ผลผลิตมีคุณภาพมากขึ้น และในอนาคตยังสามารถเชื่อมต่อกับการขายผลผลิตออนไลน์ได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ระบิน บอกว่า การทำการเกษตรจำเป็นต้องลงมือทำ รู้และเข้าใจพื้นฐานในการผลิตพืชแต่ละชนิด ตั้งแต่คุณภาพดิน พันธุ์ที่ปลูก การดูแลด้วยความเอาใจใส่เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีที่สุด จึงจะมีความเข้าใจในการผลิต ก่อนจะพึ่งพาแอพพลิเคชั่นที่ช่วยให้การดูแลการผลิตง่ายขึ้นและหาตลาดเพิ่มขึ้นเท่านั้น

โดยมีเกษตรกรหลายรายในเขต ต.ร้องวัวแดง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ร่วมโครงการสมาร์ทฟาร์ม ติดตั้งระบบควบคุมการให้น้ำ กล้องวงจรปิด อินเทอร์เน็ต และถังเก็บน้ำขนาด 1,000 ลิตร ช่วยลดภาระการดูแลและให้น้ำ ล่าสุดมีเกษตรกรทั่วภาคเหนือเข้าร่วมโครงการนี้ 20 ราย และวางเป้าหมายจะขยายฐานสมาชิกให้ครบ 100 ราย ในอนาคต

แอพพลิเคชั่น “สมาร์ท ฟาร์ม คิท”

อีกนวัตกรรมทางการเกษตรรูปแบบใหม่ สำหรับเกษตรกรในยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่จะมาช่วยลดเวลาในการดูแลพืชผักได้มากยิ่งขึ้น หลังทีมอาจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ได้คิดค้นระบบควบคุมการรดน้ำขึ้นมา ทำให้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เกษตรกรก็จะดูแลสวนได้ผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน และที่สำคัญสามารถติดตั้งได้ง่ายๆ ด้วยต้นทุนเพียงหลักพันบาทเท่านั้น

“สมาร์ท ฟาร์ม คิท” (Smart Farm Kit) ชุดอุปกรณ์ควบคุมระบบรดน้ำอัจฉริยะต้นทุนต่ำ เพื่อเสริมแกร่งเกษตรกรไทยผ่านการกระจายองค์ความรู้ให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงนวัตกรรม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในการเกษตร อันจะนำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

รศ.ดร.สุเพชร จิรขจรกุล อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. บอกว่า เกษตรกรไทยในหลายพื้นที่ที่จะต้องสูญเสียเวลาและค่าใช้จ่ายจำนวนมากไปกับการจัดการต่างๆ เพื่อบำรุงดินและผลผลิตทางการเกษตร คณาจารย์ในทีมวิจัยฯ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. จึงได้ร่วมกันพัฒนาอุปกรณ์ “สมาร์ท ฟาร์ม  คิท” ระบบควบคุมการรดน้ำอัจฉริยะต้นทุนต่ำ ที่เกษตรกรไทยยุค 4.0 สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่เกษตรของตนได้ เพื่อเป็นการลดความสูญเสียดังกล่าว ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ร่วมกันระหว่างทีมนักวิจัยใน 2 สาขาวิชา คือ สาขาวิชาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน และเทคโนโลยีการเกษตร เข้าด้วยกัน โดยระบบสมาร์ท ฟาร์ม คิท ทำให้ระบบมีการใช้น้ำที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงสามารถช่วยลดการใช้น้ำในการเกษตรได้ไม่ต่ำกว่า 3 เท่า

“เป็นการทำงานของคณะวิจัยว่าจะทำอย่างไรให้เกษตรกรได้เพิ่มผลผลิต แล้วลดต้นทุนการผลิตจากต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ที่จะทำให้ระบบสมาร์ทฟาร์มเป็นเกษตร 4.0 ให้เกิดขึ้น เราก็พยายามช่วยผลักดันเป็นอีกแรงหนึ่งของภาครัฐ ซึ่งสมาร์ท ฟาร์ม คิท ตัวนี้จะช่วยลดต้นทุนในแปลงเกษตร คือ การประหยัดน้ำและไฟฟ้า เมื่อเกิดภัยแล้งก็จะใช้น้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพิ่มผลผลิตและมูลค่าทางการเกษตรให้ตรงกับความต้องการของตลาดด้วย”

รศ.ดร.สุเพชร กล่าวต่อว่า สำหรับชุดอุปกรณ์ สมาร์ท ฟาร์ม คิท เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง 3 อุปกรณ์ ซึ่งมีรายละเอียดส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ 1) ระบบควบคุมการเปิด-ปิดน้ำ การสั่งเปิด-ปิดระบบรดน้ำพืชผลในแปลงเกษตร พร้อมตั้งเวลาเปิด-ปิดน้ำได้ตามต้องการ 2) ระบบเซ็นเซอร์ติดตามสภาพอากาศ การตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้นในดินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และ 3) ระบบสั่งการผ่านสมาร์ทโฟน การติดตามผล พร้อมสั่งรดน้ำและให้ปุ๋ยแก่พืชตามต้องการ ทั้งนี้ สมาร์ท ฟาร์ม คิท ช่วยควบคุมปริมาณการใช้น้ำตามเวลาที่กำหนดทำให้ช่วยลดการใช้น้ำในการเกษตรได้ไม่ต่ำกว่า 3 เท่า และยังถือเป็นการกระจายองค์ความรู้นวัตกรรมเพื่อประยุกต์ใช้จริงในการเกษตรด้วยต้นทุนที่ต่ำที่เกษตรกรเข้าถึงได้ โดยเกษตรกรสามารถหาซื้ออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อนำมาประกอบเองได้ในงบประมาณเริ่มต้น 1,000 บาท สามารถใช้กับพื้นที่แปลงเกษตรขนาด 1 ตารางกิโลเมตร หรือ 625 ไร่ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำในแปลงเกษตร

“การประกอบชุดไมโครคอนโทรเลอร์ทำสมาร์ท ฟาร์ม คิท ตอนประกอบอุปกรณ์จะไม่ยาก แต่ตอนจะโค้ดดิ้ง ต้องมาขอคำปรึกษาทางเรา ซึ่งจะนำไปดัดแปลงให้เหมาะสมกับการปลูกพืชของเกษตรกรเองได้ สิ่งที่จำเป็นของอุปกรณ์ชุดนี้ ก็คือ ตัวไมโครคอนโทรเลอร์ คล้ายกับตัวสมองกล ตัวเซ็นเซอร์ที่จะช่วยวัดอุณหภูมิและความชื้นในอากาศและดิน แล้วก็มีตัวควบคุมปั๊มที่เรียกว่า รีเลย์ ที่จะให้น้ำและปุ๋ยในแปลงเกษตร และตัวปล่อยสัญญาณ ไว-ไฟ ที่จะให้เกษตรกรควบคุมทุกอย่างผ่านมือถือหรือสมาร์ทโฟนในตามที่ต่างๆ ได้ ซึ่งสามารถตอบโจทย์ได้ตรงว่าพืชชนิดใดที่จะเหมาะสมและเอาตัวสมาร์ท ฟาร์ม คิท ไปควบคุมอุปกรณ์จ่ายไฟในแปลงหรือในโรงเรือนของเกษตรกรเอง ซึ่งจะถูกต้องตามหลักวิชาการและใช้ประโยชน์ได้เต็มประสิทธิภาพ”

ประสบการณ์จากเกษตรกร กันตพงษ์ แก้วกมล ประธานเครือข่าย “‘ยัง สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ ไทยแลนด์” ที่เคยลองใช้สมาร์ท ฟาร์ม คิท บอกว่า

“ฟาร์มของเราสามารถดูแลได้โดยที่เราไม่ต้องอยู่ที่ฟาร์ม อย่างน้อยผมก็มีเวลาเดินทางไปเยี่ยมเพื่อนได้ ไปดูฟาร์มตัวอย่าง ไปแนะนำเกษตรที่เป็นพี่ๆ เพื่อนๆ ได้ โดยที่เรามั่นใจว่าพืชผักและต้นไม้ในฟาร์มของเรายังได้น้ำอยู่ หรือว่าฝนตกเราก็ไม่ต้องรดน้ำ ถ้าเกิดอุณหภูมิสูง เราต้องการฉีดมินิฝอยน้ำออกมาเพื่อลดอุณหภูมิในโรงเรือน เราก็สามารถสั่งการผ่านมือถือได้เลย มั่นใจได้เลย โดยไม่ต้องจ้างคนมาดูแลสวนหรือแปลงพืช เพราะเราไม่รู้ว่าเขาทำให้เราจริงไม่ และป้องกันความเสียหายได้”

ดังนั้น การที่เกษตรกรไทยจะก้าวสู่เกษตรกรยุค 4.0 จึงไม่ใช่แค่ความฝัน เพราะในปัจจุบันเกษตรกรไทยมีความใกล้ชิดกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่เป็นอย่างมาก หากเกษตรกรมีความกระตือรือร้นเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ก็จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับพื้นที่เกษตรของตนได้อย่างหลากหลาย นับตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ โดยการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อนำไปสู่การพัฒนาการเกษตรยุค 4.0 ผ่านการใช้เทคโนโลยียืดอายุ พร้อมคงความสดให้กับอาหาร จากแปลงเกษตรไปสู่ตลาดรับซื้อ ที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น จากการแปรรูปอาหารหรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ และสามารถขยายกลุ่มเป้าหมายไปสู่ตลาดใหม่หรือตลาดออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

Leave a comment