ชาวเขาสุดซาบซึ้ง!! ได้ชีวิตใหม่เพราะ’ในหลวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241227

วันศุกร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 19.51 น.

21 ต.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.เชียงราย ว่า กลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมากใน จ.เชียงราย ต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องจากทรงเคยเสด็จพระราชดำเนินไปในพื้นที่ภูเขาสูงของ จ.เชียงราย และเคยให้การช่วยเหลือพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ การได้สัญชาติไทยและสาธารณูปโภคต่างๆ ทำให้ในการประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลตามสถานที่ต่างๆ ราษฎรกลุ่มชาติพันธุ์ที่เคยได้รับการช่วยเหลือจึงมักจะนำภาพถ่ายในอดีตที่ตัวเองเคยสัมผัสหรือเหรียญที่เคยรับพระราชทานไปด้วยทุกครั้ง

นางอรวรรณ อินจม หรือหมวงฝ่ง แซ่ฟุ้ง อายุ 60 ปี ชาวเขาเผ่าม้ง บ้านปางปูเลย ม.5 ต.ป่าซาง อ.แม่จัน กล่าวว่า ตนได้มีชีวิตใหม่จากพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น โดยตนยังจำได้ไม่ลืมเลือนว่าเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2513 ตนอายุได้เพียง 13 ขวบ พระองค์ท่านทรงเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎรที่บ้านผาหมี อ.แม่สาย จ.เชียงราย และตนได้รับเลือกจากศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา จ.เชียงราย ในขณะนั้น ให้ถวายดอกไม้หน้าพระที่นั่ง ซึ่งพระองค์ทรงถามว่าอยากเรียนหนังสือไหม? ตนตอบไปตามประสาเด็กที่ไม่รู้ความว่า “อยากเรียนค่ะ”

นางอรวรรณ เล่าต่อไปว่า หลังจากวันนั้นตนก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เรียนต่อเมื่อจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา จ.เชียงราย แล้วไปเรียนต่อที่ ร.ร.พิบูลประชาสรรค์ กรุงเทพฯ จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 และในระดับมัธยมปีที่ 3 ที่ ร.ร.สตรีเอี่ยมละออ และไปจบการศึกษาสูงสุดที่วิทยาลัยครูจันทรเกษม เมื่อจบแล้วจึงมาเป็นครูสอนที่ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา จ.เชียงราย เมื่อปี 2521 กระทั่งปัจจุบันอายุมากแล้วจึงมีอาชีพเป็นคนนวดคลายเส้น ปัจจุบันตนยังเก็บภาพถ่ายเมื่อครั้งได้มีโอกาสถวายงานครั้งนั้นและคิดว่าถ้าไม่มีพระองค์ท่านก็คงไม่มีชีวิตในวันนี้ จึงจะขอทำหน้าที่คนไทยให้ดีที่สุดเพื่อถวายพระองค์ไปตลอดชีวิตนี้

ด้าน นางไพเราะ เยอเบาะ อายุ 57 ปี ชาวบ้านแสนใจ ม.9 ต.ศรีค้ำ อ.แม่จัน เปิดเผยว่า เมื่อตอนที่ตนยังเป็นเด็กหญิงอยู่ ยังไม่มีสัญชาติไทยและใช้ชีวิตอยู่ในที่หมู่บ้านห่างไกล ต่อมาเมื่อในหลวงทรงเสด็จพระราชดำเนินไปเยือนหมู่บ้านทำให้ชาวบ้านได้รับการช่วยเหลือทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น โดยสิ่งที่สำคัญมากคือการได้สัญชาติไทย ซึ่งขณะนั้นพวกเรายังไม่ได้รับบัตรประจำตัวประชาชนอย่างเป็นทางการ การจะเดินทางไปไหนก็ถูกตรวจสอบแต่พระองค์ทรงพระราชทานเหรียญให้คนละ 1 เหรียญ ซึ่งตนใช้คล้องคอมาตั้งแต่นั้นเพราะใช้แทนบัตรได้ ปัจจุบันแม้จะได้รับสัญชาติไทยแล้วก็ยังคล้องเหรียญนี้เอาไว้ตลอด

นางไพเราะ กล่าวทั้งน้ำตาด้วยว่า ตนรักและบูชาเหรียญนี้มาโดยตลอด และยังมีความภาคภูมิใจว่าเคยรับจากพระหัตถ์ของพระองค์โดยตรง ยืนยันว่าจะปฏิบัติตนทำดีเพื่อในหลวง และสั่งสอนลูกหลานให้ทำดีตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งในหลวงทรงสอนเอาไว้ เพราะถ้าไม่มีในหลวงเราก็คงจะไม่ได้เป็นคนไทยเหมือนทุกวันนี้

Leave a comment