ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
16 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/503566

โดย…อณุสรา ทองอุไร-ณัฐวดี ภิญญศิริ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
มีใครหลายคนยึดอาชีพนักเขียนเป็นอาชีพหลัก แต่ก็มีอีกหลายคนที่เขียนนิยายเป็นงานอดิเรกที่มีความสุขและมีรายได้ไม่แพ้งานประจำ เช่นเธอคนนี้ ปิ่นลดา หรือ จันทรอร พงศ์พันธุ์ผู้ภักดี ที่บอกว่าอาชีพนักเขียนนั้นเป็นงานอดิเรกกึ่งงานประจำที่ทำแล้วแสนจะสุขใจ
ปิ่นลดาสำเร็จการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยทำงานเป็นข้าราชการที่สำนักข่าวกรอง 2 ปี ก่อนเดินทางไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น จนจบดอกเตอร์ หลังจากนั้นได้ทำงานในโรงงานแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ อีกทั้งยังเป็นอาจารย์สอนภาษาให้กับนักเรียนซึ่งต้องการสอบวัดระดับทางภาษาญี่ปุ่นในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์
ทางด้านงานเขียน เริ่มจากรักการอ่านและเคยเขียนนิยายลงอินเทอร์เน็ตมาก่อน เริ่มจากเรื่องสั้น เขียนภาษาคล้ายเรื่องแปลแต่เป็นแบบคนไทยเขียน พัฒนาต่อมาจนกลายเป็น ธาราตะวัน ตีพิมพ์ลงนิตยสารสกุลไทย และพัฒนาต่อมาอีกจนได้รวมเล่มเรื่อง อรุณรุ่งที่มัสยิปานา กับสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง
“แล้วหยุดเขียนไปนานถึง 7-8 ปี เพราะไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น กลับมาก็มาเจอคุณหมอพงศกร (นพ.พงศกร จินดาวัฒนะ) ที่งานหนังสือเพราะเป็นแฟนหนังสือกันเลยถูกถามว่าตอนนี้ยังเขียนอยู่รึเปล่า ทำไมถึงไม่เขียนต่อ เราก็ตอบไปตามตรงว่ายังเขียนอยู่บ้าง แต่คิดว่ามันกลายเป็นงานอดิเรกไปแล้วมากกว่า ตอนนั้นคุณหมอแนะนำว่าลองเขียนให้จบดูสิ แล้วส่งมา จนสุดท้ายก็ออกมาเป็นเรื่อง สายลมของหัวใจ ซึ่งได้รับการตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ กรู๊ฟ ฟีล กู๊ด ของคุณหมอเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา”
สายลมของหัวใจเป็นนิยายแนวเดียวกับธาราตะวัน แนวพลังบวกอ่านแล้วอยากให้รู้สึกดีมีกำลังใจ ดังเช่นการเปรียบเปรยของเรื่องว่าความรักนั้นเหมือนกับสายลมที่พัดผ่านเข้ามา ถึงเวลามันมาเอง ส่วนผลงานล่าสุดที่ตีพิมพ์เมื่อปีที่แล้วอย่าง ตุ๊กตาไขลาน เป็นเรื่องที่ตัวละครเอกเป็นญาติกับตัวละครจากเรื่อง สายลมของหัวใจ แต่สามารถอ่านแยกกันได้ เพราะเนื้อเรื่องไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน
“ใช้เวลาเขียนช่วงเย็นหลังเลิกงานกับวันเสาร์อาทิตย์ บทเวลาจะมามันจะมาของมันเองเขียนได้ลื่นไหลดี แต่ที่สำคัญที่สุดของงานเขียนคงเป็นการต้องเข้าไปอยู่ในโลกนั้นที่เราสร้างขึ้นมาให้ได้ก่อน เราต้องไปสัมผัสบรรยากาศจริง เพราะก่อนคนอ่านจะรู้สึกได้ เราต้องรู้สึกเองให้ได้ก่อน โดยส่วนตัวเวลาเขียนเรื่องไหนจะจดจ่ออยู่กับเรื่องนั้นให้จบเป็นเรื่องๆ ไป เขียนซ้อนพร้อมกัน 2 เรื่องทำไม่เป็น ระยะเวลาในการเขียนจะอยู่ประมาณเรื่องละ 3 เดือน แต่กว่าจะมาเป็นพล็อตได้จะใช้เวลาเป็นปี บางครั้งเขียนไปเป็น 100 หน้าแล้วโละทิ้งแล้วเขียนใหม่หมดก็มี บอกได้เลยว่าไม่เสียดาย เพราะทุกครั้งเวลาเขียนใหม่จะพบส่วนไม่สำคัญ จะเลือกผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจากทั้งกองขึ้นมา หลายคนจะบอกว่า ต้นฉบับสุดท้ายของเราดำเนินเรื่องได้กระชับ เพราะตัดส่วนไม่จำเป็นออกไปแล้ว” เธอกล่าวอารมณ์ดี
ปิ่นลดายังได้พูดถึงประโยชน์จากงานเขียนอีกว่า งานเขียนเป็นเรื่องของการแสดงตัวตน เป็นการช่วยให้เราเปิดมุมมองตัวเราผ่านตัวละครที่เขียน เช่น บางครั้งเมื่อตัวละครสุขุมใจเย็นเจอกับปัญหานี้ เราจะได้เรียนรู้วิธีการแก้ไขและรับมือแบบตัวละครดังกล่าว เหมือนได้เรียนรู้จากตัวละครที่สร้างขึ้นมาเองว่าแต่ละปัญหาเขามีทางออกอย่างไร
เธอบอกว่าอนาคตอยากจะลองเขียนแนวสืบสวนลึกลับ แต่เพราะเรื่องสืบสวนต้องใช้ความละเอียดอย่างมากในงานวางพล็อต ตอนนี้เธอจึงตัดสินใจลองเขียนแนวลึกลับดูก่อนคือเรื่อง จันทร์บังใจ เธอบอกว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดี ทั้งงานประจำ งานสอน มีเวลาที่แบ่งมาให้งานเขียนค่อนข้างลงตัวกว่าทุกช่วงที่ผ่านมา ผู้อ่านคงได้เห็นงานเขียนเล่มใหม่ของเธอภายในสิ้นปีนี้