ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
15 สิงหาคม 2560 เวลา 18:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/509190

โดย…เอกชัย จั่นทอง
ความแออัดภายในเรือนจำปัญหาที่หลายประเทศกำลังประสบในตอนนี้ โดยเฉพาะผู้ต้องขังหญิงมีตัวเลขน่าตกใจ เมื่อจำนวนเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ในหลายครั้งการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงเลยเกิดคำถามถึงความเท่าเทียมว่าเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ได้จัดเวทีการฝึกอบรมบริหารจัดการผู้ต้องขังหญิงตาม “ข้อกำหนดกรุงเทพ (The Bangkok Rules) จากข้อกำหนดสหประชาชาติ สู่การปฏิบัติในประเทศไทย” แก่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์อาวุโสกลุ่มประเทศอาเซียนกว่า 10 ประเทศ และประเทศเคนยา เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อการดูแลผู้ต้องขังหญิง
กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประชากรผู้ต้องขังหญิงทั่วโลกเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่องในอัตราที่สูงกว่าผู้ต้องขังชาย 8 ใน 10 ประเทศในภูมิภาคอาเซียนเผชิญสถานการณ์นี้ และนำไปสู่ปัญหาความแออัดในเรือนจำ นำไปสู่ปัญหาบริหารจัดการเรือนจำและฟื้นฟูผู้ต้องขัง โดยผู้ต้องขังในประเทศอาเซียนต้องเผชิญกับปัญหาความหนาแน่นแออัดในเรือนจำโดยมี 4 ใน 10 ประเทศที่ประสบปัญหาเหล่านี้ อาทิ ประเทศไทยไทย อินโดนิเซีย เวียดนาม ฯลฯ ถือเป็นความท้าทายที่หลายประเทศกำลังประสบ หากไม่สามารถฟื้นฟูระบบในเรือนจำได้ก็ถือว่าล้มเหลว
“ทุกทวีปทั่วโลกมีผู้ต้องขังหญิงเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2000 ส่วนใหญ่ปัญหามาจากความยากจน เศรษฐกิจ คนชายขอบ และมีการศึกษาต่ำ ยาเสพติด จึงเป็นปัญหาเร่งด่วนโดยเราไม่มีเวลารอเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ทีไอเจเชื่อว่าการเข้าใจอย่างครอบคลุมจะสร้างความแตกต่างในชีวิตของเรือนจำได้ และสร้างวัฒนธรรมด้านมิติทางเพศ”ผอ.ทีไอเจ ระบุ
ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการเสนอ “ข้อกำหนดกรุงเทพ” คือ ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง ที่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงเล็งเห็นปัญหาและทรงร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยผลักดัน “ข้อกำหนดกรุงเทพ” ในเวทีสหประชาชาติ จนได้รับการรับรอง โดยถือเป็นข้อกำหนดแรกของไทยที่ได้รับการยอมรับในเวทีสหประชาชาติ
กิตติพงษ์ กล่าวว่า ทีไอเจมุ่งหวังว่าโมเดลข้อกำหนดกรุงเทพจะถูกนำไปปรับใช้ในทางปฏิบัติในประเทศภูมิภาคอาเซียน เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์สำคัญในการราชทัณฑ์ของผู้หญิงที่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา และเน้นการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับความต้องการเฉพาะด้านเพศภาวะของผู้หญิงและเด็กติดผู้ต้องขังหญิงและสร้างมาตรฐานที่ดีสำหรับการปฏิบัติต่อผู้หญิง
ซาแมนทา เจฟฟรี่ส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยาและเพศสภาพ มหาวิทยาลัย Griffith University ประเทศออสเตรเลีย มองว่า การบริหารจัดการภายในเรือนจำต้องคำนึงถึงมิติทางเพศ และควรตระหนักด้วยว่าผู้ต้องขังหญิงและชายมีความต้องการเฉพาะตัวของแต่ละคน ผลจากความไม่เท่าเทียมในสังคม จึงนำไปสู่การเลือกปฏิบัติทั้งหญิงและชาย
“ถ้าเรามองจะเห็นความไม่เท่าเทียมอยู่ทั่วทุกแห่ง ทั้งการศึกษา การเมือง เศรษฐกิจ ครอบครัว ระบบยุติธรรม ผู้หญิงโดยเฉลี่ยมีความรู้ต่ำกว่าผู้ชายในทั่วโลก และไปสู่การตกเป็นเหยื่อของเพศหญิง ส่วนระบบอุปถัมภ์มองว่าทำให้ผู้ชายมีอำนาจมากกว่าผู้หญิง ทำให้ผู้หญิงอยู่ใต้กว่าและถูกแสวงหาผลประโยชน์ หลายอย่างผู้ชายมีบทบาทการกำหนดมากกว่าผู้หญิง”
ขณะเดียวกันเรื่องความรุนแรงทางเพศส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากผู้ชายโดยกระทำต่อผู้หญิง ที่มาจากการคุกคาม รวมถึงอำนาจจากฝ่ายชายที่มากกว่า จากความรุนแรง ทำให้ผู้หญิงหลายคนต้องเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำ ซึ่งต้องยอมรับว่าความรุนแรงเกิดขึ้นในครอบครัว ซึ่งมีหลายรูปแบบแตกต่างกันไป ความรุนแรงที่เห็นชัดเจนคือทางกายภาพ อารมณ์ และเศรษฐกิจ ทั้งการแสวงหาผลประโยชน์ค้ามนุษย์ การข่มขืน ชาติพันธุ์ โดยผู้หญิงในเรือนจำพบปัญหาความรุนแรงในเรือนจำหลายรูปแบบ
บรรยากาศผู้ต้องขังหญิงเรือนจำหญิงที่ได้มาตรฐานเป็นเรือนจำต้นแบบตามข้อกำหนดกรุงเทพ โดยเรือนจำจังหวัดอุทัยธานี ผ่านเกณฑ์เป็นเรือนจำหญิงลักษณะพิเศษ ตามแบบฉบับสหประชาชาติแห่งแรกของประเทศไทยตามข้อเสนอในการกำหนดมาตรฐานและแนวทางในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงที่คำนึงถึงความแตกต่างและเปราะบางของเพศหญิง
ซาแมนทา เจฟฟรี่ส์ ระบุอีกว่า ความรุนแรงต่อผู้หญิงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในทั่วโลก ร่วมถึงความรุนแรงจากคนแปลกหน้า ซึ่งพบว่า สัดส่วนร้อยละ35 ผู้หญิงทั่วโลกตกเป็นเหยื่อ อย่างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความรุนแรงระหว่างคู่รักถึงร้อยละ38 ส่วนใหญ่มีการฆ่ากันจากอดีตคู่รัก และผู้หญิงที่มีชีวิตรอดมีประสบการณ์ทางกายภาพ ความบาดเจ็บทางร่างกายถือว่ารุนแรงที่สุด ซึ่งกระทบต่อด้านจิตใจจนทำให้เกิดอันตรายมากที่สุด กลุ่มนี้เจ็บป่วยเรื้อรั้ง มีปัญหาทางจิตใจ เจ็บท้อง หดหู่ ใช้สารเสพติด และพยายามฆ่าตัวตาย
“ความเท่าเทียมต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน แต่ความต้องการแตกต่างกัน ดังนั้นเราต้องดูแลผู้ต้องขังหญิงเนื่องจากมีความต้องการมากกว่าผู้ต้องขังชาย การปฏิบัติจึงต้องมีความหลากหลายเพื่อนำไปสู่ความเสมอภาคความเท่าเทียมกันต่อเพศต่อการปฏิบัติกับผู้ต้องขังหญิง” ซาแมนทา เจฟฟรี่ส์ อธิบายเรื่องความเท่าเทียม
ส่วนมาตรการต่างๆในเรือนจำจะช่วยให้ผู้ต้องขังหญิงกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการวางแผนพัฒนาเน้นคำนึงถึงทางเพศเป็นหลัก เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ต้องขังหญิง ส่วนใหญ่จะเป็นความผิดครั้งแรกในคดียาเสพติด และไม่เคยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมาก่อน โดยพบว่าเพียงร้อยละ 10 มีกระทำความผิดซ้ำ
ซาแมนทา เจฟฟรี่ส์ บอกถึงสาเหตุที่ต้องทำให้ผู้ต้องขังหญิงหลายคนต้องเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำว่า ผู้หญิงถูกกดขี่ทางเพศมาตั้งแต่เด็ก ครอบครัว ความรุนแรงระหว่างคู่รัก ปัญหาสุขภาพจิต ยาเสพติด ดื่มสุรา ความยากจน การหาเลี้ยงครอบครัว ทำให้ต้องมีการก่อคดีจนทำให้ชีวิตตกต่ำนำไปสู่การเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำ
อย่างไรก็ตาม อัตราการถูกละเมิดพบว่าผู้หญิงในเรือนจำถูกละเมิดมากกว่าผู้หญิงด้านนอก เป็นเหยื่อความรุนแรงมากกว่าผู้ต้องขังชาย ดังนั้นการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงต้องคำนึงถึงเรื่องความเสมอภาพเป็นหลักเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและการปฏิบัติที่เหมาะสม