ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
31 กรกฎาคม 2560 เวลา 19:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/506357

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
เป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของตำรวจเมืองหลวงที่อาจจะต้องรับมือกับคลื่นมหาชนในวันที่ 25 ส.ค.นี้ เมื่อเป็นวันตัดสินโทษคดีจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รองผบช.น.) ที่รับผิดชอบงานด้านความมั่นคง เปิดใจว่าค่อนข้างกังวลในวันดังกล่าว เพราะผู้คนที่มาให้กำลังใจอดีตนายกฯ อาจสุ่มเสี่ยงจะเกิดเหตุจากมือที่สาม และสร้างงานหนักในการรักษาความปลอดภัยของตำรวจ
ผลการประชุมร่วมกับบิ๊กตำรวจในห้วงล่าสุด พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ แจกแจงว่ามีการประเมินผู้คนมาให้กำลังใจยิ่งลักษณ์ในวันที่ 25 ส.ค.นี้ ในอัตราไม่น่าจะเกิน 2,000 คน รวมทั้งให้ตำรวจไปวิเคราะห์พื้นที่ว่างของศาลฎีกาว่ามีพื้นที่ว่างจำนวนกี่ตารางเมตร ผลคือกว่า 1,000 ตารางเมตร อัตราส่วนคือ 1 ตารางเมตรจะยืนกันได้ 3 คน ซึ่งหากเต็มพื้นที่คนจะยืนได้อย่างแออัด 3,000 คนเท่านั้น
ขณะที่เมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันไต่สวนพยานฝ่ายจำเลยนัดสุดท้ายในคดีจำนำข้าว มวลชนที่มาให้กำลังใจอดีตนายกฯ มีเพียง 800 คนเศษ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากภาคอีสาน โดยที่จ.อุบลราชธานีมากที่สุดคือ 300 คน และจ.อำนาจเจริญรองลงมาที่ 180 คน
กระนั้น พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ ยืนยันไว้ชัดเจนว่า การมาให้กำลังใจนั้นกระทำได้เพราะเป็นไปตามสิทธิ์ แต่ต้องไม่ใช่การกดดัน หรือเรียกร้อง เพราะหากเป็นเช่นนั้นจะเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ทันที
“มาให้กำลังใจกันก็ไม่ผิด มามอบดอกไม้ไม่ผิดแน่นอน ไม่มีกฎหมายใดห้าม แต่หากมีการกดดัน ยั่วยุ เรียกร้อง หรือต่อต้าน หรือกล่าวหาว่าตัดสินไม่เป็นธรรม เช่นนี้จะเข้าข่ายพ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะฯ และผิดกฎหมายทันที มีโทษทางอาญา”พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ ย้ำ

พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ ขยายความว่า วันที่ 15 ส.ค.จะมีการประชุมร่วมกับศาลฎีกา ฝ่ายข่าวกรองทั้งส่วนของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ตำรวจสันติบาล กองทัพบก และชุดสืบสวนของตำรวจ เพื่อรับฟังกรอบการปฏิบัติของศาลฯ ว่าต้องการให้ตำรวจดำเนินการอย่างไร หากศาลฯ ไม่ต้องการให้มวลชนเข้ามาบริเวณพื้นที่ของศาลฯ ตำรวจก็ต้องวางแผนเตรียมพร้อมในการปฏิบัติตาม
“เอากันเรื่องพื้นที่มันยืนกันได้ไม่กี่พันคน จะอยู่กันตรงไหน บางคนแนะนำว่าให้รัฐบาลถ่ายทอดการอ่านคำพิพากษา เพราะจะได้ให้ประชาชนได้รับรู้ด้วยว่าศาลได้ตัดสินอย่างไร มีเหตุผลอย่างไร ซึ่งก็จะได้เป็นความรู้กับประชาชนไปด้วย ผมคิดว่าคงเบาไปเยอะ แต่หากมาให้กำลังใจกันก็ทำได้ แต่มากันมากก็เข้าไม่ถึงคุณยิ่งลักษณ์อยู่ดี เพราะยังต้องมีตำรวจอีกหลักร้อยนายดูแลความปลอดภัยด้วย ไม่ใช่พื้นทีว่างจะมีแต่มวลชนอย่างเดียวเท่านั้น”
พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ บอกถึงแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจอีกว่า อยู่เฉยๆ ตำรวจจะไปวางกำลังในพื้นที่ศาลฎีกาไม่ได้ เพราะตรงนั้นเป็นพื้นที่และเขตอำนาจของศาล จึงต้องรอประชุมร่วมกันกับศาลฯ เพื่อนำไปสู่ว่าจะใช้แผนอะไร ใช้กำลังพลอย่างไรในการรับมือ ทั้งแผนการดูแลความปลอดภัยให้กับศาล ดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนที่มาให้กำลังใจ แผนรับมือการเผชิญเหตุ หากมีคำตัดสินออกมา
รองผบช.น. ฝ่ายความมั่นคง อธิบายว่า ตำรวจจะเตรียมแผนรับมือเพื่อดูแลความปลอดภัย อำนวยความสะดวกทั้งต่อศาลฯ มวลชน และประชาชนอื่นๆ ในเบื้องต้นไว้ 3 แผนงาน ประกอบด้วย 1.แผนดูแลความปลอดภัยสถานที่ คือที่ตั้งของศาลฎีกา และศาลต่างๆ ที่เป็นสัญลักษณ์โดยรอบพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2.แผนเผชิญเหตุ โดยหากศาลตัดสินพิจารณาแล้ว ตำรวจจะต้องมีแผนเผชิญเหตุรองรับ ไม่ว่าจะเป็นการเอาคนที่ศาลพิพากษาออกจากพื้นที่ศาล เส้นทางการเดินทางทาง การจราจรเป็นต้น และ 3. แผนดูแลความปลอดภัยให้กับมวลชน ในกรณีที่ศาลอนุญาตให้มวลชนเข้ามาได้ เพราะอาจจะมีมือที่สามมาก่อเหตุปั่นป่วนได้ ซึ่งต้องไม่ประมาทและเฝ้าระวัง

อย่างไรก็ตาม หากถึงที่สุดในกรณีที่ไม่มีทางเลี่ยงจำต้องเผชิญเหตุ เมื่อนั้นแผน “กรกฎ 52” ซึ่งเป็นแผนการใช้กำลังของตำรวจจะเข้ามามีบทบาททันที ซึ่งพล.ต.ต.ภาณุรัตน์ เน้นย้ำว่าแผนกรกฎ 52 เป็นหลักสากลและมีมาตรฐานในการปฏิบัติเพื่อควบคุมฝูงชนและสลายการชุมนุม ความรุนแรงจะเริ่มจากเบาไปหาหนัก แต่ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่าตำรวจจะงัดแผนออกมาใช้ได้ทันที หากแต่อยู่ในเงื่อนไขที่ผู้ชุมนุมกระทำผิดกฎหมายการชุมนุมแล้ว แผนกรกฎ 52 จึงจะถูกนำมาใช้งาน
“แผนกรกฎ 52 ถูกใช้เพื่อมิติของการสลายการชุมนุม ซึ่งไม่ใช่ว่าจะเอามาใช้ได้เลยเหมือนแต่เดิมที่มีการชุมนุมตำรวจจะใช้กำลังทันที แต่ในขณะนี้เรามีพ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะฯ ตำรวจจะใช้กำลังได้ก็ต้องร้องขอจากศาล เพื่อให้เห็นชอบ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะตำรวจจะไม่ถูกข้อครหาว่าใช้กำลังเกินกว่าเหตุโดยพลการ ยืนยันว่าแผนดังกล่าวเพื่อป้องกันพื้นที่ ควบคุม ไม่ใช่ทำร้ายมวลชนที่ชุมนุม เพราะหากมวลชนละเมิดข้อตกลงตำรวจก็ต้องป้องกัน เพราะถือว่าบอกกันแล้ว เตือนกันแล้ว หากยังดื้ออยู่ ตำรวจก็ต้องใช้กฎการใช้กำลัง” พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ อธิบายเรื่องแผนกรกฎ 52
แต่หากลึกๆ แล้วพล.ต.ต.ภาณุรัตน์ ยังตั้งความหวังว่าเมื่อถึงวันที่ 25 ส.ค.นี้คงไม่มีเหตุการณ์อะไรที่รุนแรงเกิดขึ้น และเผยว่า จริงๆ แล้วไม่อยากให้มวลชนมา เพราะประเทศไทยปกครองโดยหลักนิติรัฐอยู่แล้ว เรายึดกฎหมายเป้นหลัก ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด จะผิดแผกจากนี้ไม่ได้
“ตลอด 10 ปีทีผ่านมาเราใช้กฎหมู่กันมาเยอะ ผลลัพธ์ก็ทำให้บ้านเมืองไม่สงบสุข ขณะนี้เรามีกฎนิติรัฐ เข้าใจว่าหลายคนรักคุณยิ่งลักษณ์ จะมาให้กำลังใจกันก็ไม่เป็นไร แต่อย่ากดดันหรือทำอะไรที่ผิดกฎหมาย”พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ ทิ้งท้ายอย่างหนักแน่น